วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

จากเมล็ดพันธุ์แห่งการทุจริต สู่รากเหง้าแห่งความล้มเหลว

ไม่มีต้นไม้ใหญ่ต้นใดเติบโตขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน เช่นเดียวกับการทุจริตที่ไม่เคยเริ่มต้นจากความเสียหายอันยิ่งใหญ่ หากแต่เริ่มต้นจากเมล็ดพันธุ์เล็กๆ ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะมองข้าม

ในทางเศรษฐศาสตร์ การทุจริตไม่ได้สร้างเพียงความเสียหายทางการเงิน หากแต่สร้างต้นทุนทางสังคม (Social Cost) ที่ยากจะประเมินค่า ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมถอยของความไว้วางใจ การตัดสินใจที่ผิดพลาด การสูญเสียโอกาสของผู้มีความรู้ความสามารถ

ตลอดจนการบั่นทอนแรงจูงใจของคนดีให้ค่อยๆ ถอนตัวออกจากระบบ เมื่อปล่อยให้ต้นทุนเหล่านี้สะสมต่อเนื่อง สังคมย่อมต้องจ่ายราคาที่สูงกว่าความเสียหายที่มองเห็นได้หลายเท่า

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลใจสำหรับกระบวนการทุจริตก็คือ การที่องค์กรหรือสังคมปล่อยให้การกระทำดังกล่าวดำรงอยู่โดยไม่มีการจัดการหรือยับยั้งอย่างจริงจัง

เพราะทุกครั้งที่ความผิดไม่ได้รับการตรวจสอบ หรือไม่ได้รับการตัดสินอย่างทันท่วงที ย่อมเสมือนเป็นการส่งสัญญาณให้ผู้คนทั่วไปรับรู้ว่า การกระทำดังกล่าวอาจไม่ก่อให้เกิดผลเสียใดๆ ต่อผู้กระทำผิด และยังอาจเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ผู้กระทำผิด ทำผิดเพิ่มขึ้นหรือทำซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ในขณะที่แรงจูงใจของคนซื่อสัตย์หรือผู้ที่ไม่คิดอยากจะทำความผิดกลับลดน้อยถอยลง ซึ่งนั่นหมายความว่า เมล็ดพันธุ์แห่งการทุจริตก็เริ่มหยั่งรากลงอย่างต่อเนื่อง และเมื่อปล่อยให้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง การทุจริตก็จะค่อย ๆ เปลี่ยนสถานะจากข้อยกเว้นไปสู่วัฒนธรรมองค์กรโดยมิอาจหลีกเลี่ยง 

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การทุจริตในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ ซึ่งผลที่สุดอาจนำไปสู่การได้มาซึ่งสินค้าและบริการที่ไม่มีคุณภาพ ถนนที่ชำรุดก่อนเวลา อาคารที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือเครื่องมือทางการแพทย์ที่ขาดประสิทธิภาพ

ความเสียหายจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตัวเลขงบประมาณ หากแต่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ขณะเดียวกัน งบประมาณที่ควรถูกใช้เพื่อพัฒนาประเทศกลับต้องสูญเสียไปกับการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากกระบวนการทุจริตเหล่านั้น

ในวงการศึกษา ผลของการทุจริตยิ่งส่งผลกระทบในระยะยาว เพราะหากระบบการคัดเลือกขาดความสุจริต ผู้ที่มีความสามารถอาจสูญเสียโอกาส ขณะที่ผู้ที่ไม่เหมาะสมกลับได้รับสิทธิที่ตนไม่ควรได้รับ

สิ่งที่สังคมสูญเสียจึงไม่ใช่เพียงความเป็นธรรม แต่รวมถึงคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาประเทศในระยะยาว

เช่นเดียวกับการสอบเพื่อเข้ารับราชการ หากกระบวนการคัดเลือกถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใส สิ่งที่เสียหาย มิได้มีเพียงความเชื่อมั่นของผู้เข้าสอบ หากแต่รวมถึงความเชื่อมั่นต่อระบบราชการทั้งระบบ

เพราะก้าวแรกของการรับบุคลากรเข้าสู่ภาครัฐ คือจุดเริ่มต้นของการสร้างบุคคลที่จะใช้อำนาจรัฐเพื่อประโยชน์ของประชาชนในอนาคต หากจุดเริ่มต้นขาดความเป็นธรรม ย่อมยากที่จะคาดหวังให้ก้าวต่อไปในชีวิตราชการจะเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล

แม้ตัวอย่างดังกล่าวข้างต้นจะเกิดขึ้นในบริบทที่แตกต่างกัน แต่ล้วนมีจุดร่วมเดียวกัน กล่าวคือ การทำให้คนที่ควรได้รับโอกาส สูญเสียโอกาส ขณะที่คนที่ไม่ควรได้รับโอกาส กลับได้รับประโยชน์

ซึ่งที่สุดแล้ว ผู้ที่เสียประโยชน์มากที่สุดก็คือสังคมโดยรวม และนั่นหมายความว่า ความเสียหายมิได้จำกัดอยู่เพียงบุคคลที่ถูกเอาเปรียบ แต่กลับลุกลามไปสู่ความเชื่อมั่นในระบบทั้งหมด

หากพิจารณาให้ลึกลงไป การหยุดยั้งเมล็ดพันธุ์แห่งการทุจริตมิใช่หน้าที่ของผู้ใดผู้หนึ่ง หากแต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของบุคคลอย่างน้อยสามกลุ่ม

กล่าวคือ กลุ่มที่หนึ่ง ผู้กระทำผิด กลุ่มที่สอง ผู้มีหน้าที่ตรวจสอบและรวบรวมข้อเท็จจริง และกลุ่มที่สาม ผู้มีอำนาจตัดสินใจ โดยกลุ่มที่สามถือว่ามีบทบาทสำคัญที่สุดของกระบวนการหยุดยั้งการทุจริต เพราะการตัดสินใจที่ถูกต้อง โปร่งใส และทันท่วงที ย่อมช่วยระงับการเติบโตของเมล็ดพันธุ์แห่งการทุจริตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ในทางตรงกันข้าม การปล่อยให้กระบวนการยืดเยื้อโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร ย่อมทำลายความเชื่อมั่นของบุคลากรและประชาชนไม่ต่างจากการเพิกเฉยต่อความผิด

ในขณะที่กลุ่มที่สองต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ กล้าหาญ และยึดมั่นในหลักวิชาชีพ เพราะหากกระบวนการตรวจสอบอ่อนแอ ความจริงก็ย่อมไม่มีโอกาสปรากฏ ส่วนกลุ่มที่หนึ่ง มิต้องกระทำการใดๆ เพียงแค่นั่งรอผลกรรมที่ตนก่อเท่านั้น

อาจกล่าวได้ว่า ความล้มเหลวขององค์กรหรือของสังคม มิได้เกิดขึ้นเพราะมีผู้ทุจริตเพียงไม่กี่คน หากแต่เกิดขึ้นเพราะ มีคนจำนวนมากเลือกที่จะปล่อยให้เมล็ดพันธุ์แห่งการทุจริตได้หยั่งรากและเติบโต จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบ

ดังนั้น สิ่งที่สังคมต้องตระหนักอย่างยิ่งก็คือ กระบวนการเพิกเฉยต่อการทุจริต เพราะการเพิกเฉยก็เสมือนการรดน้ำให้เมล็ดพันธุ์แห่งการทุจริตเติบโตจนเป็นรากเหง้า ซึ่งท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็คือ ความล้มเหลวที่สังคมไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้