วันจันทร์ ที่ 29 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อ ‘เรื่องไม่จริง’ และ ข่าวลือ กลายเป็น ‘เรื่องปกติของสังคม’

ทุกวันนี้มีการบอกกล่าว มีการชักชวนให้เชื่อในเรื่องที่ขาดหลักฐาน ขาดตรรกะมารองรับ เกิดขึ้นซ้ำซากจากคนใหญ่คนโต คนดัง จนกลายเป็นสิ่งที่ผู้คนยอมรับกันโดยทั่วไป

คนไม่น้อยที่เริ่มยอมรับว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นความจริง แม้ว่าจะไม่มีเหตุผลหรือข้อมูลที่น่าเชื่อถือมารองรับ ขอเพียงแค่คนดังบอกมา บอกซ้ำซากจนเรื่องไร้ตรรกะ กลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้กันไปแล้ว

 ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านการสื่อสารในสังคม แต่เป็นปัญหาด้าน “บรรทัดฐานทางความคิด” (Cognitive Norms) และ “วัฒนธรรมการรับรู้ความจริง” (Epistemic Culture) ของสังคม ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการตัดสินใจ ประสิทธิภาพการทำงาน และความยั่งยืนของสังคมในระยะยาว

บรรทัดฐานเทียม (False Norms) คือสถานการณ์ที่ความเชื่อหรือพฤติกรรมบางอย่างได้รับการยอมรับว่าเป็นเรื่องปกติ ทั้งที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริง หลักฐาน หรือเหตุผลที่เพียงพอ

เช่น การเชื่อว่าความเห็นของผู้มีอำนาจถูกต้องเสมอ การยอมรับข่าวลือเป็นว่าเรื่องจริง การตะแบงแก้ตัวอย่างไม่มีเหตุผล ซึ่งหากเกิดขึ้นซ้ำๆ ผู้คนจะเริ่มมองว่านี่คือ “เรื่องปกติของสังคม”

ดูเผินๆ อาจคิดว่า บรรทัดฐานเทียม ไม่ได้ทำให้เราสูญเสียอะไร ฟังคนใหญ่คนโต ตะแบงแก้ตัวเรื่องนั้นเรื่องนี้ แทบทุกวัน ไม่เห็นว่าเราจะมีอะไรแย่ลง ซึ่งผิดถนัด

เพราะ บรรทัดฐานเทียม หากพบเจออยู่เป็นประจำ จะส่งผลเสียนานาประการกับวัฒนธรรมการรับรู้ความจริง กระบวนการคิดของตัวเราจะย่ำแย่ลง เริ่มตั้งแต่ความสามารถในการแยกแยะข้อเท็จจริงจะลดลง 

งานวิจัยทางจิตวิทยาพบว่า มนุษย์มีแนวโน้มเชื่อข้อมูลที่ได้ยินบ่อย แม้ว่าข้อมูลนั้นจะไม่ถูกต้องก็ตาม 

เมื่อสังคมเต็มไปด้วยข้อความที่ถูกกล่าวซ้ำโดยไม่มีตรรกะ ไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ ผู้คนจะค่อยๆ ใช้ “ความคุ้นเคย” แทน “ความจริง” เป็นเกณฑ์ตัดสิน ทำให้การคิดเชิงวิเคราะห์จะลดลง การตรวจสอบข้อมูลลดลง การยอมรับข้อสรุปที่ไร้ตรรกะ จะเป็นไปโดยอัตโนมัติ

บรรทัดฐานเทียมยังทำลายความมั่นใจในการใช้เหตุผลของตนเอง เมื่อผู้คนเห็นว่าคำกล่าวที่มีข้อมูลหลักฐาน มีตรรกะ กลับไม่ได้รับความสนใจ ในขณะที่คำกล่าวอ้างที่ไม่มีเหตุผลกลับได้รับการยอมรับซ้ำๆ จนเชื่อไปว่า “เหตุผลไม่มีความสำคัญในที่นี้แล้ว” 

ความเชื่อมั่นในการใช้วิจารณญาณของตนเองจะค่อยๆ ถูกบั่นทอน บรรทัดฐานเทียมทำให้เราสูญเสียการตัดสินใจที่ดีในที่สุด

เมื่อสูญเสียการตัดสินใจที่ดีไปแล้ว แม้จะไม่ได้เชื่อเรื่องที่สร้างขึ้นตามบรรทัดฐานเทียม แต่คิดว่าการแสดงความเห็นต่างไม่มีผล หรืออาจสร้างความเสี่ยงต่อความสัมพันธ์ หรือความก้าวหน้าในงาน เราจะเลือกที่จะเงียบ เริ่มคิดว่า “พูดไปก็ไม่มีประโยชน์” ทำให้ “ เรื่องไม่จริง” กลายเป็น “เรื่องปกติ”

ถ้าไม่ต้องการกลายเป็นเหยื่อของบรรทัดฐานเทียม ให้สร้างวัฒนธรรมที่สอบทานทุกครั้งว่า “หลักฐานคืออะไร” “ตรรกะคืออะไรในเรื่องนั้น รวมทั้งจดจำไว้เสมอว่า ใครเคยตะแบงเรื่องใดมาบ้าง จะช่วยลดความลำเอียงที่จะเชื่อว่า เรื่องไม่จริงกลายเป็นเรื่องจริง หากคนนี้เป็นคนพูด

ตระหนักไว้ว่าบรรทัดฐานเทียมมักเกิดจากคนเดิมๆ ที่เคยตะแบงเรื่องไม่จริงอยู่เป็นประจำ เพียงแต่ต่างกรรมต่างวาระเท่านั้น

ตั้งคำถามกับคำบอกกล่าวที่เราสงสัย แม้ว่าคนรอบตัวจะพากันเชื่อไปแล้วก็ตาม งานวิจัยเตือนไว้ว่า คนเรามีแนวโน้มที่จะเชื่อไปตามคนรอบตัว แม้ว่าในตอนแรกจะไม่เชื่อก็ตาม

อิทธิพลของความเชื่อของคนรอบตัวจะกดดันให้เรายอมรับว่า “ เรื่องไม่จริง” กลายเป็น “เรื่องปกติ” เพื่อให้เราไม่มีความขัดแย้งกับคนรอบตัว เพื่อให้เราไม่ถูกคนรอบตัวโดดเดี่ยว 

การเงียบกับคำบอกกล่าวที่น่ากังขาแม้จะเป็นทางเลือกที่ทำได้ง่ายๆ แต่ไม่ได้ช่วยทำให้สังคมดีขึ้น ในทางตรงข้ามกลับทำให้ วัฒนธรรมการรับรู้ความจริงและความเป็นเหตุเป็นผลของสังคมนั้นลดลง ซึ่งไม่เป็นผลดีใดๆ กับความยั่งยืนของสังคมนั้น

ตระหนักไว้เสมอว่า คนใหญ่คนโตที่ชอบสร้าง “เรื่องไม่จริง” กลายเป็น “เรื่องปกติ” ต้องการให้เราเปลี่ยนความคิดจาก “เรื่องนี้เป็นความจริงหรือไม่?” ไปเป็น “เรื่องนี้เชื่อคนที่บอกได้หรือไม่?” ได้เพียงเท่านี้ หลักฐานและตรรกะก็มาทีหลังวาทะคนใหญ่คนโตไปแล้ว