สงครามแท็กทีมระหว่างสหรัฐ/อิสราเอลกับอิหร่าน เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการประเมินสถานการณ์ผิดพลาด (misread) ที่นำไปสู่ภาวะติดหล่ม (quagmire) ปฏิบัติการทางอากาศและทางทะเล
แม้การสู้รบครั้งใหญ่ใช้เวลากว่า 6 สัปดาห์ (ใกล้เคียงกับการประมาณการทางเทคนิค) แต่ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อทำให้ต้นทุนทางเศรษฐกิจโลกสูงขึ้น สั่นคลอนเสถียรภาพในตะวันออกกลางและความสูญเสียของพลเรือนในอิหร่าน อิสราเอลและเลบานอน
การตัดสินใจทำสงครามต่อต้านอิหร่านของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ นับเป็นอีกครั้งหนึ่งที่สหรัฐฯ ต่อสู้กับประเทศที่อ่อนแอกว่าโดยไม่มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนเชิงยุทธศาสตร์ ทฤษฎีแห่งชัยชนะที่ต้องการ (end state) และกลยุทธ์การถอนตัว (exit strategy)
สงครามครั้งนี้มีนัยสำคัญแตกต่างจากสงครามในอัฟกานิสถาน อิรักและเวียดนามเพราะจนถึงขณะนี้สหรัฐฯ ยังมิได้ส่งกำลังทหารราบเข้าปฏิบัติการในอิหร่าน
บล.บัวหลวง (BLS) นำข้อมูลเชิงปริมาณของคู่สงครามมาจำลองสถานการณ์แบบ Monte Carlo อย่างง่ายจำนวน 5,000 รอบโดยอ้างอิงสมมติฐานเทียบเคียงข้อเท็จจริงความเหนือกว่าทางอากาศของสหรัฐฯ
เครือข่ายกลุ่มพันธมิตรตัวแทนอิหร่านและความเสี่ยงช่องแคบฮอร์มุซชี้ว่า การรบที่มีความเข้มข้นสูงมีแนวโน้มอยู่ในช่วง 4 – 8 สัปดาห์และมีโอกาสร้อยละ 96.1 ที่การรบหลักจะจบภายใน 6 สัปดาห์
แบบจำลองดังกล่าวจัดทำขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ว่า สหรัฐฯสามารถรักษาความเหนือกว่าทางอากาศได้อย่างเด็ดขาด
ด้วยฝูงบินรบ Stealth รุ่นที่ 5 และกองเรือบรรทุกเครื่องบินที่ปฏิบัติการทั่วโลก (สหรัฐฯมีงบประมาณกลาโหมมากกว่าอิหร่านเกือบ 40 เท่า อีกทั้งยังมีความได้เปรียบด้านเทคโนโลยี) สามารถโจมตีเป้าหมายยุทธศาสตร์ได้อย่างแม่นยำโดยไม่จำเป็นต้องยกพลขึ้นบก
เน้นทำลายเป้าหมายโครงสร้างทางทหารมากกว่าการเข้ายึดครองประเทศ (Wealth Insight | Geopolitics เหตุใดสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านจึงมีแนวโน้มไม่ยืดเยื้อ Bualuang Securities 9 มีนาคม 2026)
รัฐบาลทรัมป์ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีความสับสนทางยุทธศาสตร์ในการทำสงคราม เนื่องจากการประกาศจุดประสงค์อย่างหลากหลาย เพื่อบรรลุความมุ่งหมาย
อาทิ กำจัดทางเลือกในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ทำลายกองกำลังขีปนาวุธและกองทัพเรือรวมทั้งโค่นล้มระบอบการปกครองของอิหร่าน
ผู้สนับสนุนรัฐบาลอาจโต้แย้งว่าจุดประสงค์ทั้งหมดเป็นส่วนเสริมกันไม่ใช่ทางเลือกแต่อย่างใด ยุทธศาสตร์ของประธานาธิบดีทรัมป์ คือ การพยายามทำทุกอย่างตามจุดประสงค์ตั้งแต่สูงสุดไปจนถึงต่ำสุด
ผลลัพธ์สูงสุด คือ แก้ปัญหาอิหร่านได้อย่างสมบูรณ์ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (regime change) หากไม่สำเร็จ อย่างน้อยที่สุดก็ได้จัดการปัญหาโดยทำให้อิหร่านอ่อนแอลงชั่วคราว
ความพยายามทำสงครามของสหรัฐฯ กำหนดด้วยความไม่สอดคล้องทางยุทธศาสตร์ เริ่มจากการข่มขู่โดยใช้นโยบายการทูตเรือปืน ปฏิบัติการทางทหารโดยไม่ได้เตรียมการสื่อสารกับชาวอเมริกันหรือชี้แจงเป้าหมายที่ชัดเจนและสามารถบรรลุได้
ประธานาธิบดีทรัมป์แถลงในช่วงกลางดึก เรียกร้องให้ประชาชนอิหร่านลุกขึ้นต่อต้านและโค่นล้มรัฐบาลของตน ซึ่งเป็นการปูทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองอย่างแท้จริง
(America Has No Good Options in IranTrump Needs an Off-Ramp Ilan Goldenber March 23, 2026 https://www.foreignaffairs.com/iran/america-has-no-good-options-iran?check_logged_in=1)
หลังจากสงครามเริ่มต้นและอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซไม่ให้เรือส่วนใหญ่แล่นผ่าน ประธานาธิบดีทรัมป์คงรู้สึกประหลาดใจกับการกระทำดังกล่าว แต่ พีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมปฏิเสธ
เขาย้ำว่ากระทรวงกลาโหมมีแผนจะเปิดเส้นทางสำคัญนี้อีกครั้ง จากนั้นประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้จีนและพันธมิตรในยุโรปช่วยเปิดเส้นทางดังกล่าว
การสู้รบผ่านไป 3 สัปดาห์ การโจมตีตอบโต้ซาลงจนถึงช่วง 7 - 8 เมษายน 2569 สหรัฐฯ และอิหร่านประกาศหยุดยิงชั่วคราวโดยปากีสถานเป็นผู้ไกล่เกลี่ย
อย่างไรก็ตาม การหยุดยิงดังกล่าวไม่ได้ครอบคลุมถึงเลบานอน ซึ่งอิสราเอลได้โจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ขณะเดียวกันผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวในเขตฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจอร์แดน (West Bank) ก่อความรุนแรงต่อชุมชนชาวปาเลสไตน์เพิ่มขึ้นนับตั้งแต่เริ่มสงครามอิหร่าน
แม้ในบางกรณีอิสราเอลออกแถลงการณ์ประณามการก่อความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิว แต่รัฐบาลฝ่ายขวาจัดได้ขยายการตั้งถิ่นฐานเข้าไปในพื้นที่พิพาท
มีรายงานชี้ให้เห็นว่าทางการอิสราเอลไม่ได้ดำเนินการทางกฎหมายใด ๆ ต่อผู้ตั้งถิ่นฐานซึ่งก่อความรุนแรงนับตั้งแต่ปี 2563
ในระดับนานาชาติ ประเทศต่างๆ พยายามควบคุมความรุนแรงจากผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวผ่านการคว่ำบาตร และได้เตือนผู้รับเหมาก่อสร้างที่ทำงานในพื้นที่เวสต์แบงก์อย่างผิดกฎหมาย
เนื่องจากกองกำลังป้องกันประเทศอิสราเอล (IDF) กำลังต่อสู้ในหลายแนวรบ กำลังพลสำรองในท้องถิ่นที่ประกอบด้วยผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวอาจถูกดึงมาทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยในเขตยึดครองมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งทำให้ปัญหาทวีความรุนแรง
(Terror Escalates in the West Bank as Settler Violence Intensifies INTELBRIEF June 12, 2026 Available at: https://thesoufancenter.org/intelbrief-2026-june-12/)
การรักษาความปลอดภัยส่วนใหญ่ในเขตเวสต์แบงก์อยู่ภายใต้การดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปัจจุบันนำโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงแห่งชาติ อิตามาร์ เบน-กวิร์ ได้รับการแต่งตั้งซึ่งก่อให้เกิดข้อถกเถียง
(เบน-กวิร์ เคยถูกศาลอิสราเอลตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาปลุกปั่นให้เกิดการเหยียดเชื้อชาติและสนับสนุนกลุ่มก่อการร้าย คือ พรรคคัช (Kach) พรรคชาตินิยมสุดโต่งของอิสราเอล ซึ่งถูกกำหนดให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายในปี 1994 หลังจากผู้สนับสนุนคนหนึ่งสังหารหมู่ชาวปาเลสไตน์ที่กำลังประกอบพิธีกรรมทางศาสนา)
นอกจากนี้ ทหารจำนวนมากในกองพันระดับภูมิภาคของกองทัพอิสราเอลในเขตเวสต์แบงก์ก็เป็นผู้ตั้งถิ่นฐาน
หากไม่มีการตรวจสอบและรับผิดชอบอย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบกับสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคทวีความรุนแรงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ตุลาคม 2566 คาดว่าการก่อเหตุและการสูญเสียชีวิตจากความรุนแรงของผู้ตั้งถิ่นฐานชาวยิวคงจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง (ยังมีต่อตอนที่ 2)


