วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ประเมินภาพรวมเศรษฐกิจไทย (2)

ครั้งที่แล้ว ผมเขียนถึงการประเมินภาพรวมและแนวโน้มของเศรษฐกิจไทย โดยคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งสรุปได้ว่าเศรษฐกิจในภาพรวมยังขยายตัวต่ำและไม่ทั่วถึง โดยเอสเอ็มอีปรับตัวได้จำกัด

และยังเผชิญการแข่งขันที่รุนแรง และมีปัจจัยสำคัญทางเศรษฐกิจ อื่นๆอีก 3 ข้อ โดยมีข้อที่เป็นลบ 2 ข้อ และข้อที่เป็นบวก 1 ข้อ คือ

-“ครัวเรือนส่วนใหญ่ถูกกดดันจากรายได้ที่ชะลอลงและค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะฉุดรั้งการบริโภคภาคเอกชน หลังมาตรการภาครัฐสิ้นสุดลง”

-“สินเชื่อโดยรวมขยายตัวต่ำ โดยต้องติดตามคุณภาพสินเชื่อเอสเอ็มอีและครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง”

-“มีแรงส่งที่ดีกว่าคาดจากการส่งออกและการลงทุนตามวัฏจักรเทคโนโลยี และปัญญาประดิษฐ์”

ถามว่ายังมีประเด็นอื่นๆอีกหรือไม่ที่จะกระทบกับเศรษฐกิจไทยในช่วง 6 เดือนถึง 12 เดือนข้างหน้า ผมคิดว่ามีอีก 4 ปัจจัยที่สำคัญ ดังนี้

1.ประเทศไทยยังไม่ได้ บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยมีมูลค่าการส่งออกประมาณ 24% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 14-15% ของจีดีพีไทย โดยตัวเลขของสหรัฐฯ ระบุว่า สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับไทยเท่ากับ 71,900 ล้านเหรียญ สูงเป็นอันดับที่ 7 ของประเทศที่สหรัฐฯขาดดุลการค้าด้วยมากที่สุด

เราทราบกันดีว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ไม่ชอบการขาดดุลการค้า เพราะมองว่ากำลังถูกประเทศคู่ค้าเอาเปรียบ และชอบการขึ้นภาษีศุลกากรตอบโต้ประเทศคู่ค้า เพื่อให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้น หรือเพื่อกดดันให้มีการลงทุนและจ้างงานเพื่อผลิตสินค้าในประเทศสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมาทดแทนการนำเข้า (Make America Great Again)

ต่อมาเมื่อศาลฎีกาของสหรัฐมีคำตัดสินว่า การขึ้นภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีทรัมป์ขัดต่อกฎหมาย ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ จึงประกาศไต่สวนไทยภายใต้มาตรา 301 ของกฎหมายการค้าของสหรัฐว่า

ไทยเป็นประเทศคู่ค้าที่มีนโยบายการค้าที่เอาเปรียบสหรัฐฯ ใน 2 คดีคือ การที่ไทยนำเข้าสินค้าที่ใช้แรงงานบังคับ (forced labor) และการที่ไทยมีกำลังการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมเกินกว่าความต้องการในประเทศ (excess capacity) 

กระบวนการไต่สวนดังกล่าว เป็นเครื่องมือเพื่อใช้ต่อรองกับประเทศไทย ให้ไทยต้องทำข้อตกลงการค้าต่างตอบแทนกับสหรัฐฯ  (Agreement on Reciprocal Trade, ART) ที่น่าจะต้องจัดการทำให้เสร็จภายในปลายเดือนกรกฎาคมนี้เป็นอย่างช้า

หากไทยไม่ยอมเปิดตลาดให้กับสินค้าและบริการจนเป็นที่พอใจของสหรัฐฯ (เช่น การนำเข้าหมูจากสหรัฐฯ และการเปิดเสรีบางประการในสาขาโทรคมนาคม) ก็อาจทำให้ประธานาธิบดีทรัมป์ประกาศตั้งกำแพงภาษีกับการส่งออกของไทย

โดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 301 ซึ่งศาลสหรัฐตีความว่า เป็นอำนาจของฝ่ายบริหารจึงไม่ขัดต่อกฎหมาย หากเป็นเช่นนั้น ก็ยากที่ไทยจะหาตลาดใหม่ทดแทนตลาดสหรัฐฯ

การส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ สำคัญกับเศรษฐกิจไทยอย่างมาก เพราะคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 24% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ส่วนการส่งออกนั้นก็คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60% ของจีดีพีของประเทศไทย แปลว่าการส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ สร้างมูลค่าเท่ากับ 14% ของจีดีพี

2.ผลกระทบจาก El Nino ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคแปซิฟิกเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภาวะภัยแล้งที่ยืดเยื้อ ซึ่งน่าจะเกิดขึ้นในปลายปีนี้และต้นปีหน้า สำนักข่าวบีบีซีรายงานเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนที่ผ่านมาว่า องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติ (National Oceanic and Atmospheric Administration หรือ NOAA)

ประกาศว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนได้เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วในหลายเดือนที่ผ่านมา เป็นการยืนยันว่า ภูมิภาคนี้ได้เข้าสู่ภาวะ El Nino แล้ว 

สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นยังรายงานอีกด้วยว่า NOAA ประเมินความเสี่ยงที่ El Nino ครั้งนี้มีโอกาส 63% ที่จะกลายเป็น Super El Nino กล่าวคือ ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงจากภาวะ El Nino ที่จะกระทบกับผลผลิตภาคเกษตรในปลายปีนี้และอาจจะยืดเยื้อไปถึงกลางปีหน้า

3.ประสิทธิผลในการใช้งบประมาณ 200,000 ล้านบาท ตรงนี้คือส่วนที่ 2 ของ พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์หลักคือการขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยจะเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการที่ทำให้ประเทศไทย เพิ่มศักยภาพในการแข่งขันและมีความมั่นคงด้านพลังงาน

อันจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีความสำคัญสำหรับการส่งเสริมการลงทุนและการขับเคลื่อนการพัฒนาของเศรษฐกิจไทยในระยะกลางและระยะยาว

4.ไทย “ไม่มีกระสุนการเงินการคลังเหลือแล้ว” ประเทศไทยได้ใช้ศักยภาพในเชิงของนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy space) ไปจนหมดแล้ว หากมีภาวะฉุกเฉินเกิดขึ้นมาใหม่ก็ยากที่รัฐบาลจะกู้เงินเพิ่มและขาดดุลงบประมาณมากกว่านี้ เพื่อเพิ่มงบประมาณมากระตุ้นเศรษฐกิจ

ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทยคงจะไม่สามารถลดดอกเบี้ยนโยบายลงไปได้อีก จากภาวะปัจจุบันที่ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ระดับต่ำคือ 1.0% โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะที่อัตราเงินเฟ้อกำลังปรับตัวสูงขึ้น และไทยเริ่มขาดดุลการค้าอย่างมีนัยสำคัญ

ผมจะขอขยายความเกี่ยวกับการนำเสนอข้างต้นว่า ทำไมจึงสรุปว่า ประเทศไทยไม่เหลือกระสุนการเงิน-การคลังแล้วในสัปดาห์หน้าครับ