วันอาทิตย์ ที่ 26 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ฟุตบอลโลกสุดไฮเทค | อาหารสมอง

ผู้คนทั่วโลกวิจารณ์มานานว่ากีฬาฟุตบอลนั้นล้าสมัย ไม่เหมือนรักบี้ หรือบาสเกตบอลที่ไฮเทคกว่า ดังนั้นในการแข่งขันฟุตบอลโลก World Cup 2026 ครั้งนี้ FIFA จึงจัดไฮเทคมาเต็มอย่างตื่นตา ตื่นใจ ใน 39 วัน 48 ทีม 104 แมตช์

ชนิดคนดูไม่ต้องถกเถียงกันมากในเรื่อง “น้ำยา” ของกรรมการเหมือนที่ผ่านมา มาดูกันซิว่ามันเป็นเช่นนั้นได้อย่างไร

1.FIFA มอบโจทย์ให้ผู้จัด 3 เจ้าคือ สหรัฐอเมริกา แคนาดาและเม็กซิโก ว่าสนามแข่งที่มี 16 แห่ง (11 ในสหรัฐ 2 ในแคนาดา และ 3 ในเม็กซิโก) ต้องเป็นหญ้าเท่านั้น ทุกสนามต้องเหมือนกันในคุณภาพ

กล่าวคือ ผู้เล่นต้องมีความรู้สึกเหมือนกันหมดในการเล่นบนผิวสนาม หากทิ้งลูกบอลจากความสูง 1 เมตร ต้องกลิ้งไปได้ 5-8 เมตร และหากทิ้งจาก 2 เมตร ต้องเด้งขึ้นมา 60-100 เซนติเมตร

ปัญหาที่ปวดหัวคือ จะใช้หญ้าพันธุ์ใดใน 24 พันธุ์ที่ให้ลักษณะดังกล่าว จะใช้พันธุ์เดียวก็ไม่ได้เพราะ 16 แห่ง อยู่เขตภูมิอากาศที่แตกต่างกัน ชอบแดดก็มี ไม่ชอบก็มี ซึ่งใน 16 แห่งนี้มีหลังคาคลุม 5 แห่ง ทีมงานต้องทดลองโดยใช้ความรู้วิทยาศาสตร์อยู่ 3 ปี จึงได้คำตอบ

สนามต้องดูแลเป็นอย่างดี 24 ชั่วโมง ตัดหญ้าให้สูงเท่ากัน ในบางแห่งฉายไฟ LED ตอนกลางคืน 12 ชั่วโมง และบางแห่งมีลมเป่าตลอดเพื่อป้องกันเชื้อรา ใต้ดินมีท่อน้ำเต็มไปหมดเพื่อการระบายน้ำ

พื้นสนามรองด้วยหิน กรวด ทราย และหญ้าคุณภาพดีเยี่ยมเพื่อให้เป็นการแข่งขันที่ผู้เล่นปลอดภัย ไม่ลื่นล้ม พฤติกรรมลูกบอลสม่ำเสมอ น้ำไม่ขัง และสภาพการณ์ของสนามเหมือนกันทุกแห่ง ทั้งหมดก็เพื่อให้พวกเราซึ่งคาดว่าน่าจะมีมากกว่า 700 ล้านคน หรือครึ่งโลกชม

2.นวัตกรรมสุดล้ำหน้าที่เรียกว่า SAOT (Advanced Semi-Automated Offside Technology) เพื่อแก้ไขข้อถกเถียงว่าเป็นลูกล้ำหน้าหรือไม่ ระบบประกอบด้วย กล้อง 16 ตัวรอบสนาม ติดตามผู้เล่นและลูกบอลโดยบันทึก 50 ครั้งต่อวินาที 

ผู้เล่นทุกคนมี 29 จุดเอกลักษณ์บนร่างกายบันทึกโดยคอมพิวเตอร์ก่อนหน้าการแข่งขันเพื่อจักได้รู้ว่าเป็นใครในสนาม หากมีการล้ำหน้าเกิดขึ้น ระบบจะส่งเสียงเตือนให้เจ้าหน้าที่รู้ทันที (ก่อนหน้านี้ใช้เพียงดูเทปย้อนหลังและบ่อยครั้งที่เห็นไม่ชัดเจน)

3.ลูกบอลที่ใช้แข่งมีชื่อว่า TRIONDA แปลจากภาษาสเปนว่าสามคลื่นยักษ์ (3 เจ้าภาพ) เป็นลูกบอลพิเศษที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยี โดยข้างในบรรจุเซนเซอร์ชิปบันทึกการเคลื่อนไหวโดยฝังตัวในผิว

เซนเซอร์ชิปนี้จะส่งสัญญาณข้อมูลความถี่ 500 Hz จำนวน 500 ครั้งต่อวินาทีไปยังห้องควบคุมระบบและลูกบอลจะทำงานร่วมกันในการบันทึกการสัมผัสแม้แต่เพียงเศษของวินาที ทั้งนี้เพื่อใช้ตัดสินลูกแฮนด์บอล ลูกโทษ การปะทะกันของผู้เล่นโดยเฉพาะจุดที่เกิดการออฟไซด์ 

4.ทุกแมตช์จะมีการสร้างภาพเสมือนเป็น 3 มิติของการเคลื่อนไหวทุกขณะของการแข่งขัน (3D Digital Twin of the Match) โดยให้กล้องใช้เซนเซอร์ระบบติดตามผู้เล่นและลูกบอล โดยมีเทคโนโลยี AI ช่วย คล้ายกับ VDO เกมของการแข่งขันจริงอย่างต่อเนื่องทุกวินาที ระบบจะบันทึกตำแหน่งของผู้เล่นทุกคนตลอด 90 นาที ความเร็ว ทิศทาง ตำแหน่งและความเร็วของลูกบอล และการปะทะกัน

ถ้าเปรียบกับระบบ VAR ก็เหมือนกับดูภาพยนตร์ แต่ระบบ 3D นี้เหมือนกับเป็นเจ้าของ 3D โมเดลคอมพิวเตอร์ของทั้งแมตช์ ข้อมูลที่ได้ทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อความเข้าใจความสำเร็จและความผิดพลาด ระบบนี้เป็นก้าวสำคัญสู่ยุคฟุตบอลที่ใช้ AI ช่วย FIFA จะมอบภาพบันทึก 3D นี้ให้ทุกแมตช์ของทุกทีมอย่างเสมอหน้า ไม่ให้ทีมที่รวยเป็นเจ้าของเทคโนโลยีนี้เท่านั้น 

5.กรรมการในสนามจะมีกล้องบันทึกภาพจากมุมมองของแต่ละคน และมีระบบการสื่อสารระหว่างทีมงานที่ช่วยควบคุมการทำงานของระบบเทคโนโลยีอยู่บนอัฒจันทร์ด้วย

ก่อนหน้านี้กรรมการตัดสินใช้สายตาและตัดสินทันที พัฒนาขึ้นมาหน่อยก็ใช้ระบบ VAR ที่มีการดู VDO ย้อนหลัง แฟน ๆ ฟุตบอลคงจำเหตุการณ์ที่เรียกว่า “Hand of God” ที่เกิดขึ้นเมื่อ 40 ปีก่อนได้และยังเป็นเรื่องเล่าขานกันจนทุกวันนี้

ในการแข่งขันฟุตบอลโลก 1986 ในรอบควอร์เตอร์ไฟนอลระหว่างอาร์เจนตินากับอังกฤษ มาราดอนนาโดดโหม่งลูกบอลให้เข้าประตู ต่อมาปรากฏชัดใน VDO ว่ามาราดอนนาใช้มือซ้ายกระแทกลูกพุ่งเข้าประตูโดยดูเผิน ๆ เหมือนโหม่งลูก

กรรมการตัดสินทันทีให้ประตู มิไยที่ทีมอังกฤษจะประท้วงกันวุ่นวาย ชัยชนะครั้งนี้ทำให้อาร์เจนตินาก้าวไปจนเข้ารอบชิงชนะเลิศและเป็นแชมป์ฟุตบอลโลกในที่สุด 

ผู้สื่อข่าวถามมาราดอนนาว่าเกิดอะไรขึ้น เขาตอบว่า “มันนิดหน่อยด้วยหัวของมาราดอนนา และนิดหน่อยด้วยหัตถ์ของพระเจ้า” (The Hand of God) ต่อนี้ไปไฮเทคของ FIFA จะทำให้ไม่มีเหตุการณ์เช่นนี้อีกเพราะการเคลื่อนไหวทุกอย่างมีการบันทึกด้วยกล้อง 16 ตัว และระบบเทคโนโลยีที่บอกว่าเกิดอะไรขึ้นตลอดเวลา

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะไฮเทคแค่ไหนในเรื่องอื่น ๆ แต่ระบบการจับเวลาของ FIFA ในฟุตบอลโลกยังเหมือนเดิมเกือบทุกประการ กล่าวคือ กรรมการเป็นคนตัดสินว่าจะเพิ่มเวลาอีกกี่นาที ในระบบฟุตบอลนั้นไม่มีการหยุดเวลาเมื่อการแข่งขันเกิดการบาดเจ็บ เปลี่ยนผู้เล่น ฉลองประตูที่ยิงได้ จงใจถ่วงเวลา ฯลฯ ดังเช่นรักบี้ หรือบาสเกตบอล 

จึงทำให้คนดูรู้ว่าการแข่งขันมีเวลาเหลือเท่าใด ที่ผ่านมามักเพิ่มเวลาไม่มากจนทำให้ไม่ได้แข่งขันกันจริงเต็ม 90 นาที ครั้งนี้ FIFA กำชับให้เพิ่มเวลาให้มากขึ้น จนเราเห็นการเพิ่มเวลาถึง 8, 10, 12 หรือแม้แต่ 15 นาที นอกจากนี้ยังบังคับให้ใช้เวลาที่เสียไปในเรื่องต่าง ๆ ให้น้อยที่สุดอีกด้วย

ไฮเทคของ FIFA ครั้งนี้ทำให้แฟนดูบอลด้วยความมั่นใจมากขึ้นว่ากรรมการ “รอบรู้” แล้วนะ ตอนชุลมุนหน้าประตู ผู้เล่นดูจะระวังตัวมากขึ้นเพราะกรรมการมั่นใจในการให้ลูกโทษหรือใบแดงเนื่องจากมีหลักฐานชัดเจนสนับสนุน

ท่านอย่ารำคาญพวกบ้าฟุตบอลนะครับและบอกว่าเป็นเรื่องไร้สาระ เพราะเขาอาจตอบกลับว่ามันเป็นสิ่งไร้สาระที่สำคัญที่สุดในสิ่งไร้สาระทั้งหมดในชีวิตครับ