มีผู้ลงทะเบียนขอบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 18.82 ล้านราย มีผู้ผ่านเกณฑ์เพียง 9.51 ล้านราย ขณะที่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรายเดิม 13.33 ล้านคน
กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหา
ปัญหาฐานะการคลังบวกการคัดกรองแข็งตัว ทำให้คนจนจริงจำนวนหนึ่งตกหล่นจากสวัสดิการโดยรัฐ เป็นปัญหา Exclusion Error ของระบบสวัสดิการแบบสังคมสงเคราะห์
กระบวนการพิสูจน์ความจนมีปัญหาเพราะไม่มีบูรณาการข้อมูล ไม่กระจายอำนาจ ต้นทุนสูง รัฐบาลไทยต้องพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลางเชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวกับประชาชนเข้าไว้ด้วยกัน
ทั้งข้อมูลตามหน่วยราชการต่างๆ ที่กระจัดกระจายกันอยู่ในแต่ละหน่วยงาน ข้อมูลสถาบันการเงิน ข้อมูลการถือครองทรัพย์สิน ข้อมูลการใช้จ่ายจากฐานข้อมูลภาษีมูลค่าเพิ่ม ข้อมูลภาคเอกชน
การพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) โดยใช้มาตรการสร้างแรงจูงใจให้ทุกคนยื่นแบบแสดงรายได้และข้อมูลภาษี หากรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำให้โอนเงินช่วยเหลือให้มีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพได้ตามมาตรฐานขั้นต่ำ
ขีดความสามารถทางการคลังของประเทศมีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง รายได้เพิ่มขึ้นไม่ทันต่อรายจ่ายประจำ หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องและในความเป็นจริงสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีทะลุเพดานไปแล้ว
หากรวมหนี้จากมาตรการกึ่งการคลังตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง บัตรสวัสดิการแห่งรัฐจึงได้รับจัดสรรงบประมาณเพียง 42,000 ล้านบาทซึ่งไม่เพียงพอต่อการดำเนินการ
หากไม่สามารถจัดสรรงบเพิ่มได้ ก็จำเป็นต้องลดกลุ่มคนที่จะได้รับสิทธิลงมา แต่หลักเกณฑ์ในการคัดกรองต้องมีประสิทธิภาพ อาจจะต้องปรับเกณฑ์ไม่ให้แข็งตัวเกินไป มีความยืดหยุ่น จะทำให้มาตรฐานการคัดกรองสะท้อนฐานะเศรษฐกิจที่แท้จริงของผู้ลงทะเบียนบัตรคนจนได้ดีขึ้น
กลุ่มคนที่ถูกตัดสิทธิอาจเป็น “คนจนจริง” โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง กลุ่มผู้สูงวัยป่วยติดเตียง เป็นต้น
ตัวเลขเดิมมี คนอยากจน หรือ จนไม่จริง
การจัดสรรงบประมาณสำหรับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐลดลงจากปี 2569 มากถึง 14,400 ล้านบาท งบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2569 อยู่ที่ 56,400 ล้านบาท การจัดงบประมาณบัตรสวัสดิการแห่งรัฐปี 2570 เพียง 42,000 ล้านบาท
สะท้อนความตั้งใจที่รัฐบาลต้องการปรับลดงบประมาณส่วนนี้ลงมาและอาจมีความมั่นใจว่า ตัวเลขบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิมนั้นมี คนอยากจนหรือจนไม่จริง ได้รับประโยชน์อยู่จำนวนไม่น้อย เป็น ปัญหา Inclusion Error
หากนำเอาผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเดิม 13.33 ล้านคนมาคำนวณเงินและสิทธิประโยชน์ที่ได้รับทั้งหมดในกรณีผู้ถือบัตรทุกคนใช้สิทธิจากวงเงินเต็มเพดาน ผู้ถือบัตร 1 คนมีวงเงินสิทธิรวมประมาณ 12,920 บาทต่อปี
หากทุกคนใช้สิทธิเต็มที่จะใช้งบประมาณโดยรวมสูงถึง 1.7 แสนล้านบาท การคัดกรองออกจึงเป็นผลสืบเนื่องจากปัญหาฐานะทางการคลังของประเทศในขณะนี้ด้วย
เสนอใช้ภาษีเชิงลบบวกรัฐสวัสดิการแก้ทั้งระบบ
ทางออก คือ ต้องใช้ภาษีเชิงลบบวกรัฐสวัสดิการแก้ทั้งระบบ ใช้ ยุทธศาสตร์แก้จนกระจายรายได้ และ สิ่งที่ต้องทำควบคู่กัน คือ การปฏิรูปรายได้ภาครัฐ ขยายฐานภาษี โดยเฉพาะต้องหารายได้จากภาษีทรัพย์สิน
รวมทั้ง ปฏิรูปกิจการภาครัฐเพื่อลดค่าใช้จ่ายประจำลงด้วย ค่อยๆ ปรับเปลี่ยน ระบบสวัสดิการฐานสังคมสงเคราะห์ ต้องพิสูจน์ความจน ทำให้ คนจำนวนไม่น้อยรู้สึกเสียศักดิ์ศรีเป็น ระบบสวัสดิการฐานสิทธิเพิ่มขึ้น
เราควรพัฒนาระบบภาษีเชิงลบ (Negative Income Tax) ขึ้นมาเพื่อช่วยทำให้การบริหารการคลังมีประสิทธิภาพมากขึ้น มีสวัสดิการช่วยเหลือคนได้ตรงกลุ่มเป้าหมาย
ไม่ต้องอาศัยมาตรการประชานิยมแจกเงินแจกสวัสดิการที่มีความไม่แน่นอนและขาดความยั่งยืนทางการเงินในระยะยาว ประชาชนจำนวนมากยังไม่มีความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ
ใช้ 4 ยุทธศาสตร์แก้จนกระจายรายได้
เราจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ในการยกระดับรายได้ของคนจนให้อยู่เหนือเส้นความยากจน ช่วงว่างรายได้ระหว่างคนจนและคนรวยในสังคมไทยห่างกันประมาณ 1,500% หรือ 15 เท่า
ยุทธศาสตร์ที่ 1 ต้องสร้างประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจทำให้ประชาชนทั้งหมดเข้าถึงสิทธิและมีการกระจายกรรมสิทธิให้เป็นธรรมทั่วถึง
ยุทธศาสตร์ที่ 2 การทำให้ประชาชนเข้าถึงปัจจัยในการดำรงชีพและการมีสวัสดิการพื้นฐานถ้วนหน้า
ยุทธศาสตร์ที่ 3 การปฏิรูปรายได้ภาครัฐและภาษีเพื่อให้มีงบประมาณเพียงพอ ไม่เกิดหนี้สาธารณะจนเกิดความเสี่ยงทางการคลัง
ยุทธศาสตร์ที่ 4 การสร้างอำนาจต่อรองให้กับประชาชน การเพิ่มการกำกับตรวจสอบเพื่อลดการทุจริตรั่วไหล ลดการรีดไถประชาชน ลดการเรียกรับสินบนจากภาคธุรกิจ


