วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

สานพลัง พัฒนาทุนมนุษย์ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน

ประเทศไทยเผชิญโจทย์เชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ ผลิตภาพแรงงานที่ชะลอตัว สังคมสูงวัย และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น คุณภาพของคนจึงเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดอนาคตประเทศ

การพัฒนาคนต้องให้คนเป็นศูนย์กลางและทำในหลายมิติ โดย ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานกรรมการบริหาร กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวในงานสัมมนา Equity Forum 2026 เกี่ยวกับ 8 นวัตกรรม เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของทุนมนุษย์ไทยไว้อย่างน่าสนใจมาก

1.ระบบข้อมูล ดร.ประสารฯ ชี้ให้เห็นความสำคัญของข้อมูล ซึ่งในอดีตเราขาดข้อมูลการศึกษาของเด็กยากจนในมิติต่าง ๆ “เปรียบได้กับหมอที่ไม่มีประวัติคนไข้ ไม่มีผลเลือด ต่อให้หมอเก่งแค่ไหน ก็ไม่มีทางวินิจฉัยได้ถูก” กสศ. จึงสร้างระบบข้อมูล iSEE ที่เชื่อมโยงข้อมูลกว่า 20 หน่วยงาน เพื่อค้นหาเด็กยากจนได้อย่างแม่นยำ

2.หลักประกันโอกาสทางการศึกษา พ่อแม่ที่มีทุนมนุษย์ต่ำและทรัพย์น้อย ย่อมไม่มีกำลังพอจะดูแลลูกอย่างที่ควรจะเป็น กสศ. จึงริเริ่มระบบหลักประกันโอกาสทางการศึกษา ด้วยเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข โดยเป็นระบบที่บูรณาการการคัดกรองความยากจนและการติดตามพัฒนาการ หากทุนมนุษย์มีมากขึ้นจะมีโอกาสที่จะตัดวงจรความยากจนข้ามรุ่น

3.Thailand Zero Dropout การแก้ปัญหาเด็กหลุดจากระบบต้องเป็นวาระแห่งชาติที่ทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน ลงมือทำร่วมกันให้เด็กหลุดจากระบบการศึกษาเป็นศูนย์ แต่ยังไม่เพียงพอ ต้องก้าวสู่ Thailand Zero Dropout Plus โดยเชื่อมต่อไปยังการศึกษาที่ยืดหยุ่นและมีคุณภาพ ตอบโจทย์ชีวิตเด็กได้ รวมถึงโอกาสเรียนรู้ควบคู่การทำงาน

4.โรงเรียนพัฒนาตนเอง (Teacher & School Quality Program - TSQM) คุณภาพการศึกษาไม่อาจเกิดขึ้นได้จากคำสั่งส่วนกลาง เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีข้อจำกัดแตกต่างกัน การเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนต้องเกิดจากความสามารถของโรงเรียนในการเห็นปัญหา เรียนรู้ และพัฒนาตนเอง TSQM จึงเน้นการขับเคลื่อนกลไกเครือข่ายที่หนุนเสริมให้โรงเรียนพัฒนาตนเองได้

5.ครูรัก(ษ์)ถิ่น เพื่อตอบโจทย์โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลขาดครู จึงเน้นการพัฒนาคนรุ่นใหม่ในชุมชนให้กลับไปเป็นครูของบ้านเกิดตนเอง การสร้างครูหนึ่งคน สามารถเปลี่ยนชีวิตเด็กได้อีกหลายรุ่น

6.การศึกษายืดหยุ่น (Flexible Learning / Learning Passport) เด็กบางคนมีเงื่อนไขชีวิตที่ต้องทำมาหากิน ช่วยเหลือครอบครัว ทำให้เข้าเรียนในเวลาปกติไม่ได้ ดังนั้น เราไม่ควรบังคับให้ชีวิตของเด็กยึดตามระบบ แต่ต้องทำให้ระบบการศึกษายืดหยุ่นพอที่จะเดินทางไปหาเด็ก 

นวัตกรรม “1 โรงเรียน 3 รูปแบบ” ทั้งการศึกษาในระบบ/การศึกษานอกระบบที่สอดคล้องกับสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียน/การศึกษาตามอัธยาศัย เรียนรู้ตามศักยภาพและความสนใจ เพื่อเปลี่ยนชุมชนเป็นห้องเรียนที่เชื่อมโยงการเรียนรู้กับทักษะชีวิตและอาชีพ

โดยเทียบโอนผลการเรียนระหว่างกันได้ และนวัตกรรมอย่าง “Learning Passport” เพื่อให้การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงได้รับการรับรองและนำไปสร้างอนาคตได้

7.All for Education อนาคตของเด็กไทย เป็นอนาคตร่วมกันของทุกคน ผลตอบแทนจากการลงทุนในเด็กหนึ่งคน ไม่ได้กลับคืนเฉพาะเด็กคนนั้น แต่กลับคืนสู่ครอบครัว ตลาดแรงงาน และสังคมโดยรวม

8.การวิจัยเชิงประจักษ์ (Evidence-based Research) ดร.ประสารฯ เปรียบเปรยว่า "งานวิจัยเสมือนเข็มทิศ ข้อมูลบอกเราว่าเรืออยู่ที่ไหน แต่งานวิจัยบอกเราว่าควรแล่นเรือไปทิศใด และเส้นทางใดจะพาไปถึงปลายทางได้เร็วและปลอดภัยที่สุด โดยไม่ต้องลองผิดลองถูกด้วยชีวิตของเด็ก” จึงใช้การวิจัยเชิงประจักษ์ที่หลากหลาย ก่อนจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบาย

โจทย์ใหญ่ คือ ทำอย่างไรให้ 8 นวัตกรรมเปลี่ยนเกมเหล่านี้ เกิดความยั่งยืน ความเสมอภาคทางการศึกษาจึงเป็นเป้าหมายที่คนไทยทุกภาคส่วนสามารถร่วมกันเป็นเจ้าของ

ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธปท. ที่เข้าร่วมงานเสวนา ชี้ให้เห็นว่าทุนมนุษย์สำคัญมากต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เนื่องจากไทยเผชิญสังคมสูงวัยและคนเกิดน้อยลงจึงต้องชดเชยด้วยคุณภาพ ทุกภาคส่วนจึงควรร่วมกันสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา เพื่อส่งเสริมความเท่าเทียมและลดวงจรอุบาทว์ความยากจนข้ามรุ่น

อีกเรื่องที่ผู้ว่าการ คุณวิทัย รัตนากร ให้ความสำคัญอย่างมาก คือ การให้ความรู้ทางการเงิน เพราะเป็นรากฐานของความมั่นคงทางการเงินของครัวเรือน และเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาศักยภาพเศรษฐกิจไทยในระยะยาว จึงได้ยกระดับการดำเนินงาน จัดตั้งฝ่ายส่งเสริมความรู้ด้านการเงิน เพื่อเป็นเจ้าภาพขับเคลื่อนงานอย่างเป็นระบบ มีความต่อเนื่อง และมีทิศทางที่ชัดเจน

ที่ผ่านมา แบงก์ชาติให้ความรู้ทางการเงินอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น Fin.ดี Happy Life!!! สำหรับวัยทำงาน และ Fin.ดี We Can Do!!! สำหรับนักเรียนอาชีวศึกษา ซึ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดี แต่ยังไม่เพียงพอ จึงมาเน้นที่การผลักดันเชิงนโยบาย ขับเคลื่อนความรู้ทางการเงิน ผ่านระบบการศึกษาไทย

1.สร้างมาตรฐานร่วมของประเทศ พัฒนากรอบสมรรถนะทางการเงิน (Financial Competency Framework) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และหน่วยงานภาคการเงินที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดว่าเด็กไทยแต่ละช่วงวัย ควรมีความรู้ทักษะ และพฤติกรรมทางการเงินอะไรบ้าง

2.สร้างเครื่องมือให้ครู พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะการเงิน 4 ช่วงชั้น (ป.ต้น ป.ปลาย ม.ต้น ม.ปลาย) ที่ได้ออกแบบตามกรอบสมรรถนะฯ ของแต่ละช่วงวัย เป็นตัวช่วยการสอนให้กับครูสามารถนำไปใช้จัดการเรียนรู้ได้

3.โครงการ “ครูสตางค์” เพื่อสร้างครูที่มีองค์ความรู้ด้านการเงิน และทักษะการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ ที่เพียงพอต่อการถ่ายทอดสู่ผู้เรียน

4.ต่อยอดไปยังระดับอุดมศึกษา แบงก์ชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาคการเงิน จัดทำ standard course syllabus ของระดับอุดมศึกษา เพื่อให้ทุกมหาวิทยาลัยมีเนื้อหาวิชา Financial Literacy เป็นวิชาพื้นฐานที่นักศึกษาทุกคนได้เรียน และ ยังได้ผลักดันเชิงนโยบายผ่านกระทรวงอุดมศึกษาฯ (อว.) และที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงินในหลายมิติ

บทบาทของแบงก์ชาติ คือ การทำงานร่วมกับภาคการศึกษา หน่วยงานภาครัฐ ภาคการเงิน และภาคเอกชน เพื่อสร้างระบบนิเวศที่ช่วยให้คนไทยทุกคนเข้าถึงการเรียนรู้ด้านการเงินได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งหมดนี้ เป็นการสานพลังจากทุกภาคส่วน มาร่วมกันขับเคลื่อนเป็นวาระแห่งชาติ เพื่อพัฒนาทุนมนุษย์ให้มีองค์ความรู้ทั้งทักษะวิชาการ และทักษะทางการเงิน ให้ได้แรงงานคุณภาพที่ครบเครื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญให้กับเศรษฐกิจไทย เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนกันนะคะ

บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด