วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

อย่าปล่อยให้ ‘เด็กที่หลุดออกจากระบบ’ เป็น ‘อนาคตที่หลุดลอย’

เด็กเยาวชนไทยจำนวนไม่น้อยในวันนี้ ไม่ได้หลุดออกจากระบบการศึกษาเพราะขาดความสามารถทางสติปัญญา แต่พวกเขาหลุดออกไปเพราะขาด “ทุน” ทุนในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเพียง “ทุนทรัพย์” หรือค่าเทอม แต่ครอบคลุมถึง “ทุนเวลา” และ “ทุนทางสังคม”

เมื่อต้องเผชิญกับโจทย์การเอาชีวิตรอดรายวัน เด็กเยาวชนหลายคนจึงต้องละทิ้งการเรียนเพื่อเข้าสู่ตลาดแรงงานนอกระบบ หาเงินมาเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวในระยะสั้น แลกกับการสูญเสียโอกาสของตนเองในระยะยาว

เด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา (Drop Out) ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในบริบทปัจจุบัน ปัญหานี้กำลังยกระดับจากความเหลื่อมล้ำระดับบุคคล กลายเป็น “วิกฤติเชิงโครงสร้าง” ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ 

รายงานการศึกษาของสถาบันอนาคตไทยศึกษา ชี้ว่าเด็กเยาวชนที่หลุดออกจากระบบการศึกษากลางคัน มีแนวโน้มที่จะมีรายได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยตลอดช่วงชีวิต มีความเสี่ยงสูงที่จะตกงาน และยากที่จะกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ที่ต้องการทักษะขั้นสูง

ในยุคที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ วัยแรงงานกำลังหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ การปล่อยให้เยาวชนนับแสนคนกลายเป็น “ทุนมนุษย์ที่สูญเปล่า” จึงเป็นความสูญเสียที่ประเทศไม่อาจแบกรับได้อีกต่อไป ภาคเอกชนจำนวนมากกำลังเผชิญกับการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะตรงกับความต้องการของตลาด

ภาครัฐเองก็ต้องแบกรับภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น ทั้งงบประมาณสวัสดิการสังคม การสาธารณสุข และการจัดการปัญหาสังคมที่สืบเนื่องมาจากความยากจนข้ามรุ่น

เราจึงมาถึงจุดที่ต้องตั้งคำถามใหม่กับระบบการศึกษาและตลาดแรงงานไทยว่า “เราจะออกแบบระบบนิเวศอย่างไรให้ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ และไม่มีเยาวชนคนใดถูกทิ้งไว้กลางทาง”

เป้าหมายสูงสุดอาจไม่ใช่การพยายามให้เด็กกลับเข้าไปนั่งในห้องเรียนที่พวกเขาเพิ่งหลุดออกมา แต่คือการเชื่อมโยงการเรียนรู้เข้ากับโอกาสในการทำงานและการมีชีวิตรอด นั่นคือ ต้องทำให้เขาสามารถมีรายได้ระหว่างเรียน ได้ฝึกงานจริงในสถานประกอบการ และเห็นเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพที่จับต้องได้

แนวคิดนี้นำไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือ การจัดตั้ง “Employment-Driven Sandbox” หรือพื้นที่นวัตกรรมการศึกษาที่ขับเคลื่อนด้วยการจ้างงาน โดยเปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือข้ามมิติระหว่าง สถานศึกษา ภาคเอกชน และหน่วยงานรัฐ เพื่อออกแบบหลักสูตรฝึกอาชีพที่ยืดหยุ่น 

ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานในพื้นที่ เปิดโอกาสให้เยาวชนได้ฝึกทักษะระหว่างเรียน พร้อมรับค่าตอบแทนในรูปแบบ Paid Internship โมเดล Earn and Learn นี้ จะช่วยแก้ปัญหาปากท้องระยะสั้น ซึ่งเป็นต้นตอหลักที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบ และสร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้ไปพร้อมกัน

นอกจากนี้การป้องกันย่อมดีกว่าการตามแก้ จึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) โดยใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการบูรณาการฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ระหว่างหน่วยงาน

เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้สามารถ “มองเห็นความเสี่ยงก่อนที่จะหลุดออกจากระบบ” เช่น สถิติการขาดเรียนซ้ำซ้อน ข้อมูลความยากจนเฉียบพลัน และสามารถส่งกลไกความช่วยเหลือได้อย่างทันท่วงที

ภาครัฐ ต้องปรับเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมกฎระเบียบ และผู้ให้บริการเพียงฝ่ายเดียว มาเป็น “ผู้อำนวยความสะดวก” โดยมุ่งเน้น 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1) ปลดล็อกและทบทวนกฎหมาย (Regulatory Guillotine) เปิดทางให้ภาคเอกชนและท้องถิ่นสามารถเข้ามาร่วมจัดการศึกษา ฝึกอาชีพ และจ้างงานเยาวชนกลุ่มเปราะบางได้อย่างยืดหยุ่น 

2) สร้างแรงจูงใจเชิงนโยบาย ผ่านมาตรการทางภาษี การให้เงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไข หรือการให้การรับรองสถานประกอบการที่มีบทบาทในการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม

3) การทำหน้าที่เป็น “ผู้สานพลัง” โดยหน่วยงานที่มีความพร้อม เช่น กระทรวงการอุดมศึกษาฯ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) สามารถเข้ามามีบทบาทเป็นสะพานเชื่อมโยงองค์ความรู้ งานวิจัย และงบประมาณ เพื่อนำผู้เรียน ผู้ประกอบการ และภาควิชาการมาทำงานร่วมกันบนแพลตฟอร์มเดียวกัน

สำหรับภาคเอกชน การมีส่วนร่วมในโครงการนี้ต้องก้าวข้ามกรอบความคิดแบบการทำกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) แบบครั้งคราว สู่การสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Value: CSV) และถือเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในระบบแรงงานขององค์กร 

การเข้าไปมีส่วนร่วมตั้งแต่ระดับต้นน้ำ ร่วมออกแบบหลักสูตร รับเด็กเข้าฝึกงาน และพัฒนาทักษะ ไม่เพียงแต่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเยาวชน แต่ในทางธุรกิจ นี่คือ วิธีการลดต้นทุนการสรรหาบุคลากรในระยะยาว ลดอัตราการลาออก คัดสรรแรงงานที่มีทักษะตรงกับ DNA ของบริษัทอย่างแท้จริง

หากประเทศไทยสามารถออกแบบและขับเคลื่อนระบบนิเวศที่ทำให้เยาวชนกลุ่มเปราะบางมีรายได้ประคับประคองชีวิตระหว่างเรียน ได้รับการฝึกทักษะที่ตรงกับความต้องการของตลาด และมีโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Net) เยาวชนเหล่านี้จะไม่เพียงแค่ “เรียนจบ” แต่พวกเขาจะ “รอดและเติบโตได้” ในระบบเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ 

โครงการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชนและรัฐเพื่อหยุดปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษาจึงเป็นภารกิจเพื่อความอยู่รอดที่ทุกภาคส่วนต้องขับเคลื่อนจริง ทำจริง และร่วมกันอุดรอยรั่วนี้ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การมีระบบที่ทำให้เด็กเยาวชนได้เรียน คือการอนุญาตให้เด็กเยาวชนได้ฝัน การสร้างทักษะและอาชีพ การคืนคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

การสร้างประเทศที่ไม่มีเด็กและเยาวชนหลุดจากระบบการศึกษา คือ การสร้างประเทศที่ไม่หยุดพัฒนาและพร้อมสู่อนาคตอย่างแท้จริง

อย่าปล่อยให้ ‘เด็กที่หลุดออกจากระบบ’ เป็น ‘อนาคตที่หลุดลอย’