ปัจจุบัน โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ ไม่ว่าจะเป็น เทคโนโลยี เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม แม้กระทั่งรูปแบบในการดำเนินชีวิตของทุกผู้คน ทำให้ความรู้ที่เคยทันสมัยเมื่อวานนี้กลายเป็นล้าสมัยในวันนี้
และสิ่งที่เราเรียนรู้ในห้องเรียนเมื่อหลายปีก่อน อาจไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและการทำงานในอนาคตอีกต่อไป
“การเรียนรู้ตลอดชีวิต” (Lifelong Learning) จึงไม่ใช่เป็นเพียง “ทางเลือก” อีกต่อไป แต่เป็น “ความจำเป็น” ที่กำหนด “ทางรอด” สำหรับเราทุกคน ทุกองค์กรและทุกสังคม
“การเรียนรู้ตลอดชีวิต” หมายถึง กระบวนการแสวงหาความรู้ ทักษะความชำนาญ ประสบการณ์ และปัญญาอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงชีวิตตั้งแต่เกิดจนถึงวัยชรา โดยไม่จำกัดเฉพาะการศึกษาในระบบโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยเท่านั้น
แต่รวมถึงการเรียนรู้จากการทำงาน การอ่านหนังสือ การฝึกอบรม การใช้เทคโนโลยี การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และการเรียนรู้ที่เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวัน
ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงไม่ใช่เพียงการสะสมความรู้เท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาศักยภาพของเราทุกคนให้สามารถปรับตัว คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างคุณค่าใหม่ๆ ให้แก่ตนเองและสังคมได้อย่างต่อเนื่อง การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงเปรียบเสมือนเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของเราทุกคนด้วย
คนที่อยู่บ้าน คนที่ไม่ได้ประกอบอาชีพ หรือคนที่เกษียณอายุแล้ว ก็สามารถเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ได้ตลอดเวลา เช่น การศึกษาความรู้ด้านสุขภาพเพื่อดูแลตนเอง การบริหารการเงินครอบครัว การทำเกษตร การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การเรียนภาษา หรือการพัฒนาทักษะงานอดิเรกต่างๆ ซึ่งช่วยให้ชีวิตมีคุณค่า มีความสุข และสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น
คนที่กำลังตกงาน ควรมองช่วงเวลาดังกล่าวเป็น “โอกาสแห่งการพัฒนา” มากกว่าเป็น “วิกฤติแห่งชีวิต” โดยใช้เวลาศึกษาความรู้ใหม่ ฝึกทักษะดิจิทัล เรียนรู้การประกอบธุรกิจออนไลน์ การตลาดสมัยใหม่ หรือการพัฒนาทักษะวิชาชีพใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสในการกลับเข้าสู่ตลาดแรงงาน
คนทำงานทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็น ภาคราชการหรือภาคเอกชน ยิ่งมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี กฎระเบียบ และสภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น การหยุดเรียนรู้ในวันนี้ อาจหมายถึงการถูกทิ้งไว้ข้างหลังในวันพรุ่งนี้ เพราะเราตามไม่ทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว
ทุกวันนี้ การเรียนรู้ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงในห้องเรียน เพื่อการสอบให้ผ่านหรือการได้รับปริญญาเท่านั้น แต่ควรแสวงหาความรู้รอบด้าน พัฒนาทักษะการคิด การสื่อสาร การทำงานเป็นทีม ความเป็นผู้นำ การใช้เทคโนโลยี และอื่นๆ ด้วย เพราะในความเป็นจริงแล้ว นายจ้างมักจะให้ความสำคัญกับ “ทักษะความสามารถ” (สมรรถนะ) มากกว่าคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว
ในอดีต เรามักเชื่อว่า “ห้องเรียน” คือแหล่งเรียนรู้หลักของชีวิต แต่ในปัจจุบัน ความรู้กระจายอยู่ทุกหนทุกแห่ง โดยเฉพาะนอกห้องเรียน การเรียนรู้ในห้องเรียนมีข้อดี คือมีหลักสูตร มีครูสอน มีผู้เชี่ยวชาญคอยชี้แนะ มีการวัดผล และมีความเป็นระบบ
แต่การเรียนรู้นอกห้องเรียนกลับมีความยืดหยุ่นสูงกว่า สามารถตอบสนองต่อความต้องการเฉพาะบุคคลและสังคมได้มากกว่า เพราะบ่อยครั้ง บทเรียนที่มีคุณค่าที่สุดในชีวิตไม่ได้เกิดขึ้นในห้องเรียน แต่เกิดจากความผิดพลาดและประสบการณ์จริงที่เราได้เผชิญด้วยตนเอง ทั้งในที่ทำงานหรือที่บ้านและทุกหนแห่ง
ปัจจุบัน เราทุกคนสามารถเรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสือ การค้นคว้าในห้องสมุด อินเทอร์เน็ต สื่อดิจิทัล หลักสูตรออนไลน์ การประชุมสัมมนา ชมรมวิชาชีพ ชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือแม้แต่การเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงในการทำงาน
ความเป็นจริงในวันนี้ ก็คือองค์กรที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกมักเป็น “องค์กรแห่งการเรียนรู้” (Learning Organization)
องค์กรแห่งการเรียนรู้ จะเป็นองค์กรที่ส่งเสริมให้บุคลากรทุกระดับสามารถเรียนรู้ พัฒนา และแบ่งปันองค์ความรู้อย่างต่อเนื่องเป็นระบบ จนเกิดนวัตกรรมและการปรับปรุงงานอย่างไม่หยุดยั้ง
องค์กรที่มีวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ จะไม่มองความผิดพลาดเป็นเรื่องที่น่าอับอาย แต่จะมองเป็นบทเรียนสำหรับการพัฒนาตนเอง เพื่อจะเติบโตต่อไปได้
การพัฒนาองค์กร จึงต้องเริ่มต้นด้วยการพัฒนาบุคลากร เพื่อส่งเสริมให้คิดเป็น วิเคราะห์เป็น เรียนรู้ ตั้งคำถาม และเสนอแนวคิดใหม่ๆ อยู่เสมอ
แม้ว่าทุกคนจะมีโอกาสเรียนรู้ แต่ไม่ใช่ทุกคนจะประสบความสำเร็จจากการเรียนรู้ เพราะขึ้นอยู่กับ (1) ทัศนคติแห่งการเรียนรู้ (2) ความใฝ่รู้ หรือความอยากรู้อยากเห็น (3) วินัยในการเรียนรู้ (4) การเปิดใจรับการเปลี่ยนแปลง
(5) การนำความรู้ไปปฏิบัติ และ (6) การเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น ด้วยการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ ที่ทำให้ช่วยให้ทุกคนให้เกิดปัญญาที่ลึกซึ้งกว่าการเรียนรู้แต่เพียงลำพัง
เพราะฉะนั้น ในโลกยุคใหม่นี้ ผู้ที่อยู่รอดและประสบความสำเร็จจึงไม่ใช่ผู้ที่แข็งแรงที่สุดหรือฉลาดที่สุด หากแต่เป็นผู้ที่สามารถเรียนรู้และปรับตัวได้ดีที่สุด การเรียนรู้ที่สมบูรณ์และเป็นประโยชน์ต่อการดำรงชีวิต จึงต้องผสมผสานทั้งการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัยเข้าด้วยกัน
เมื่อคนในองค์กรเรียนรู้ องค์กรก็เติบโต ประเทศชาติก็พัฒนาด้วย ปัญหาสำคัญอยู่ที่ว่า เราจะทำอย่างไรให้คนรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะไม่เรียนรู้ อยู่ไม่ได้ ครับผม !


