ไม่น่าเชื่อว่าเพียงเห็นกระจกของอาคารแตกก็มีคนคิดไปไกลถึงปัญหาที่จะเกิดตามมา และมันก็เป็นจริงอย่างน่าสนใจ อีกทั้งเกิดแง่คิดเมื่อโยงไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในการทำงานและชีวิตประจำวัน
เวลาผมไปสถานที่ราชการหรือเอกชนโดยเฉพาะมหาวิทยาลัย ถ้าพบสภาพของห้องน้ำทั้งสกปรกและเหม็น (ชอบมีตะกร้าทิ้งขยะครอบโถปัสสาวะชายไว้เมื่อชำรุด) ป้ายชื่ออาคารหรือบอกทิศทางมีอักษรหลุด หรือห้อยต่องแต่ง มีโต๊ะเก้าอี้ชำรุดซุกอยู่หลายจุด ฯลฯ ข้อสรุปผมในใจก็คือแค่สิ่งเหล่านี้ยังไม่มีใครสนใจดูแลจริงจังเลย ประสิทธิภาพการทำงานของที่นี่ก็คงไม่ต่างกัน
เมื่อได้พบทฤษฎีที่มีชื่อว่า “Broken Windows Theory” (ทฤษฎีกระจกแตก) จึงถูกใจ ไอเดียหลักก็คือ “หลักฐานทางสายตาของความไร้ระเบียบสนับสนุนให้เกิดความไร้ระเบียบมากยิ่งขึ้น จนกระทั่งในที่สุดจะนำไปสู่อาชญากรรมที่ร้ายแรงได้” ผู้เสนอไอเดียนี้ในปี 2525 คือ James Q. Wilson และ George L. Kelling
“ทฤษฎีกระจกแตก” ดังที่รู้จักกันดีในหมู่ผู้บริหารเมืองได้รับการยอมรับและมีการนำไปปฏิบัติจริงเพื่อแก้ไขอย่างได้ผล
สมมุติว่ามีสองอาคารที่เหมือนกันทุกอย่าง อาคารแรกกระจกหน้าต่างปกติครบถ้วน แต่อาคารที่สองมีหน้าต่างใบหนึ่งที่แตกและถูกทิ้งไว้โดยไม่มีการซ่อมแซม ไม่ช้าไม่นานคนที่ผ่านไปมาก็จะคิดว่าไม่มีใครสนใจดูแล
พวกโรคจิตชอบทำลายสิ่งของก็จะทุบหน้าต่างให้แตกเพิ่มขึ้น พวกมือบอนก็จะระบายภาพสีเลอะเทอะเป็น graffiti (กราฟฟิตี) จะมีคนเอาขยะมาสุมทิ้ง คนไร้บ้านก็จะเข้ามาพักพิง และในที่สุดมันจะเลวร้ายลงจนเป็นแหล่งของอาชญากรรมร้ายแรงได้
ปรากฏการณ์เช่นนี้เกิดในเมืองต่าง ๆ ทั่วโลก กระจกที่แตกมิได้ก่ออาชญากรรม แต่มันจะส่ง “สัญญาณ” ว่ามีการทอดทิ้งไม่สนใจ ไม่มีคนแคร์ อันจะนำไปสู่การลดลงของการควบคุมทางสังคมทางอ้อม (อาคารปกติคนจะไม่ยุ่งเกี่ยว ไม่ทิ้งขยะ มีลักษณะปราม ๆ กันในทีโดยธรรมชาติเพราะมันเป็นสิ่งไม่ควรทำ)
จิตวิทยาของมนุษย์นั้นจะมีการตีความอยู่เสมอจากการสังเกต “สัญญาณ” จากสิ่งแวดล้อมตนเอง เช่น ถ้าพูดจาใช้คำหยาบคายแล้วพ่อแม่หรือครูไม่ห้ามปรามก็จะรับ “สัญญาณ” มาว่ามันเป็นสิ่งที่ยอมรับและกระทำสิ่งนั้นต่อไปได้ นานวันเข้ามันก็จะเป็นนิสัย และความหยาบคายในชีวิต ก็จะกลายเป็นสิ่งปกติในชีวิตไป
ถ้าบริเวณรอบชุมชนสะอาด เป็นระเบียบ ไฟสว่าง มีคนกวาดดูแลอยู่เป็นนิจ มันก็จะมี “สัญญาณ” ออกมาว่าคนที่นี่เขาแคร์เรื่องเหล่านี้ ใครที่มีพฤติกรรมที่ไม่เป็นปกติจะเป็นที่ผิดสังเกต แต่ถ้ามันเป็นไปในทางตรงกันข้าม “สัญญาณ” ก็จะออกมาว่าที่นี่ไม่มีใครแคร์ ไม่มีใครเฝ้าดูแล
ดังนั้นจะทำอะไรก็ได้ สิ่งนี้ก็จะไปลดความรู้สึกของการมีความเสี่ยงจากการประกอบอาชญากรรม กล่าวคือ สามารถประกอบอาชญากรรมได้โดยมีโอกาสถูกจับลงโทษต่ำดังนั้นจึงมีการลงมือกระทำ
ทฤษฎีนี้มิได้ไร้เดียงสาจนบอกว่าให้ดูแลสิ่งแวดล้อมของชุมชนให้ดีแล้วโจรผู้ร้ายจะลดลง แต่มันมีบทพิสูจน์ให้เห็นว่ามันมีอิทธิพลอยู่ไม่น้อยดังตัวอย่างของเมืองนิวยอร์กในยุคทศวรรษ 1990 ซึ่งในตอนนั้นมีโจรเกลื่อนเมือง หลายถนนเสื่อมโทรม กระจกแตก ขยะเกลื่อน มีกราฟฟิตีเต็มไปหมด รถไฟใต้ดินไม่มีใครกล้าขึ้นเพราะสกปรก มีขยะกองทิ้งจนมีหนูวิ่งขวักไขว่ ถ่ายปัสสาวะกันไม่เป็นที่เป็นทาง ฯลฯ
ผู้คนระอาใจจนกระทั่งอดีตอัยการได้รับเลือกตั้งเข้ามาเป็นนายกเทศมนตรีคือนาย Rudy Giuliani ระหว่างปี 2537-2544 คนอเมริกันต้องการให้เขาเข้ามาแก้ไขปัญหาของเมืองสำคัญแห่งนี้ของประเทศ ตอนแรกรู้สึกผิดหวังและโจมตีว่าคนถูกฆ่าตายโครม ๆ แทนที่เขาจะใช้อำนาจตำรวจเข้าปราบปรามโจรและสิ่งผิดกฎหมายอย่างจริงจัง
แต่เขากลับแก้ไขความไร้ระเบียบของบ้านเมือง ลบกราฟฟิตี ทำความสะอาดบริเวณรถใต้ดิน บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเกี่ยวกับการไร้ระเบียบและกระทำผิดกฎหมายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อไม่ให้ดูเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน
เขาเดินหน้าแก้ไขตามแนวคิด “กระจกแตก” จนเมืองน่าอยู่และอาชญากรรมลดลงอย่างสำคัญ เขาเป็นฮีโร่อยู่หลายปี เขามา “เสียคน” เมื่อมาคบหากับทรัมป์ โดยเป็นที่ปรึกษาและทนายของทรัมป์ ปัจจุบันมีคดีค้างคาอยู่หลายคดี ชื่อเสียงเสียหายป่นปี้จนกลายเป็นตัวตลก
อย่าดูถูกการบังคับใช้กฎหมายและระเบียบกฎเกณฑ์ในเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เพราะมันเป็นตัวส่ง “สัญญาณ” ว่ามีคนแคร์และดูแลเรื่องเหล่านี้อยู่หรือไม่ และแข็งขันเพียงใด
ตัวอย่างที่เห็นชัดของบ้านเราคือ การวิ่งฝ่าไฟแดงหรือออกตัวรถของบรรดาไรเดอร์ก่อนสัญญาณไฟเขียว หรือวิ่งอ้อมข้ามถนนอีกทางเพื่อไปด้านไฟจราจรเขียวอย่างไม่เกรงกลัวกฎหมายเพราะไม่มีคนจับ หากปล่อยไว้ก็จะมีการเลียนแบบกันไปทั่วและเกิดอุบัติเหตุเกลื่อนเมือง คนไทยและต่างประเทศก็จะเห็นว่าบ้านเมืองนี้มันไม่มีการดูแลกันจริงจังหรืออย่างไรแม้แต่เรื่องเล็ก ๆ แต่สำคัญเช่นนี้
ถ้าขยายไอเดีย “กระจกแตก” ไปเรื่องอื่น ๆ ก็มีหลายตัวอย่าง (ก) หากกรรมการฟุตบอลไม่ตัดสินเด็ดขาดเมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นครั้งแรก ๆ ไม่ช้าไม่นานผู้เล่นก็จะฟาดฟันกันรุนแรงเพราะมี “สัญญาณ” ออกมาว่า สามารถทำได้
(ข) ถ้าอาจารย์เข้าห้องสอนสายเป็นประจำตามนิสัยส่วนตัว นักศึกษาก็จะเข้าห้องสายตามไปด้วยหรือแม้แต่เข้าห้องสายกว่าอาจารย์ด้วยซ้ำเพราะมี “สัญญาณ” ออกมาว่าการมาสายเป็นเรื่องปกติ จนเกิดนิสัยของการสายเป็นประจำติดตัวไป
(ค) ความสะอาดของสวนสาธารณะอยู่ได้ยั่งยืน เพราะผู้บริหารเห็นว่าสำคัญและใส่ใจดูแล และผู้ใช้เกรงใจและไม่กล้าที่จะทำสกปรกเพราะสถานที่เขามีมาตรฐาน แต่ถ้าที่ใดสกปรกไม่มีคนดูแลก็เชื่อได้ว่าจะเสื่อมอย่างรวดเร็วเพราะมี “สัญญาณ” ว่าไม่มีใครดูแลจริงจัง ทำอะไรก็ได้ทั้งนั้น
(ง) หากสังคมเห็นว่าคอร์รัปชันนิดหน่อยเป็นเรื่องไม่เลวร้าย “สัญญาณ” เช่นนี้ก็จะนำไปสู่คอร์รัปชันที่เลวร้ายยิ่งขึ้นในอนาคตอย่างแน่นอน
ทฤษฎี “กระจกแตก” เตือนให้นึกถึงการหยุดความเสื่อมไม่ให้เลวร้ายลง สิ่งเล็ก ๆ น้อยที่ไม่ดีในตอนแรกหากปล่อยไว้มันก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทีละน้อยจนกลายเป็นความเป็นปกติในที่สุด ความชั่วกลายเป็นสิ่งที่ยอมรับได้หากยอมให้มันเข้าครอบงำทีละน้อยอย่างไม่รู้ตัวจนเห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ
ความชั่วจะคืบคลานเหมือนกลางวันเคลื่อนสู่กลางคืน ความมืดเกิดขึ้นทีละน้อย เมื่อรู้ตัวอีกทีก็อยู่ในความมืดสนิทไปเสียแล้ว


