วันอังคาร ที่ 7 กรกฎาคม 2569

Login
Login

ดอกเบี้ยกําลังดี แต่อย่าให้การฟื้นตัวเป็นตัว K

สัปดาห์ที่แล้ว คณะกรรมการ กนง. ยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1 ต่อปี ด้วยมติเอกฉันท์ ให้เหตุผลว่าดอกเบี้ยอยู่ในระดับเหมาะสมที่จะสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งผมเห็นด้วย

เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว แต่อัตราเงินเฟ้ออยู่ในเกณฑ์สูงและเร่งตัว การลดดอกเบี้ยจะนำเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation โดยไม่จำเป็น ตรงกันข้าม นโยบายควรมุ่งดูแลให้เศรษฐกิจฟื้นตัวต่อเนื่อง ทั่วถึง และไม่เป็นการฟื้นตัวแบบตัวอักษร K ที่คนส่วนน้อยดีขึ้นแต่ส่วนใหญ่แย่ลง โดยเฉพาะครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจเอสเอ็มอี นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ข้อมูลเศรษฐกิจประกอบการตัดสินใจของ กนง. สัปดาห์ที่แล้ว ชี้ว่าเศรษฐกิจกําลังเริ่มฟื้นตัวจากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น โดยแรงส่งมาจากการส่งออกที่ขยายตัวตามความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น การลงทุนจากต่างประเทศ(FDI) ในธุรกิจดิจิตอลและเอไอที่ขยายเข้ามาในไทย

เช่น ดาต้าเซนเตอร์ การใช้จ่ายของภาครัฐที่มากับการใช้เงินกู้สี่แสนล้านบาท ความสามารถของภาคธุรกิจในการปรับตัว และสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ล่าสุดมีแนวโน้มดีขึ้น ทั้งหมดเป็นปัจจัยบวกที่ทำให้ กนง.ปรับประมาณการเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้าขึ้นเป็นร้อยละ 2.3 และ 1.8

ส่วนอัตราเงินเฟ้อจะเร่งตัวช่วงครึ่งปีหลังเพราะต้นทุนที่ยังสูง แต่อัตราเงินเฟ้อปีนี้และปีหน้าจะใกล้เคียงกับที่ประเมินไว้เดิม คือ ร้อยละ 2.8 และ 1.4 สำหรับดุลบัญชีเดินสะพัด กนง. ประเมินว่าทั้งปีจะสมดุล และจํานวนนักท่องเที่ยวปีนี้คาดว่าจะเท่ากับปีที่แล้วที่ 33 ล้านคน

ทั้งหมดให้ภาพเศรษฐกิจที่กําลังฟื้นตัวและความเสี่ยงด้านเสถียรภาพลดลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ต้องระวังคือ ความต่อเนื่องและความสมดุลของการฟื้นตัว ความต่อเนื่องเป็นประเด็นเพราะปัจจัยที่ขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจคราวนี้เป็นปัจจัยต่างประเทศคือการส่งออกและการลงทุนต่างประเทศซึ่งโยงกับวัฏจักรธุรกิจดิจิตอลและเอไอในตลาดโลกที่เป็นขาขึ้น ซึ่งคงเป็นเรื่องชั่วคราว

ขณะที่การบริโภคในประเทศและการลงทุนในประเทศโดยธุรกิจไทยเองอ่อนแอ สำหรับ การใช้จ่ายภาครัฐจากเงินกู้ กนง.ประเมินว่าจะทำให้จีดีพีปีนี้ขยายตัวสูงขึ้น 0.5 ซึ่งผลมากสุดคงอยู่ในไตรมาสสาม หลังจากนั้นผลต่อเศรษฐกิจคงแผ่วเมื่อโครงการแจกเงินจบลง ด้วยเหตุนี้ จึงมีประเด็นความต่อเนื่องว่าปัจจัยอะไรจะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวช่วงปลายปีและต่อเนื่องในปีหน้า

ในแง่ความสมดุล การไหลเข้าของการลงทุนจากต่างประเทศ (FDI) เป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องยอมรับว่าลักษณะของเงินลงทุนไหลเข้าคราวนี้ คือ ธุรกิจไฮเทค อาจทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจกระจุกอยู่ในอุตสาหกรรมในระบบนิเวศของกลุ่มเทคโนโลยีสูงเป็นหลัก รวมถึง พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมที่ใช้ระบบอัจฉริยะ และธุรกิจบริการมูลค่าสูง

เช่น โลจิสติกส์ ไม่กระจายหรือเชื่อมต่อกับเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้าง เช่นการจ้างงาน เพราะธุรกิจไฮเทคมีความเฉพาะตัวสูงในการผลิต ผลคือเศรษฐกิจอาจฟื้นตัวแบบอักษร K ที่คนส่วนน้อยได้ประโยชน์ (เส้นลากขึ้นของตัว K) แต่คนส่วนใหญ่ไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง (เส้นลากลงของตัว K ) ประเทศเราเคยผ่านการฟื้นตัวลักษณะนี้มาแล้วหลังโควิดที่การฟื้นตัวเกิดขึ้นแต่ไม่ทั่วถึงทำให้ไม่ต่อเนื่อง

ดังนั้น ความท้าทายด้านนโยบายคือทําอย่างไรให้การฟื้นตัวที่กําลังถูกจุดขึ้นโดยการลงทุนของธุรกิจไฮเทคจากต่างประเทศสามารถกระจายประโยชน์ให้กับเศรษฐกิจได้ในวงกว้าง โดยเฉพาะทำให้ส่วนที่เปราะบางของเศรษฐกิจขณะนี้ คือครัวเรือนรายได้น้อยและธุรกิจเอสเอ็มอีได้ประโยชน์

ล่าสุด ผลสํารวจความเป็นอยู่ของครัวเรือนไทยและธุรกิจเอสเอ็มอียืนยันความเปราะบางของเศรษฐกิจที่มีอยู่ในจุดนี้ รายงานจาก SCB-EIC ชี้ว่า ครัวเรือนไทยรายได้ลดลงโดยเฉพาะรายได้จากการทํางาน และส่วนใหญ่กําลังอยู่ในช่วงลดหนี้

จึงลดรายจ่ายและต้องพึ่งพาเงินช่วยเหลือจากทางอื่นมากขึ้น ครัวเรือนที่มีหนี้สินมากกว่าครึ่งมีปัญหารายได้ไม่พอรายจ่าย ทั้งหมดกดดันให้กําลังซิ้อและการบริโภคในประเทศอ่อนแอ ซึ่งคงเป็นปัญหาต่อถึงปีหน้า

ส่วนรายงานจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ชี้ว่า ธุรกิจเอสเอ็มอีเผชิญแรงกดดันด้านต้นทุน สภาพคล่อง และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันลดลงและภาวะการผลิตชะลอตัว โดยเฉพาะเอสเอ็มอีรายย่อย (Micro SME) ซึ่งเป็นผลส่วนหนึ่งจากการบริโภคในประเทศที่อ่อนแอ

ในแง่นโยบาย รัฐบาลคงต้องทําเพิ่มหลายอย่างเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ไปต่อได้ดีในปีหน้า และอาจขยายตัวได้ถึงสามเปอร์เซนต์อย่างที่หวัง ในความเห็นผม รัฐบาลควรต้องทําอย่างน้อยสองเรื่อง

1. เดินหน้าเร่งแก้หนี้ครัวเรือนที่กําลังลดลงต่อ เพราะนี่คือหินก้อนใหญ่ที่กดทับการใช้จ่ายในประเทศและการเติบโตของเศรษฐกิจ กระบวนการลดหนี้ของครัวเรือนที่กําลังเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหา นํามาสู่การชะลอตัวของการบริโภคอย่างที่เห็นเพราะครัวเรือนเลือกที่จะไม่ใช้จ่าย

ถ้ากระบวนการลดหนี้สามารถไปต่อได้ สนับสนุนด้วยมาตรการภาครัฐ ถึงจุดหนึ่ง หนี้ครัวเรือนและหนี้เสียจะลดลงถึงระดับที่ธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบมีความมั่นใจที่จะปล่อยกู้ จุดนั้นคือขั้นตอนที่สอง ที่จะทําให้สินเชื่อกลับมาขยายตัวอย่างเข้มแข็ง นําไปสู่การฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจ รวมถึงสินเชื่อเอสเอ็มอี

2. สร้างเงื่อนไขให้การลงทุน FDI ของธุรกิจไฮเทคกระจายประโยชน์ต่อเศรษฐกิจในวงที่กว้างขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี ด้วยแรงจูงใจด้านภาษีและเงื่อนไขพิเศษจากการส่งเสริมการลงทุน เช่น ลดหย่อนภาษีถ้าบริษัทไฮเทคที่เข้ามาลงทุนซื้อสินค้าบริการจากเอสเอ็มอีไทยในการตั้งโรงงานหรือในกระบวนการผลิต หรือให้เเรงจูงใจถ่ายทอดความรู้ด้วยการลดหย่อนภาษี

ถ้าบริษัทไฮเทคจัดตั้ง lab วิจัยร่วมกับมหาวิทยาลัยในประเทศ หรือจัดฝึกอบรมเพิ่มทักษะด้านเทคโนโลยี่ให้กับบุคลากรหรือเอสเอ็มอีไทย สิ่งเหล่านี้คือ โอกาสการเชื่อมต่อระหว่าง FDI กับเศรษฐกิจที่รัฐบาลควรสร้างขึ้นและทำให้เกิดประโยชน์

3. ธปท. กระทรวงคลัง ออกโปรแกรมสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยตํ่าให้ SMEs ที่ต้องการยกระดับด้านดิจิทัลหรือ AI เทคโนโลยี่ของตน เพื่อให้สามารถเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของธุรกิจเทคระดับโลก เป็นต้น

มาตรการเหล่านี้คือ ตัวอย่างของสิ่งที่ทําได้ที่จะช่วยทั้งลดความไม่สมดุลของการฟื้นตัวและสร้างความต่อเนื่องให้กับการฟื้นตัว โดยใช้โมเมนตั้มที่กําลังเกิดขึ้นจากการลงทุนจากต่างประเทศเป็นตัวนํา เหมือนอย่างที่จีนเคยทําเมื่อสามสิบปีก่อน

 

ดอกเบี้ยกําลังดี แต่อย่าให้การฟื้นตัวเป็นตัว K