หนังสือ The Israel Lobby and U.S. Foreign Policy (2007) เขียนโดย John Mearsheimer ศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์มหาวิทยาลัยชิคาโกและ Stephen Walt ศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ Harvard Kennedy School
สรุปว่า กลุ่มล็อบบีสนับสนุนอิสราเอล (1) ได้บิดเบือนนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯให้เอื้อประโยชน์ต่ออิสราเอล โดยบางครั้งขัดแย้งกับผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐฯ
(1) การรวมตัวกันอย่างหลวม ๆ ของกลุ่มบุคคลและองค์กรที่ทำงานอย่างแข็งขันเพื่อให้สหรัฐฯสนับสนุนอิสราเอล กลุ่มที่โดดเด่นและทรงอิทธิพลที่สุดมักเป็นองค์กรที่สนับสนุนนโยบายสายเหยี่ยว (ฝ่ายขวา) ของอิสราเอล
เช่น คณะกรรมการกิจการสาธารณะอเมริกัน-อิสราเอล (AIPAC) กลุ่มล็อบบีสนับสนุนอิสราเอลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในการเมืองสหรัฐฯ/องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรมีสมาชิก 6.5 ล้านคน ทำหน้าที่รณรงค์และสนับสนุนงบประมาณหาเสียงให้แก่นักการเมืองอเมริกันทั้งจากพรรคเดโมแครตและพรรครีพับลิกัน เพื่อผลักดันนโยบายความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯกับอิสราเอล
เมษายน 2569 (หลังสงครามอิหร่านดำเนินมา 40 วัน) John Mearsheimer ได้กล่าวปาฐกถาต่อที่ประชุม Arab Center กรุงวอชิงตัน ระบุว่า นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ต่อตะวันออกกลางถูกขับเคลื่อนโดยอิสราเอล สหรัฐฯ สนับสนุนอิสราเอลแบบไม่มีเงื่อนไข (unconditionally)
ผลประโยชน์แห่งชาติของอิสราเอลและสหรัฐฯ อาจแตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา เมื่อไหร่ที่ผลประโยชน์แห่งชาติสหรัฐฯ แตกต่างกับอิสราเอล สหรัฐฯ มักจะคล้อยตามผลประโยชน์ของอิสราเอล เนื่องเพราะอิทธิพลของกลุ่มลอบบี
มหายุทธศาสตร์ (Grand Strategy) ของอิสราเอล มีจุดมุ่งหมาย 1.ขยายอาณาเขตอิสราเอล (Greater Israel) รวมถึงการผนวกดินแดนยึดครองในเขตเวสต์แบงค์และฉนวนกาซา อิสราเอลมีความทะเยอทะยานอย่างมากในการขยายดินแดนไปถึงตอนใต้ของเลบานอนและซีเรีย
(Greater Israel (มหารัฐอิสราเอล) คือ แนวคิดหรืออุดมการณ์ทางการเมืองและศาสนาของชาวยิวบางกลุ่ม (โดยเฉพาะขบวนการไซออนิสต์สายเคร่งศาสนา) ที่ต้องการขยายอาณาเขตของประเทศอิสราเอลให้ครอบคลุมดินแดนในอดีตตามคัมภีร์โบราณ)
2.การล้างเผ่าพันธุ์ (ethnic cleansing) ในเขตยึดครองซึ่งมีประชากรชาวปาเลสไตน์และชาวยิวเท่ากัน (อิสราเอลยอมรับให้มีชาวปาเลสไตน์เพียงร้อยละ 20) โดยมุ่งมั่นอย่างลึกซึ้งในการล้าง/กวาดล้างชาติพันธุ์
(ethnic cleansing นโยบายหรือการกระทำที่ตั้งใจใช้ความรุนแรง ข่มขู่ หรือบังคับเนรเทศ เพื่อขับไล่กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มเชื้อชาติ หรือกลุ่มศาสนาอื่นออกจากพื้นที่เป้าหมาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างพื้นที่ทางภูมิศาสตร์นั้นให้มีแต่คนกลุ่มเดียวที่มีความเหมือนกัน
ความรุนแรงนี้มักมาในรูปแบบของการบังคับอพยพ การทำลายล้างทรัพย์สิน การคุมขัง ไปจนถึงการสังหาร ซึ่งในทางกฎหมายระหว่างประเทศ การกระทำนี้ถูกจัดเป็น อาชญากรรมต่อมนุษยชาติ)
3.ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านอ่อนแอเท่าที่จะเป็นไปได้และอยู่ภายใต้การควบคุม/ข่มขู่ของสหรัฐฯ เช่น อียิปต์ จอร์แดนและเลบานอน สำหรับประเทศที่มีขนาดใหญ่ อาทิ ซีเรีย อิหร่านและตุรกี แนวทางดังกล่าวอาจไม่ได้ผล จึงต้องทำลายให้แหลกเป็นชิ้น ๆ
กรณีของอิหร่าน การทำลายให้แตกแยกเป็นส่วนแบบซีเรียอาจทำไม่ได้ อิสราเอลจึงหันมาใช้วิธีเปลี่ยนแปลงการปกครอง (Regime Change)
รายงานเชิงสืบสวนของ Newyork Times เปิดเผยเบื้องหลังการตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านของประธานาธิบดีทรัมป์ ว่าเกิดจากการวิ่งเต้นเจรจา (Lobby) โน้มน้าวอย่างเป็นระบบ
โดยผู้มีบทบาทสำคัญได้แก่ เบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอลและ David Barnea หัวหน้าหน่วยข่าวกรองต่างประเทศ (MOSSAD) ใช้เวลาหลายเดือนในการโน้มน้าวประธานาธิบดีด้วยตนเอง
โดยตรวจสอบข้อมูลข่าวกรองและวิดีโอตัดต่อในทำเนียบขาว เพื่อโต้แย้งว่าอิหร่านกำลังจะล่มสลายและสถานการณ์สุกงอมพอที่จะเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง ประธานาธิบดีทรัมป์ อ้างถึงจาเร็ด คุชเนอร์ บุตรเขยของเขาพร้อมกับพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศและสตีฟ วิทคอฟฟ์ ทูตพิเศษประจำตะวันออกกลางว่ามีบทบาทสำคัญในการโน้มน้าวให้เขาเชื่อว่าสถานการณ์ในอิหร่านได้มาถึงจุดที่ไม่อาจหวนกลับ
มีรายงานว่าคุชเนอร์ได้แจ้งให้ประธานาธิบดีทรัมป์ทราบว่า ความพยายามทางการทูตกับอิหร่านเป็นเพียง “การเล่นเกม” รายงานระบุรายละเอียดว่าการตัดสินใจของประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วนใหญ่เกิดขึ้นหลังจากเนทันยาฮูได้เสนอให้ใช้โอกาสที่เหลืออยู่น้อยนิดในการโจมตีผู้นำอิหร่าน
ตลอดช่วงสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน สหรัฐฯ แสดงให้เห็นความเหนือกว่าทางด้านกำลังทหารแบบดั้งเดิม รัฐบาลทรัมป์โอ้อวดถึงความสำเร็จเชิงปริมาณก่อนการหยุดยิงเมื่อ 8 เมษายน 2569
ว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ รายงานว่า สหรัฐฯ (เพียงฝ่ายเดียว) ได้ปฏิบัติการทางอากาศมากกว่า 10,000 เที่ยวบิน โจมตีเป้าหมายกว่า 130,000 แห่งและสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านได้ 1,700 ลูก
ปฏิบัติการทางทหารดังกล่าวได้ทำลายโรงงานผลิตขีปนาวุธและโดรนของอิหร่านไปมากกว่าร้อยละ 85 สหรัฐฯ ได้จมเรือรบส่วนใหญ่ของอิหร่านและทำลายโครงสร้างพื้นฐานการยิงขีปนาวุธร้อยละ 70
ขณะที่กองทัพสหรัฐฯได้ปฏิบัติการที่มีความแม่นยำและใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การลดขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่านและการโจมตีผู้นำระดับสูง แต่กลับประสบปัญหาในการบรรลุชัยชนะอย่างเด็ดขาด
การรณรงค์ทางทหารและความขัดแย้งที่ตามมาเปิดเผยข้อจำกัดที่สำคัญและนำมาซึ่งความท้าทายใหม่ ๆ ที่รุนแรง การตอบโต้แบบอสมมาตร (asymmetry) และใช้เศรษฐกิจเป็นเครื่องมือ แสดงให้เห็นความสามารถในการต่อรอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซและโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของประเทศพันธมิตรสหรัฐฯในอ่าวเปอร์เซีย
ลักษณะของความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้สหรัฐฯ และพันธมิตรต้องใช้อาวุธสำคัญราคาแพงและเติมเต็มได้ช้า พันธมิตรได้รับความเสียหายจากความขัดแย้งในภูมิภาคทำให้ความสัมพันธ์กับรัฐต่าง ๆ ในอ่าวเปอร์เซียตึงเครียดอย่างมาก และเป็นบททดสอบความสามัคคีของนาโต
กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับตระหนักว่าสหรัฐฯ ไม่สามารถป้องกันการตอบโต้ที่ทำลายเศรษฐกิจของพวกตนได้อย่างสมบูรณ์ ระบบป้องกันทางอากาศกลายเป็นแม่เหล็กดึงดูดการโจมตีตอบโต้จากอิหร่าน ทำให้ต้องแสวงหาทางเลือกอื่นในการสร้างสมดุลทางภูมิศาสตร์การเมือง แม้สหรัฐฯ ประสบความสำเร็จในการปฏิบัติการ แต่ชัยชนะโดยสมบูรณ์ยังคงเป็นสิ่งที่ยากจะบรรลุ
ความขัดแย้งนี้แสดงให้เห็นว่า ประเทศที่ถูกโดดเดี่ยวและถูกคว่ำบาตรเป็นเวลานานจะพัฒนาความยืดหยุ่นอย่างมาก ทำให้สหรัฐฯ ต้องพึ่งพาการเจรจาที่ซับซ้อนและยืดเยื้อแทนที่จะใช้มาตรการทางทหารที่เด็ดขาด
สำหรับบทวิเคราะห์จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความเป็นจริงทางยุทธศาสตร์ของความขัดแย้ง โปรดอ่านเพิ่มเติมจากเว็บไซต์สภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและสถาบันวอชิงตันเพื่อการวิเคราะห์นโยบายตะวันออกใกล้ https://www.washingtoninstitute.org/policy-analysis/middle-east-power-paradox-how-iran-war-will-transform-americas-military-role
ผลกระทบจากสงครามอิหร่านอาจเปลี่ยนแปลงกระดานหมากรุกทางภูมิศาสตร์การเมือง ส่งผลให้มหาอำนาจบางประเทศสูญเสียกำลังพล ในขณะที่ประเทศที่มีอำนาจปานกลางอื่น ๆ อาจได้รับประโยชน์จากพันธมิตรใหม่ ข้อตกลงทางการค้าหรือการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทาน
แม้อิหร่านจะได้รับความเสียหายอย่างหนักจากการสู้รบในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา แต่ก็มีหลายด้านที่เตหะรานอาจผงาดขึ้นและอยู่ในตำแหน่งที่แข็งแกร่งขึ้นในระดับภูมิภาค
จีนยังคงอดทนในเชิงกลยุทธ์และแสวงหาหนทางที่จะได้รับประโยชน์จากความขัดแย้งครั้งนี้ ทั้งในด้านภูมิศาสตร์การเมืองและในแง่ของพลังงานและห่วงโซ่อุปทาน
สำหรับรัสเซียผลกระทบของสงครามมีทั้งด้านดีและด้านเสีย มอสโกได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ก็เฝ้าดูความสามารถในการต่อต้านโดรนของยูเครนซึ่งกลายเป็นที่ต้องการอย่างมากจากรัฐในอ่าวเปอร์เซียและประเทศอื่น ๆ (Great Power Implications of the War in Iran INTELBRIEF June 26, 2026 https://thesoufancenter.org/intelbrief-2026-june-26/)
ความได้เปรียบทางทหารของสหรัฐฯ ถูกคุกคามจากการแพร่หลายของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงโลก เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และโดรน แม้สหรัฐฯ ยังคงเป็นผู้นำด้านการวิจัย แต่ความได้เปรียบในการแข่งขันกำลังลดลงเนื่องจากกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างแบบราชการไม่สามารถตามทันอัตราการใช้งานและกระจายตัวอย่างที่เห็นในความขัดแย้งระดับโลกในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
ผู้เชี่ยวชาญและนักวิเคราะห์ทางทหารได้เน้นย้ำถึงปัจจัยเฉพาะหลายประการที่ขับเคลื่อนวิกฤตินี้ อาทิ ปัญหาคอขวดในการจัดซื้อจัดจ้าง ระบบการจัดซื้ออาวุธแบบดั้งเดิมของเพนตากอนที่ใช้ระยะเวลานาน ช้าเกินไปสำหรับยุคดิจิทัลกลายเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการใช้งานเทคโนโลยีที่ทันสมัยและคุ้มค่า
การเพิ่มขึ้นของฝูงโดรนไร้คนขับ AI และโดรน ทำงานด้วยความเร็วและการประสานงานที่นักบินมนุษย์ไม่สามารถเลียนแบบได้ ศัตรูที่บูรณาการเทคโนโลยีฝูงหุ่นยนต์อย่างรวดเร็วคุกคามโครงสร้างทางทหารแบบดั้งเดิมของสหรัฐฯ (ยังมีต่อตอนที่ 3)


