เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้รับเกียรติเป็นอย่างสูงให้ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการบนเวทีสัมมนา I-EA-T Fair 2026 ภายใต้แนวคิด “One Mind, One I-EA-T Powering Global Industry” ซึ่งจัดโดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เวทีดังกล่าวรวมผู้กำหนดทิศทางของประเทศไว้ครบทั้งสามมิติ
ทั้งฝ่ายนโยบายอย่างสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์ฯ) สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ฝ่ายภาคเอกชนระดับโลกอย่างเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ มูราตะ อิเล็กทรอนิกส์ และบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) บริษัทให้คำปรึกษาระดับโลก
ตลอดจนฝ่ายการเปลี่ยนผ่านสีเขียวอย่างธนาคารโลกและบริษัท เอ็นเอฟซี ผู้เขียนจึงขอนำสาระที่ปรากฏบนเวทีมาสรุปและต่อยอดไว้ ณ ที่นี้
เส้นเรื่องร่วมของการเสวนาทั้งสามช่วงคือ ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บน “ภูมิทัศน์โลกใหม่” ที่ถูกกำหนดด้วยแรงขับเคลื่อนสามด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์ การพลิกผันของปัญญาประดิษฐ์ และกระแสความยั่งยืน ซึ่งล้วนเร่งให้เกิดการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกครั้งใหญ่
ข่าวดีคือ ในการปรับโครงสร้างครั้งนี้ ประเทศไทยยังอยู่ในสมการ เลขาธิการ BOI ระบุว่า แม้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทั่วโลกในปี 2567 จะลดลงราว 11% แต่ FDI ในอาเซียนกลับเพิ่มขึ้น 8% ยืนยันว่าภูมิภาคนี้คือ “จุดสว่าง” ของการลงทุนโลก
โดยประเทศไทยกลับเข้าสู่อันดับ 20 ของโลกและอันดับ 2 ของอาเซียนในดัชนีความเชื่อมั่นการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศประจำปี 2569 ทั้งนี้ ข้อสรุปที่ทุกหน่วยงานย้ำตรงกันคือ ปัจจัยชี้ขาดของยุคนี้มิใช่เพียงต้นทุน หากแต่เป็นความมั่นคง ความปลอดภัย และความยืดหยุ่น
เสียงจากภาคเอกชนตอกย้ำภาพดังกล่าว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) เล่าเส้นทาง 38 ปี ที่เปลี่ยนจากฐานการผลิตต้นทุนต่ำสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมขั้นสูงแบบครบวงจร โดยปี 2568 มีรายได้ราว 6.02 พันล้านดอลลาร์ เติบโต 31% พร้อมประกาศแผนลงทุนกว่าหนึ่งล้านล้านบาทในไตรมาสแรกของปี 2569
ขณะที่มูราตะซึ่งใช้จังหวัดลำพูนเป็นฐานผลิตตัวเก็บประจุเซรามิกแบบหลายชั้นใหญ่ที่สุดในอาเซียนมาตั้งแต่ปี 2531 ชี้ว่าอุตสาหกรรมกำลังเปลี่ยนจากแรงงานเข้มข้นไปสู่ทุนเข้มข้น ส่วน BCG ระบุว่ามีบริษัทระดับโลกเข้ามาตั้งฐานในไทยราว 97 แห่งในปี 2569
ด้านเวทีสุดท้ายวางกรอบว่าการเปลี่ยนผ่านสีเขียวมิใช่ต้นทุน หากแต่เป็นเงื่อนไขของการอยู่รอด โดยธนาคารโลกประเมินว่าไทยต้องการเงินลงทุนด้านสภาพภูมิอากาศราว 7 ล้านล้านบาท หรือราว 2.4% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ ในช่วง 25 ปีข้างหน้า
ประเด็นที่ผู้เขียนอยากขยายต่อ คือ ความเชื่อมโยงระหว่างเวทีนี้กับบทความ “Siam Silica ม้ามืดในสมรภูมิชิป” ที่เขียนไว้ก่อนหน้า กล่าวคือ ประเทศไทยนับว่าโชคดีอย่างยิ่งที่ยังก้าวทัน “รถด่วนขบวนปัญญาประดิษฐ์” แม้กระแสการเข้ามาจัดตั้ง Data Center จะถูกวิจารณ์ว่าจ้างงานต่ำและใช้พลังงานสูง
แต่ข้อวิจารณ์เหล่านั้นมองข้ามประโยชน์เชิงโครงสร้าง เพราะการมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการประมวลผลอยู่ในประเทศ คือเงื่อนไขจำเป็นของการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในวงกว้าง ทั้งการลดความหน่วงในการรับส่งข้อมูล (Latency) ต้นทุนการเชื่อมต่อ และอุปสรรคด้านอธิปไตยทางข้อมูล
และเมื่อพิจารณาร่วมกับยุทธศาสตร์เซมิคอนดักเตอร์แห่งชาติและโครงการ Siam Silica ที่ตั้งธงให้ไทยเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรจุภัณฑ์ขั้นสูง (Advance Packaging)
ซึ่งเป็นกระบวนการผลิตเซมิคอนดักเตอร์รูปแบบใหม่ ที่นำชิปหลายตัวมาวางใกล้หรือซ้อนกันให้สื่อสารกันได้เร็วโดยไม่ต้องผลิตชิปที่มีขนาดเล็กมาก ๆ และโฟโตนิกส์ (Photonic) หรือการใช้ “แสง” แทนกระแสไฟฟ้าในการรับส่งข้อมูล ที่บริโภคพลังงานและสร้างความร้อนน้อยกว่าการใช้กระแสไฟฟ้าส่งข้อมูลแบบปกติ
จะเห็นว่าทั้งสองส่วนเกื้อหนุนกัน และหากสำเร็จ จะยกระดับศักยภาพการเติบโตได้ราว +0.15 ถึง +0.50 จุด ซึ่งเพียงพอที่จะ “เปลี่ยนเส้นทาง” การเติบโตจากภาวะไหลลงต่ำกว่า 2% ให้กลับมายืนเหนือระดับดังกล่าวได้อย่างมีเสถียรภาพตลอดสองทศวรรษข้างหน้า
ทว่าจุดบอดที่สำคัญที่สุด และเป็นคำที่วิทยากรแทบทุกท่านพูดตรงกัน คือ “คน” ผู้บริหารเดลต้าระบุปัจจัยความสำเร็จหลักที่รั้งการลงทุนไว้ในไทย ได้แก่ บุคลากร พลังงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความเร็วในการดำเนินการ โดยบุคลากรมาเป็นลำดับแรก
ขณะที่มูราตะย้ำว่าฐานผลิตที่ลำพูนแข็งแกร่งได้เพราะสั่งสมวิศวกรราว 7,000 คนมากว่าสามทศวรรษ ซึ่งเตือนใจว่าทุนมนุษย์เป็นสิ่งที่ซื้อด้วยเม็ดเงินอย่างเดียวไม่ได้ หากต้องใช้เวลาสะสม
ส่วน BCG ชี้ว่าการเคลื่อนย้ายห่วงโซ่อุปทานส่วนใหญ่ยังกระจุกในกลุ่มที่ใช้ทักษะแรงงานน้อยกว่า ซึ่งย่อมหมายความว่า หากไทยไม่มีคน เราก็จะได้รับเพียงส่วนที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำที่สุดของคลื่นลูกนี้
ตัวเลขในประเด็นนี้น่ากังวลอย่างยิ่ง แผนที่นำทางตั้งเป้าผลิตบุคลากรเฉพาะทางราว 86,000 คนภายในปี 2573 ทั้งที่ความต้องการจริงสูงถึง 200,000 คน ขณะที่ไทยผลิตบัณฑิตสายนี้ได้เพียงราว 22,000 คนต่อปี และระดับปริญญาโทถึงเอกเพียงราว 1,800 คน กล่าวอีกนัยหนึ่ง แม้ทำได้ตามเป้าหมายทุกประการ ช่องว่างก็ยังเหลืออยู่กว่าครึ่ง
และนี่คือตัวแปรที่จะชี้ขาดว่า เม็ดเงินลงทุนที่ไหลเข้ามาจะจบลงเพียงการเป็น “ที่ตั้งเซิร์ฟเวอร์” และโรงประกอบชิ้นส่วน หรือจะยกระดับไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้ผลิตในห่วงโซ่อุปทานปัญญาประดิษฐ์ของโลกได้อย่างแท้จริง
โดยสรุป ประเทศไทยยังมีจุดแข็งพื้นฐานและความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั่วโลก แต่อนาคตขึ้นอยู่กับสามเสาหลักที่ต้องเดินไปพร้อมกัน คือ โครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต การพัฒนาบุคลากรและระบบนิเวศเทคโนโลยีขั้นสูง และการเปลี่ยนผ่านสีเขียวที่แข่งขันได้ นั่นคือความหมายที่แท้จริงของธีม “One Mind” ที่ว่าไม่มีองค์กรใดสร้างอนาคตอุตสาหกรรมไทยได้เพียงลำพัง
เราซื้อตั๋วรถด่วนขบวนปัญญาประดิษฐ์ได้ทันเวลาแล้ว คำถามเดียวที่เหลืออยู่คือ เราจะหาคนขับได้ทันหรือไม่ เพราะม้ามืดที่ไร้คนขี่ ย่อมไม่มีวันเข้าเส้นชัย
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องใด ๆ กับหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัดอยู่





