ชอบหรือไม่ชอบก็ตาม เราตกอยู่ภายใต้กระแสการเปลี่ยนแปลงที่มาจากสารพัดเทคโนโลยี ที่นำทางมาด้วยอิทธิพลอินเทอร์เน็ตที่ผนวกเข้ากับสมาร์ตโฟนที่แทบจะเป็นปัจจัยที่ห้าของชีวิต ตามมาด้วย AI ที่ก้าวไปไกลกว่าที่คาดคิด
ส่งอิทธิพลให้วิถีชีวิตของผู้คนเปลี่ยนไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นคนจน คนรวย คนเรียนสูง หรือคนที่แทบไม่ได้เรียน
ผู้คนใส่ใจกับสรรพสิ่งมากขึ้น อยากรู้อยากเห็นมากขึ้น จากการที่เรื่องราวต่างๆ ไม่ว่าใกล้ไกลหลั่งไหลมาถึงตัวแทบจะในทันทีที่มีเรื่องราวต่าง ๆ เกิดขึ้น อยากรู้อะไร ก็แค่วาน AI ไปช่วยค้นหาคำตอบให้ อยากรู้อยากเห็นไปตามอิทธิพลของเครือข่ายสังคม
ตาม AI ต่อเนื่องไปสักพัก ก็มีแนวโน้มที่จะกลายเป็นสาวกของทฤษฎีสมคบคิด ใครแต่งเรื่องอะไรมาก็ปักใจเชื่อ หรือไม่ก็คิดอะไรเองได้น้อยลง เหมือนโนบิตะที่มีโดราเอมอนคอยคิดให้แทน
ดังนั้น ทักษะใหม่ที่ควรต่อยอดขึ้นจากความสนใจใฝ่รู้ ที่มาจากอิทธิพลของ AI และเครื่องมือดิจิทัล คือการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้ง ความอยากรู้อยากเห็นที่จะได้ผลดี ต้องมาพร้อมกับความสามารถในการแยกแยะระหว่างเรื่องจริงกับมโน ซึ่งจะแยกแยะได้อย่างจริงจังก็ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ที่ลึกซึ้งกว่าแต่ก่อน
มองเห็นระบบเพิ่มเติมจากกระบวนการใดกระบวนการหนึ่ง ท้าทายสมมุติฐานที่เป็นที่มาของระบบก่อนที่จะเชื่อหลักฐานที่ปรากฏ AI ช่วยสังเคราะห์เรื่องราวต่าง ๆ ให้เราได้ แต่ AI มักพยายามให้คำตอบไปในทางที่คาดว่า เราจะพอใจ มากกว่าที่จะเดินหน้าไปสู่คำตอบที่แท้จริง
เขาทำ AI มาให้เราซื้อ ซึ่งเรามักจะซื้อเพราะ AI ทำถูกใจเรา เขาไม่ได้ทำ AI มาเพื่อพิทักษ์ความเป็นจริง ยิ่ง AI เก่งเท่าใด คนใช้ AI ก็ยิ่งจะต้องมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เชิงลึกมากขึ้น ที่ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้นไปด้วย
ความคิด ความเชื่อของเรามีแนวโน้มจะเป็นไปตามความคิด ความเชื่อของกลุ่มสังคมในอินเทอร์เน็ตที่เราเข้าไปร่วมด้วย เป็นเพื่อนในกลุ่มไลน์ เป็นผู้ติดตามกลุ่มใน TikTok แชทกันกับคนในกลุ่มเป็นประจำ ย่อมได้รับอิทธิพลทางความคิดจากคนในกลุ่มไปโดยไม่รู้ตัว
ดังนั้น ทักษะที่จำเป็นสำหรับการเข้ากลุ่ม โดยไม่ตกเป็นทาสความคิดของกลุ่ม คือทักษะการวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ อย่างเป็นอิสระด้วยตัวเราเอง ได้ฟังเรื่องราวมาจากกลุ่ม คนนั้นก็บอกว่าเชื่อ คนนี้ก็บอกว่าเชื่อ ไม่ได้หมายความว่า เราต้องเชื่อตามกลุ่มไปด้วย
อินเทอร์เน็ตทำให้เราไปเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ได้โดยสะดวก แต่การคิดตัดสินใจของเราต้องไม่ถูกตีกรอบจำกัดไว้เฉพาะที่เป็นไปตามความคิดของกลุ่ม ต้องเป็นอิสระ ต้องเปิดกว้าง
ใคร ๆ ก็เป็นนักคิดสร้างสรรค์กันไปหมด ได้ทราบผลการแข่งขันฟุตบอลโลก ก็กลายเป็นโค้ชทีมดังกันทั่วหน้า แพ้เพราะตั้งรับมากเกิน ไม่ยอมบุกบ้าง การคิดสร้างสรรค์เป็นเรื่องดี แต่จะมีประโยชน์ต่อเมื่อความคิดสร้างสรรค์นั้นต่อยอดมาจากความเป็นจริง ไม่ใช่ความคิดสร้างสรรค์ที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีสมคบคิดของใครบางคน บางกลุ่ม
ทักษะใหม่ที่จะทำให้เรามีความคิดสร้างสรรค์ที่ดี ความคิดสร้างสรรค์ที่มีประโยชน์ คือ การคิดโดยใช้ข้อมูล สาระ และความรู้เป็นปัจจัยพื้นฐาน จะคิดตัดสินใจเรื่องใด ก็รู้ว่าต้องการข้อมูลหลักฐานอะไรบ้าง ยิ่งไปกว่านั้น ข้อมูลหลักฐานที่นำมาใช้ช่วยคิดนี่แหละที่อาจจะทำให้เราหลุดพ้นจากการเป็นทาสความคิดของกลุ่มที่เราเคยยึดถือกลุ่มเป็นสรณะ
วงการดิจิทัลวันนี้ เรียนรู้เครื่องมือใหม่ เรียนรู้บริการใหม่ได้โดยไม่ต้องมีการฝึกอบรมก่อนใช้งาน เจอแอปใหม่ก็อาศัยประสบการณ์และสามัญสำนึก ในการทดลองใช้งาน ยิ่งใช้มาก ก็ยิ่งเก่ง แต่เก่งขึ้นไม่ได้แปลว่า ใช้อย่างมีจริยธรรมมากขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเมื่อใช้ AI ช่วยสร้างภาพจนเก่งแล้ว จะไม่เอาไปดัดแปลงภาพคนนั้นคนนี้ โดยเจ้าตัวไม่ได้อนุญาต
ไม่ได้หมายความว่า จะไม่ใช้ความเก่งที่มีอยู่ ไปสร้างอะไรต่อมิอะไรที่คนอื่นอาจเดือดร้อน ทักษะใหม่ที่ต้องมาพร้อมกับความสามารถที่โดดเด่นด้านดิจิทัล คือ จริยธรรมดิจิทัล ที่ทำให้เราไม่ใช้ความเก่งนี้ไปสร้างเรื่องไม่ดีต่าง ๆ
เราใช้ AI ช่วยงานกันมากขึ้น ใช้แล้วงานเสร็จเร็วขึ้น ทักษะที่ต้องเติมเต็มก่อนจะไปถึงวันที่จะทำอะไรก็ต้องถาม AI ก่อน คือ ตรรกะการใช้เหตุ ใช้ผล ที่ทำให้เรารู้ตัวว่า ตรงไหนที่ AI ทำไปเพื่อเอาใจเรา รู้ตัวว่า ด้วยอัลกอริทึมที่ AI กำลังใช้อยู่นั้นจะมอบหมายงานอะไรให้ AI ทำดี จึงจะได้ผลดี มีตรรกะพอจะรู้ว่างานที่ให้ AI ช่วยทำนั้นเสร็จแล้วจะเป็นอย่างไร
ขับรถได้กับขับรถโดยมีทักษะที่จำเป็นครบถ้วน ต่างกันมาก ใช้ AI โดยปราศจากทักษะต่อยอดที่จำเป็น ยิ่งใช้ยิ่งอันตรายกับตนเอง



