ปัญหาหมอกควันข้ามแดน ถือเป็นความท้าทายสำคัญของภูมิภาคลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย ลาว และเมียนมา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการเผาในที่โล่ง ไฟป่าและการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรไม่เหมาะสม
การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างประเทศเพื่อนบ้านในทุกระดับ
สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย หรือ TEI ได้เข้ามามีบทบาทในการดำเนินงานภายใต้ “โครงการพัฒนาความร่วมมือเมืองคู่ขนานไทย–ลาว–เมียนมา ขับเคลื่อนการจัดการและลดมลพิษหมอกควันข้ามแดน” และ “โครงการกลไกความร่วมมือขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการร่วมยุทธศาสตร์ฟ้าใส (CLEAR Sky Strategy)” ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน)
หน่วยงานด้านการต่างประเทศ หน่วยงานด้านความมั่นคง หน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ ตลอดจนหน่วยงานระดับจังหวัดและอำเภอในพื้นที่เป้าหมาย ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) และสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) เพื่อพัฒนากลไกความร่วมมือและผลักดันกรอบ CLEAR Sky Strategy ให้สามารถนำไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม
พัฒนากลไกการทำงานข้ามแดนที่เป็นรูปธรรม
การทำงานครอบคลุม 6 เมืองหลัก ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดพะเยา จังหวัดน่าน และจังหวัดแม่ฮ่องสอนของประเทศไทย แขวงบ่อแก้วและแขวงไซยะบูลีของลาว รวมถึงจังหวัดท่าขี้เหล็กของเมียนมา ตลอดจนเมืองชายแดนย่อยอีก 10 แห่ง ตามแนวชายแดนไทย โดยดำเนินงานต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 2567 จนถึงปัจจุบัน
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้วางรากฐานความร่วมมือระหว่างไทย ลาว และเมียนมา ทั้งในระดับนโยบาย ระดับจังหวัด และระดับพื้นที่ชายแดน โดยมีการเชื่อมโยงข้อมูล การหารือร่วม และการดำเนินกิจกรรมข้ามพรมแดนมาเป็นระยะ เพื่อยกระดับการป้องกันและลดผลกระทบจากหมอกควันข้ามแดน
การทำงานได้มุ่งเชื่อมโยงหน่วยงานภาครัฐทั้งระดับนโยบายและระดับปฏิบัติการของทั้งสามประเทศ ภายใต้กรอบ CLEAR Sky Strategy และ Joint Task Force อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2569 ได้มีการจัดประชุม 2nd Joint Task Force Meeting ณ กรุงเวียงจันทน์ สปป.ลาว เพื่อกำหนดทิศทางการดำเนินงานร่วมกันของภูมิภาค
ความก้าวหน้าสำคัญประการหนึ่ง คือ การจัดตั้ง “คณะทำงาน 4 อำเภอกลไกชายแดน” จังหวัดเชียงราย ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างเป็นทางการโดยผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย ถือเป็นโมเดลความร่วมมือช่วยทำหน้าที่เป็นกลไกความร่วมมือเชิงปฏิบัติการระหว่างหน่วยงานท้องถิ่น ชุมชน และพื้นที่ชายแดนของไทย ลาว และมุ่งขยายความร่วมมือไปสู่ระดับอำเภอชายแดนของฝั่งเมียนมาเพิ่มเติมในอนาคต
สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพระดับนโยบายและระดับพื้นที่
การเสริมสร้างศักยภาพด้านนโยบายและมาตรฐานการจัดการภาคเกษตร สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐในประเทศไทย ลาว และเมียนมา เพื่อยกระดับมาตรฐานการจัดการภาคเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยจัดการฝึกอบรมและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) แนวทาง GAP Zero Burning ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability System)
และการพัฒนาฉลากสิ่งแวดล้อม ณ เมืองหลวงพระบาง รวมทั้งการประชุมเชิงปฏิบัติการร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐในภูมิภาค เพื่อส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและลดการเผาในพื้นที่เกษตรกรรมอย่างเป็นรูปธรรม
การส่งเสริมทางเลือกเพื่อลดการเผาในระดับชุมชน
โดยพัฒนาและถ่ายทอดทางเลือกในการจัดการวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพื่อลดการเผาชีวมวลในระดับชุมชน ผ่านการส่งเสริมนวัตกรรมและกิจกรรมที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ เช่น การจัดตั้งธนาคารปุ๋ย การเพาะเห็ดจากฟางข้าวและเปลือกข้าวโพด การใช้เห็ดป่าไมคอร์ไรซา เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูป่าและเสริมบทบาทของชุมชนในการจัดทำแนวกันไฟ
ตลอดจนการส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่เสี่ยงไฟป่า ซึ่งช่วยสร้างรายได้เสริม ลดต้นทุนการผลิต และลดแรงจูงใจในการเผาเศษวัสดุทางการเกษตร
การพัฒนาศักยภาพผู้นำท้องถิ่นและเครือข่ายชุมชนชายแดน
มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพของผู้นำท้องถิ่น ผู้นำชุมชน และเกษตรกรในพื้นที่เมืองคู่ขนานของไทย ลาว และเมียนมา ผ่านกิจกรรมศึกษาดูงาน การฝึกอบรมการป้องกันและดับไฟป่า รวมถึงการส่งเสริมอาชีพทางเลือกที่ช่วยลดการเผาในภาคเกษตรกรรม
โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองห้วยทราย เมืองปากทา เมืองคอบ และเมืองท่าขี้เหล็ก กิจกรรมดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความรู้ ทักษะ และเครือข่ายความร่วมมือระหว่างชุมชนชายแดนในการจัดการปัญหาหมอกควันและไฟป่าอย่างมีส่วนร่วม
การเสริมความพร้อมในการป้องกันและรับมือไฟป่าระดับพื้นที่
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการป้องกันและรับมือไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง โดยสนับสนุนการจัดทำประกันภัยสำหรับอาสาสมัครดับไฟป่า เพื่อสร้างขวัญกำลังใจและความมั่นคงในการปฏิบัติงานของภาคประชาชน
ควบคู่กับการสนับสนุนการสำรวจข้อมูลจุดความร้อน (Hotspot) และพื้นที่เกษตรกรรมที่มีความเสี่ยงต่อการเผา การจัดทำแนวกันไฟ และการลาดตระเวนเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งช่วยเสริมสร้างระบบป้องกันไฟป่าเชิงรุกและลดความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นต่อทรัพยากรธรรมชาติและชุมชน
การพัฒนาระบบเฝ้าระวังและความร่วมมือข้ามพรมแดน
ได้ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควันข้ามพรมแดน โดยสนับสนุนการฝึกอบรมและอุปกรณ์ติดตามสถานการณ์ไฟป่าให้แก่หน่วยงานของลาว และเมียนมา เพื่อยกระดับศักยภาพด้านการเฝ้าระวัง การติดตามข้อมูล และการตอบสนองต่อสถานการณ์ไฟป่าในระดับพื้นที่
ความร่วมมือดังกล่าวช่วยเสริมสร้างกลไกการประสานงานและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างประเทศ อันนำไปสู่การจัดการปัญหาหมอกควันข้ามพรมแดนอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
เสริมความสัมพันธ์เชิงบวกเมืองคู่ขนานชายแดน
ความสัมพันธ์ชายแดน ได้มีการสนับสนุนเวทีหารือเชิงนโยบายระหว่างไทย–ลาว และไทย–เมียนมา ทั้งในระดับกระทรวง จังหวัด และพื้นที่ชายแดน ควบคู่กับกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ที่สะท้อนความร่วมมือร่วมกัน
อาทิ การจัดทำแนวกันไฟ “2 แผ่นดิน” บริเวณชายแดนไทย–ลาว (เชียงราย–บ่อแก้ว) และไทย–เมียนมา (เชียงราย–ท่าขี้เหล็ก) การหารือร่วมกับผู้บริหารเมืองชายแดนในการแสดงเจตนารมณ์ระหว่างกันเกี่ยวกับการแก้ปัญหาหมอกควันข้ามแดนอย่างเป็นระบบ ด้วยแนวคิด “เมืองคู่ขนานชายแดน” ที่มุ่งสร้างระบบการทำงานร่วมกันระหว่างพื้นที่ชายแดน ให้สามารถ วางแผน ปฏิบัติ และติดตามผลร่วมกันอย่างเป็นระบบ
อันเป็นกลไกเสริมในระดับจังหวัด อำเภอ และชุมชน เพื่อลดการเผาในที่โล่งและการเผาป่า ซึ่งเป็นต้นเหตุสำคัญของหมอกควันข้ามแดน และความเชื่อมโยงกับเมืองหรือชุมชนของประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม การคมนาคม และการใช้ทรัพยากรร่วมกัน
ขณะเดียวกัน ยังได้ริเริ่มการพัฒนากรอบความร่วมมือระหว่างจังหวัดพะเยา แขวงไซยะบูลี และจังหวัดเชียงราย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการควบคุม ป้องกัน และสื่อสารรณรงค์ลดการเผาในพื้นที่ชายแดน รวมทั้งการพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง (Common Platform)
สำหรับติดตามสถานการณ์คุณภาพอากาศ จุดความร้อน และพื้นที่เสี่ยงไฟป่าของทั้งสามประเทศ เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลร่วมในการวางแผนบริหารจัดการในอนาคต
ทิศทางการยกระดับและขยายความร่วมมือ
การยกระดับความร่วมมือจากโครงการนำร่องและการดำเนินงานระดับพื้นที่ ไปสู่ความร่วมมือเชิงระบบในระดับนโยบายและระดับภูมิภาค จะเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนในการป้องกันและแก้ไขปัญหาไฟป่า หมอกควัน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติร่วมกันในอนาคต ซึ่งยังต้องการความร่วมมือจากหลายฝ่าย ดังนี้
1. การผลักดัน CLEAR Sky Strategy ให้เป็นกรอบความร่วมมือหลัก ของพื้นที่ชายแดนไทย–ลาว–เมียนมา โดยมีคณะทำงานร่วม Joint Task Force ทำหน้าที่กำหนดเป้าหมาย แผนปฏิบัติการ ตัวชี้วัด และการติดตามผลร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
2. การพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลกลาง (Common Platform) ระดับภูมิภาค ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูล อาทิ จุดความร้อน (Hotspot) คุณภาพอากาศ พื้นที่เสี่ยงไฟป่า เพื่อให้ทุกประเทศสามารถใช้ข้อมูลชุดเดียวกันในการวางแผน ป้องกัน และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
3. การขยายกลไก “เมืองคู่ขนาน” และ “อำเภอคู่ขนานชายแดน” จะช่วยขยายเครือข่ายเมืองคู่ขนานและอำเภอชายแดนเกิดความร่วมมือในระดับพื้นที่อย่างทั่วถึงโดยเน้น การจัดทำแผนป้องกันไฟป่าร่วม การสื่อสารและแจ้งเตือนร่วมกัน การลาดตระเวนและเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง การจัดทำแนวกันไฟข้ามพรมแดน
4. การเปลี่ยนจาก “การควบคุมการเผา” สู่ “การสร้างแรงจูงใจไม่ให้เผา” จำเป็นต้องสร้างทางเลือกทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรและชุมชน เพื่อให้การไม่เผากลายเป็นทางเลือกที่สร้างรายได้และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ
5. การลดไฟป่าและหมอกควันควบคู่กับการฟื้นฟูระบบนิเวศในพื้นที่เสี่ยง โดยส่งเสริม วนเกษตรและเกษตรป่าไม้ การใช้เห็ดไมคอร์ไรซาฟื้นฟูป่า การปลูกป่าเศรษฐกิจและป่าชุมชน การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในพื้นที่ต้นน้ำ จะช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ลดเชื้อเพลิงสะสม และเสริมความมั่นคงของระบบนิเวศในระยะยาว
6. การพัฒนากลไกความร่วมมือทางวิชาการและนวัตกรรมร่วมกัน จะช่วยสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และหน่วยงานวิชาการของทั้งสามประเทศ เพื่อร่วมกันพัฒนาและเกิดองค์ความรู้และนวัตกรรมที่เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาคต่อไป
จากจุดเริ่มต้นของการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือ วันนี้ไทย ลาว และเมียนมา กำลังก้าวไปสู่การเป็น “ภาคีความร่วมมือการจัดการหมอกควันข้ามแดน” ที่มีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างอากาศสะอาด คุณภาพชีวิตที่ดี และอนาคตที่ยั่งยืนให้กับประชาชนของภูมิภาค
ความร่วมมือที่เกิดขึ้นไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ยังนำไปสู่การทำงานร่วมกันจริงในด้านการจัดการไฟป่า การพัฒนาระบบข้อมูลร่วม การประสานงานชายแดน และการส่งเสริมทางเลือกเพื่อลดการเผาในระดับชุมชน ซึ่งล้วนเป็นรากฐานสำคัญของการลดปัญหาหมอกควันข้ามแดนในระยะยาว



