ในหลายๆ องค์กรเมื่อเริ่มประชุมกลยุทธ์กัน คำถามที่หลายๆ แห่งมักจะเริ่มต้นการประชุมคือภาพของอนาคตในอีก 3 หรือ 5 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ตามมาด้วยกลยุทธ์ที่องค์กรจะเลือกใช้เพื่อตอบสนองต่อภาพในอนาคตดังกล่าว
อย่างไรก็ดีในโลกปัจจุบันที่ทุกอย่างเปลี่ยนอย่างรวดเร็วและไม่มีทางที่จะทำนายอนาคตได้ถูก
คำถามดังกล่าวควรจะต้องเปลี่ยนไป จากการมองภาพอนาคตและคิดว่าจะเลือกกลยุทธ์ใดให้เหมาะสมกับอนาคต เป็น หากอนาคตไม่ได้เป็นแบบที่เลือก องค์กรจะไปต่ออย่างไร? หน้าที่ของกลยุทธ์ไม่ควรเป็นเพียงช่วยให้องค์กรเลือกทางเลือกที่คิดว่าดีที่สุด แต่ต้องขยายไปสู่การทำให้องค์กรพร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในอนาคตและหลากหลายความเป็นไปได้
รายงานจาก BCG Henderson Institute เกี่ยวกับโลกในปี 2050 (พ.ศ.2593) ได้เสนอฉากทัศน์อนาคตไว้หลายรูปแบบ ตั้งแต่โลกที่ AI ยกระดับผลิตภาพและความมั่งคั่ง โลกที่แบ่งออกเป็นขั้วอำนาจ โลกที่ความรุนแรงของปัญหาภูมิอากาศผลักให้เกิดความร่วมมือ ไปจนถึงโลกที่อำนาจของบริษัทเทคโนโลยีและความเหลื่อมล้ำเพิ่มสูงขึ้น BCG เองชี้ว่าการทำนายอนาคตอย่างแม่นยำนั้นเป็นไปไม่ได้
ดังนั้น คำถามสำหรับผู้บริหารไม่ใช่ว่าโลกในปี 2050 จะเป็นอย่างไร แต่ควรจะเป็น ไม่ว่าโลกในปี 2050 จะเป็นแบบใด องค์กรจะอยู่รอดและเติบโตได้อย่างไร? เมื่อคำถามเปลี่ยน หน้าที่ของกลยุทธ์ก็ต้องเปลี่ยนตาม
หน้าที่เดิมของกลยุทธ์ไม่ได้หมดไป แต่จะต้องขยายให้มากกว่าเดิม จากในอดีตกลยุทธ์คือสิ่งที่ช่วยให้องค์กรเลือกว่าจะอยู่ โตและแข่งขันในธุรกิจใด จะตอบสนองต่อลูกค้ากลุ่มไหน จะสร้างคุณค่าอะไรและอย่างไร จะชนะคู่แข่งได้อย่างไร และจะจัดสรรทรัพยากรไปในด้านใด ฯลฯ
ประเด็นข้างต้นก็ยังมีความสำคัญ แต่ในโลกที่เปลี่ยนเร็วการเลือกเพียงครั้งเดียวและเดินตามแผนเดิมจะไม่เพียงพอต่อไป บทบาทของกลยุทธ์จึงควรขยายจาก “การเลือกเส้นทางที่ดีที่สุด” ไปสู่ “การเลือกทิศทางหลัก และทำให้องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนหรือเลือกใหม่ได้เมื่อบริบทเปลี่ยนไป”
กลยุทธ์ควรให้องค์กรสามารถรู้ตัวเร็วเมื่อสิ่งที่เลือกเริ่มไม่ถูก มีทางเลือกอื่นเมื่อโลกเปลี่ยน และเปลี่ยนตัวเองได้จริงเมื่อถึงเวลา
หัวใจสำคัญของกลยุทธ์ยุคใหม่ประกอบด้วย 3 เรื่องหลักได้แก่ 1.มองอนาคตไว้หลายความเป็นไปได้ หลายสมมติฐาน 2.การมีทางเลือกทางกลยุทธ์ไว้หลายทางเลือก ต้องรู้ว่าทางเลือกใดควรทุ่มเต็มที่ เรื่องใดควรทดลอง เรื่องใดควรรอดู และเรื่องใดควรเตรียมความสามารถไว้ก่อน
รวมทั้งการพัฒนาบุคลากรให้ทำงานได้หลายบทบาท การสร้างพันธมิตร การทดลองด้วยโมเดลธุรกิจขนาดเล็ก การกันงบประมาณไว้สำหรับโอกาสที่ยังไม่ชัดเจน
องค์กรที่ไม่มีทางเลือกมักต้องรอให้วิกฤติบังคับให้เปลี่ยน แต่องค์กรที่มีทางเลือกสามารถเลือกเปลี่ยนได้ก่อนถูกบังคับให้เปลี่ยน 3.สร้างความสามารถในการเปลี่ยน โดยการทำให้องค์กรมีความ Resilience องค์กรจำนวนมากไม่ได้ล้มเหลวเพราะไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ล้มเหลวเพราะเห็นแล้วเปลี่ยนไม่ได้ การมองเห็นกับการเปลี่ยนแปลงเป็นคนละเรื่องกัน
สรุปคือ ทั้ง 3 ข้อนี้จะต้องสอดคล้องกันและทำงานร่วมกัน การมองหลายอนาคตเพียงอย่างเดียวไม่พอ เพราะองค์กรอาจวิเคราะห์ฉากทัศน์ได้อย่างยอดเยี่ยม แต่หากไม่มีทางเลือก ก็ยังติดอยู่กับแผนเดิม
ขณะเดียวกันการมีทางเลือกเพียงอย่างเดียวก็ไม่พอ เพราะองค์กรอาจลงทุนในโครงการทดลองมากมาย แต่หากไม่สามารถตัดสินใจ ไม่สามารถย้ายทรัพยากร หรือไม่สามารถเปลี่ยนโครงสร้าง ทางเลือกเหล่านั้นก็อาจไม่เคยเติบโตเป็นธุรกิจจริง
ทั้งสามเรื่องจะต้องเชื่อมกัน มองหลายอนาคต เพื่อไม่ให้หลงเชื่อโลกเพียงแบบเดียว สร้างทางเลือก เพื่อไม่ให้ติดอยู่กับเส้นทางเดียว สร้างความสามารถในการเปลี่ยน เพื่อให้ลงมือได้จริงเมื่อถึงเวลา ซึ่งทั้งหมดคือหน้าที่ที่ขยายเพิ่มขึ้นของกลยุทธ์


