องค์กรในอนาคตจึงต้องการผู้นำที่เข้าใจทั้ง "คน" และ "เทคโนโลยี"
คนจำนวนไม่น้อยเชื่อว่าธุรกิจแข่งขันกันด้วยสินค้า ราคา เทคโนโลยี หรือเงินลงทุน แต่ยิ่งทำงานมานานเท่าไร ผมยิ่งเชื่อว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นเพียงทรัพยากร หรือเครื่องมืออย่างหนึ่ง
เพราะสุดท้ายแล้ว สิ่งที่จะตัดสินว่าองค์กรจะเติบโตหรือหยุดอยู่กับที่ ไม่ใช่ตัวสินค้า แต่คือ "คน" ที่อยู่เบื้องหลังสินค้าเหล่านั้น
ตลอดเวลากว่า 40 ปี ผมเห็นบริษัทที่มีสินค้าดีที่สุดล้มเหลว เพราะบริหารคนไม่เป็น ขณะเดียวกันก็เห็นบริษัทที่ไม่ได้มีสินค้าดีที่สุด แต่กลับเติบโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสามารถดึงศักยภาพของผู้คนออกมาได้อย่างเต็มที่ ความได้เปรียบที่แท้จริงขององค์กร จึงไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่คู่แข่งซื้อได้ แต่อยู่ที่ทีมงานและวัฒนธรรมองค์กร ซึ่งเป็นสิ่งที่ลอกเลียนแบบได้ยากที่สุด
ผู้บริหารที่ดีจึงไม่ใช่คนที่พยายามเปลี่ยนทุกคนให้เหมือนกัน แต่คือคนที่มองเห็นจุดแข็งของแต่ละคน แล้ววางเขาไว้ในตำแหน่งที่สามารถสร้างคุณค่าได้สูงสุด คนที่พูดไม่เก่งอาจเป็นนักวิเคราะห์ชั้นยอด คนที่ไม่ชอบประชุมอาจเป็นนักพัฒนาที่สร้างนวัตกรรมได้ดีที่สุด หากวางผิดตำแหน่ง คนเก่งก็อาจกลายเป็นคนธรรมดา แต่หากวางถูกตำแหน่ง คนธรรมดาก็อาจสร้างผลงานที่เหนือความคาดหมายได้
อีกเรื่องหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญมาก คือการมองพนักงานในฐานะ "หุ้นส่วน" มากกว่าจะมองเป็นเพียงลูกจ้าง หุ้นส่วนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการถือหุ้นในบริษัท แต่หมายถึงการทำให้ทุกคนรู้สึกว่า เขาเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จขององค์กร เมื่อคนรู้สึกว่าองค์กรเป็นของเขา เขาจะคิดเหมือนเจ้าของ กล้ารับผิดชอบ กล้าเสนอแนวคิดใหม่ ๆ และพร้อมช่วยแก้ปัญหาโดยไม่ต้องรอคำสั่ง
ผมมองว่าองค์กรก็เหมือนภาพจิ๊กซอว์ขนาดใหญ่ ไม่มีชิ้นไหนสำคัญที่สุด และไม่มีชิ้นไหนไร้ความหมาย ฝ่ายขายจะเก่งเพียงใด หากฝ่ายบริการทำให้ลูกค้าผิดหวัง ทุกอย่างก็จบ ฝ่ายไอทีจะสร้างระบบที่ทันสมัยแค่ไหน หากฝ่ายปฏิบัติการใช้งานไม่ได้จริง ก็ไม่มีคุณค่า ความสำเร็จขององค์กรจึงเกิดจากการที่ทุกคนสามารถต่อจิ๊กซอว์ของตัวเองได้อย่างสมบูรณ์ และเชื่อมโยงกับคนอื่นได้อย่างลงตัว
แน่นอนว่า เมื่อองค์กรมีคนมากกว่าสองหรือสามคน ความขัดแย้งย่อมเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ วิธีคิด และมุมมองที่แตกต่างกัน ผู้บริหารที่ยังไม่มีประสบการณ์มักพยายามหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง แต่ในความเป็นจริง ความขัดแย้งไม่ใช่ศัตรู หากบริหารจัดการอย่างถูกต้อง มันจะกลายเป็นพลังที่ช่วยให้องค์กรแข็งแรงขึ้น
หน้าที่ของผู้บริหารจึงไม่ใช่การกำจัดความขัดแย้ง แต่คือการเปลี่ยนความขัดแย้งให้กลายเป็นการเรียนรู้ เปลี่ยนแรงกดดันให้กลายเป็นแรงผลักดัน และเปลี่ยนความคิดเห็นที่แตกต่างให้กลายเป็นคำตอบที่ดีกว่าเดิม องค์กรที่เปิดโอกาสให้คนคิดต่างอย่างสร้างสรรค์ มักจะปรับตัวได้เร็วกว่าองค์กรที่ทุกคนเงียบและรอคำสั่งจากผู้บริหารเพียงคนเดียว
โลกทุกวันนี้ทำให้การบริหารคนยากกว่าสมัยก่อนหลายเท่า ในอดีตเราสื่อสารกันผ่านจดหมาย โทรศัพท์ หรือแฟกซ์ แต่วันนี้ทุกคนเชื่อมต่อกันผ่านโซเชียลมีเดียตลอด 24 ชั่วโมง ข่าวลือ ความเข้าใจผิด ความกดดัน และอารมณ์ของผู้คน แพร่กระจายได้รวดเร็วกว่าเดิมหลายสิบเท่า ผู้บริหารจึงไม่สามารถใช้วิธีการบริหารแบบเดิมแล้วหวังว่าจะได้ผลลัพธ์แบบเดิมอีกต่อไป
องค์กรในอนาคตจึงต้องการผู้นำที่เข้าใจทั้ง "คน" และ "เทคโนโลยี" ไปพร้อมกัน เพราะต่อให้ AI ฉลาดเพียงใด มันก็ยังไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ สร้างความเชื่อใจ หรือสร้างความผูกพันระหว่างผู้คนได้ สิ่งเหล่านี้ยังคงเป็นหน้าที่ของผู้นำ และจะยิ่งมีคุณค่ามากขึ้นในวันที่เทคโนโลยีก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ
สุดท้ายแล้ว เมื่อมองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ขององค์กรที่ยิ่งใหญ่ทั่วโลก จะพบว่าพวกเขาไม่ได้เติบโตเพราะมีสินค้าที่ดีที่สุดเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ชนะเพราะมีเงินทุนมากที่สุด และไม่ได้ยิ่งใหญ่เพราะโชคช่วย แต่ยิ่งใหญ่เพราะมีผู้นำที่สามารถสร้างคน สร้างทีม และสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้คนธรรมดาหลายร้อยหลายพันคน เดินไปในทิศทางเดียวกันได้
เพราะท้ายที่สุด องค์กรทุกแห่งสามารถสร้างสินค้าได้เหมือนกัน แต่ไม่ใช่ทุกองค์กรที่จะสร้าง "คน" ได้ และเมื่อองค์กรสร้างคนได้ คนเหล่านั้นเอง จะเป็นผู้สร้างความยิ่งใหญ่ให้องค์กรต่อไปอย่างไม่มีวันสิ้นสุด


