สังคมไทยยืนอยู่บนทางแยกสำคัญของทิศทางการพัฒนา คำถามใหญ่ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจจะเติบโตได้ขนาดไหน แต่คือเรากำลัง “ใช้ประเทศ” หรือ “สร้างประเทศ” กันแน่
เพราะทุกๆ การผลิต การบริโภค การขยายเมือง การใช้พลังงาน การท่องเที่ยว และการลงทุน ล้วนดึงทุนจากทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพออกมาใช้ทั้งสิ้น
หากระบบเศรษฐกิจยังสร้างมูลค่า โดยผลักภาระให้ธรรมชาติ สังคม และสุขภาพของประชาชน ประเทศอาจดูเหมือนพัฒนาก้าวหน้าในระยะสั้น
แต่ความเป็นจริงแล้ว เรากำลังสูญเสียฐานชีวิตในระยะยาว และเมื่อฐานทรัพยากรเสื่อมถอยลง ต้นทุนของการฟื้นฟูในอนาคตจะสูงกว่ามูลค่าที่เราได้มาในวันนี้หลายเท่า
ทุกวันนี้ ทิศทางหลักของประเทศอย่างหนึ่งคือเรากำลังมุ่งเป้าสู่ “Net Zero” ซึ่งเป็นกรอบที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สมดุลเป็นศูนย์ และเป็นที่น่ายินดีว่ารัฐบาลได้ยกระดับความมุ่งมั่นอย่างมีนัยสำคัญ
เพื่อให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้น 15 ปี จากเดิมปีค.ศ. 2065 มาเป็นปีค.ศ. 2050 พร้อมกับการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของไทยควบคู่กันไป
อย่างไรก็ตาม แม้เป้าหมาย Net Zero จะถูกเร่งให้เร็วขึ้น แต่กรอบนี้ยังมีข้อจำกัดในตัวเอง เพราะเพดานสูงสุดคือการ “ไม่เพิ่มความเสียหาย” ยังไม่ใช่การ “ฟื้นฟูสิ่งที่เสียไปแล้ว” อีกทั้งยังโฟกัสเฉพาะมิติก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเป็นหลัก ในขณะที่วิกฤติทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของไทยกว้างกว่านั้นมาก
น่าสังเกตว่าแม้ไทยจะปล่อยคาร์บอนอยู่อันดับ 20 กว่าของโลก แต่กลับเป็นประเทศอันดับที่ 9 ของโลกที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว เพราะพึ่งพาภาคเกษตรเป็นหลักและมีความเปราะบางสูง การมุ่งทำให้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิ “ลดให้เป็นศูนย์” เพียงอย่างเดียวจึงไม่เพียงพอต่อความเสี่ยงที่เราเผชิญจริง
Net Positive เป็นกระบวนทัศน์ใหม่ของการพัฒนาประเทศ เป้าหมายไม่ใช่เพียงแค่ “ทำลายให้น้อยลง” หรือ “ไม่สร้างความเสียหายเพิ่ม” แต่คือการ “คืนคุณค่าให้มากกว่าที่ใช้ไป”
ทำให้ทุนธรรมชาติ ทุนมนุษย์ ทุนสังคม และทุนเศรษฐกิจเพิ่มพูนไปพร้อมกัน ไม่ใช่ให้ด้านหนึ่งเติบโตบนความเสื่อมโทรมของอีกด้านหนึ่ง
แนวคิดนี้จะเปลี่ยนคำถามจาก “เราจะลดผลกระทบได้เท่าไร” ไปสู่ “เราจะสร้างฐานชีวิตให้ฟื้นฟูงอกงามขึ้นได้เท่าไร” ซึ่งเป็นมุมมองที่มองการพัฒนาเป็นการลงทุนสะสมทุน ไม่ใช่การถลุงทุนเพื่อแลกกับตัวเลขการเติบโตเฉพาะหน้า
ข้อมูลล่าสุดยืนยันว่า หลายปัญหาสิ่งแวดล้อมของไทยยังวนซ้ำและรุนแรงขึ้น ด้านมลพิษทางอากาศ แม้ประเทศไทยจะปรับมาตรฐาน PM 2.5 ให้เข้มงวดขึ้น โดยกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีไว้ที่ 15 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร และค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงไว้ที่ 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร
แต่มาตรฐานรายปีของไทยยังสูงกว่าแนวทางองค์การอนามัยโลก ซึ่งแนะนำไม่เกิน 5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ถึงประมาณ 3 เท่า สะท้อนช่องว่างสำคัญในการยกระดับคุณภาพอากาศให้คุ้มครองสุขภาพประชาชนได้อย่างแท้จริง
ด้านขยะมูลฝอย ปี 2568 ประเทศไทยมีขยะเกิดขึ้นประมาณ 27.76 ล้านตัน หรือเฉลี่ย 1.16 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่ 27.20 ล้านตัน แม้มีการนำกลับมาใช้ประโยชน์ 10.62 ล้านตัน และกำจัดถูกต้อง 11.10 ล้านตัน แต่ยังมีขยะที่กำจัดไม่ถูกต้องราว 6.04 ล้านตันต่อปี หรือ 16,548 ตันต่อวัน
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่าโจทย์สิ่งแวดล้อมของไทยไม่ได้จำกัดอยู่ที่การลดคาร์บอนเท่านั้น แต่ครอบคลุมการเสื่อมถอยของอากาศ น้ำ ดิน ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชนพร้อมกัน
ที่ผ่านมา ประเทศไทยมักเก่งเรื่อง “แก้ปัญหา” มากกว่า “ป้องกันปัญหา”
แม้มีงบประมาณ กฎหมาย หน่วยงาน และโครงการจำนวนมาก แต่ปัญหาเดิมยังเกิดซ้ำทุกปี ทั้ง PM 2.5 น้ำท่วม ภัยแล้ง ขยะ น้ำเสีย ป่าเสื่อมโทรม ดินเสื่อมคุณภาพ และความเปราะบางของชุมชน
ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การขาดเครื่องมือเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบการทำงานที่ยังแยกส่วน ข้อมูลไม่เชื่อมกัน การคลังไม่จูงใจให้ลงทุนป้องกันล่วงหน้า การกำกับดูแลกระจัดกระจาย และท้องถิ่นต้องรับภาระหนักภายใต้ทรัพยากรจำกัด
ผลก็คือ งบประมาณจำนวนมากได้ใช้ไปกับการแก้ปลายเหตุซ้ำแล้วซ้ำเล่า แทนที่จะลงทุนป้องกันที่ต้นเหตุซึ่งคุ้มค่ากว่าในระยะยาว
การเปลี่ยนผ่านสู่ Net Positive ต้องเริ่มจากการออกแบบระบบใหม่ ประเด็นสำคัญคือการเชื่อมข้อมูลสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และเศรษฐกิจเข้าด้วยกันให้เห็นภาพรวม ปรับระบบการคลังให้จูงใจการป้องกันและการฟื้นฟู
เช่น การให้คุณค่ากับการลดความเสี่ยงล่วงหน้า รวมถึงการเสริมพลังให้ท้องถิ่นมีทั้งอำนาจ ข้อมูล และทรัพยากรเพียงพอต่อภารกิจที่แบกรับ เพราะท้องถิ่นคือด่านหน้าที่สัมผัสปัญหาก่อนใคร ทำให้ระบบจูงใจให้ทุกภาคส่วน “สร้าง” มากกว่า “ใช้” ไปพร้อมกัน
เป้าหมาย Net Zero 2050 จึงเป็นเป้าหมายที่ดีและเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังไม่ใช่เส้นชัย หากประเทศไทยมองไกลกว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ ไปสู่การสร้างคุณค่าคืนกลับให้มากกว่าที่ใช้ไป
ประเทศจะไม่เพียงรอดพ้นจากวิกฤติสิ่งแวดล้อม แต่จะเปลี่ยนความท้าทายนี้ให้เป็นโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และความมั่นคงของฐานทรัพยากรไปพร้อมกัน


