การปรับภาษีสรรพสามิตยาสูบให้เป็นอัตราเดียว เป็นสิ่งที่องค์การอนามัยโลกเสนอให้ภาคีสมาชิกประเทศพิจารณาเพื่อลดอัตราการสูบบุหรี่ของประชากร สำหรับประเทศไทยมีการปรับโครงสร้างภาษียาสูบ ตั้งแต่วันที่ 16 กันยายน 2560
ซึ่งมีทั้งอัตราตามปริมาณ และอัตราตามมูลค่าที่แบ่งออกเป็น 2 ระดับ (Two Tiers)
โดยได้กำหนดไว้ว่าจะปรับให้เป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 40 ของราคาขายปลีก ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2562 แต่กรมสรรพสามิตก็ไม่ได้ดำเนินการตามที่กำหนดไว้ หลังจากล่าช้ามา 2 ปี มีการปรับอัตราภาษี เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2564 โดยเพิ่มอัตราตามปริมาณที่เก็บจากบุหรี่ซิกาแรตทุกราคา และเพิ่มอัตราตามมูลค่าที่ยังคงมี 2 ระดับ แยกเป็นตลาดบนและตลาดล่างเช่นเดิม
ซึ่งมีข้อสังเกตว่า อัตราการสูบบุหรี่ไม่ได้ลดลงเหมือนในอดีต ในขณะที่รายรับภาษีสรรพสามิตกลับลดลง จึงมีความเห็นจากหลายฝ่ายให้มีการปรับปรุงโครงสร้างและอัตราภาษีสรรพสามิตบุหรี่ซิกาแรตใหม่
การศึกษาวิจัยโดย ศาสตราจารย์ ดร.อิศรา ศานติศาสน์ ซึ่งมีประสบการณ์ในการทำงานให้กับธนาคารโลก (World Bank) และองค์การอนามัยโลก (World Health Organization) และคณะวิจัย บ่งชี้ว่า หากรัฐบาลต้องการปรับปรุงให้สามารถจัดเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้นและผู้สูบบุหรี่ลดลง โดยคิดตามมูลค่าราคาขายปลีกให้เหลืออัตราเดียว ร่วมกับเพิ่มภาษีตามปริมาณมวนบุหรี่ มี 2 ทางเลือก ดังต่อไปนี้
ทางเลือกแรก คือ ปรับเพิ่มอัตราภาษีตามปริมาณจาก 25 บาทต่อซองเป็น 30 บาท พร้อมกับปรับอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวคือร้อยละ 30 ของราคาขายปลีก ผลของทางเลือกนี้ บ่งชี้ว่ารัฐบาลจะมีรายรับภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 6,300 ล้านบาทต่อปี และยอดขายบุหรี่ซิกาแรตจะลดลง 147 ล้านซอง
แนวทางนี้ยังประมาณการว่า 1 ใน 3 ของยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมายที่ลดลง (ประมาณ 39 ล้านมวน) จะถูกทดแทนด้วยบุหรี่หนีภาษี ยาเส้น หรือบุหรี่มวนเอง
แนวทางที่สอง คือ ปรับเพิ่มอัตราภาษีตามปริมาณจาก 25 บาทต่อซองเป็น 35 บาท พร้อมกับปรับอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวร้อยละ 30 ของราคาขายปลีก ผลของทางเลือกนี้ บ่งชี้ว่ารัฐบาลจะมีรายรับภาษีเพิ่มขึ้นกว่า 9,100 ล้านบาท และยอดขายบุหรี่ซิกาแรตจะลดลง 242 ล้านซอง
แนวทางนี้ 1 ใน 3 ของยอดขายบุหรี่ถูกกฎหมายที่ลดลง (ประมาณ 80 ล้านมวน) จะถูกทดแทนด้วยบุหรี่หนีภาษีและยาเส้นหรือบุหรี่มวนเอง
อย่างไรก็ตาม มีผู้เสนอให้รัฐบาลปรับอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวคือ ร้อยละ 25 ของราคาขายปลีก โดยคงอัตราภาษีตามปริมาณคือ 25 บาทต่อซอง นับเป็นทางเลือกที่แย่ที่สุด เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยจะลดลงเป็น 64.94 บาทต่อซอง ส่งผลให้รายรับภาษีลดลง 932.2 ล้านบาท แต่ยอดขายจะเพิ่มขึ้น 9.3 ล้านซอง (สถานการณ์การบริโภคยาสูบของประเทศไทย พ.ศ. 2567-2568)
ดังนั้น การปรับอัตราภาษีตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวที่ร้อยละ 25 ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีในการลดอัตราการสูบบุหรี่ของประชากร เพราะจะทำให้มีผู้สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น แต่รายรับภาษีกลับลดลง
หากรัฐบาลต้องการคงอัตราภาษีเดิมตามปริมาณที่ 25 บาทต่อซอง แต่ปรับอัตราตามมูลค่าเป็นอัตราเดียวคือร้อยละ 42 ของราคาขายปลีก ราคาขายเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นเป็น 84.07 บาทต่อซอง โดยมีรายรับภาษี 70,343.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,811.45 ล้านบาท และมียอดขาย 1,091.42 ล้านซอง คือลดลง 241.94 ล้านซอง
การปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบนั้น ผู้กำหนดนโยบายต้องตระหนักว่า ยาสูบเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำลายสุขภาพ และเป็นหนึ่งในสี่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นอุปสรรคสำคัญสำหรับเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน
มีผลกระทบทางลบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสุขภาพ (Lacy-Nichols J, Nandi S, Mialon M, McCambridge J, Lee K, Jones A, et al., 2023.) องค์การอนามัยโลกจึงเสนอแนะให้รัฐภาคีเพิ่มอัตราภาษียาสูบเป็นระยะเพื่อลดอัตราการสูบบุหรี่ของประชากร
ตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เมื่อกรมสรรพสามิตมีการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบเป็น 2 อัตรา นักวิชาการหลายท่านได้ท้วงติงว่าจะเป็นผลเสียต่อการควบคุมยาสูบและการจัดเก็บรายได้ ซึ่งความเสียหายตลอดหลายปีที่ผ่านมาได้เกิดขึ้น
แต่กรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลังไม่เคยมีการดำเนินการใดๆ อย่างทันท่วงทีเพื่อบรรเทาความเสียหาย และไม่เคยมีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ ซึ่งผู้บริหารหน่วยงานของรัฐต้องแสดงความมีธรรมาภิบาล (good governance) ความรับผิดชอบ (accountability) และความโปร่งใส (transparency)
ในขณะที่รัฐบาลไทยดำเนินการเพื่อเข้าร่วมเป็นสมาชิกของ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-operation and Development - OECD) ต้องมีความตระหนักด้วยว่า องค์การนานาชาติแห่งนี้เน้นการจัดทำนโยบายสาธารณะเพื่อความเท่าเทียม และความเป็นอยู่ที่ดีของประชากร
ผู้บริหารกรมสรรพสามิตและกระทรวงการคลัง จำเป็นต้องตอบคำถามต่อสังคมว่า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตยาสูบ 2 อัตราเป็นนโยบายเพื่อความเท่าเทียมและความเป็นอยู่ที่ดีของประชากรหรือไม่ และที่สำคัญกว่านั้นคือ นโยบายอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบตามมูลค่าอัตราเดียวที่กำลังจะเกิดขึ้น เป็นนโยบายเพื่อประโยชน์สาธารณะ หรือเพื่อบริษัทยาสูบข้ามชาติ
กรมสรรพสามิต และกระทรวงการคลัง มีบทบาทสำคัญที่จะต้องจัดเก็บรายได้ให้รัฐบาล ซึ่งนโยบายอัตราภาษีสรรพสามิตยาสูบตามมูลค่าเป็นอัตราเดียว สามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐและในขณะเดียวกันลดอัตราการสูบบุหรี่ในประชากรไทยได้ สังคมต้องช่วยกันเฝ้าดูว่าผู้บริหารกรมสรรพสามิตจะเลือกดำเนินการนโยบายใด



