วันพฤหัสบดี ที่ 25 มิถุนายน 2569

Login
Login

พลิกโจทย์เกษตรไทย คิดใหม่เพื่อไปต่อ

ภาคเกษตรไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยกสำคัญ เมื่อสูตรสำเร็จแบบเดิมที่เคยพาประเทศเติบโตจากความอุดมสมบูรณ์และความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ไม่เพียงพออีกต่อไป

ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งผลิตภาพลดลงจนนำไปสู่การสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และมาตรการการค้าด้านสิ่งแวดล้อมในตลาดโลก ความท้าทายเหล่านี้กำลังบีบให้ภาคเกษตรไทยต้องทบทวนเส้นทางการพัฒนาว่าจะทำอย่างไรให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้

๐ โจทย์ที่รู้คำตอบ แต่ต้องเปลี่ยนวิธีการ

ที่ผ่านมา การแก้ไขปัญหาภาคเกษตรไทยมักเน้นไปที่การใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มผลิตภาพ และแปรรูปเพิ่มมูลค่า โดยมุ่งหวังว่าจะช่วยให้รายได้ของเกษตรกรและผู้ประกอบการดีขึ้นทั้งระบบ

แต่ทว่า การใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตรไทยยังเป็นไปอย่างจำกัด เนื่องจากข้อจำกัดด้านความรู้ ทักษะ และความสามารถของเกษตรกรในการปรับใช้เทคโนโลยี รวมทั้งข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเงินทุนและระบบสนับสนุนที่ยังไม่ทั่วถึง

เช่นเดียวกันกับการแจกจ่ายเครื่องจักร หรืออุปกรณ์เทคโนโลยีการเกษตรเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางที่เหมาะสม เพราะหากขาดความรู้ในการใช้ ขาดตลาดที่รองรับผลผลิต หรือขาดผู้รับซื้อที่ให้ราคาเป็นธรรม ปัจจัยเหล่านั้นก็ไม่สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนผ่านในภาคเกษตร ทั้งในแง่ของรายได้ และการสร้างความสามารถในการแข่งขันที่ยั่งยืนได้

โจทย์สำคัญของภาคเกษตรไทยจึงไม่ใช่การขาดเทคโนโลยี หากแต่เป็นการขาดกลไกที่ช่วยเชื่อมโยงผู้เล่นตลอดห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่เกษตรกรต้นน้ำ ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ผู้ประกอบการแปรรูป ไปจนถึงตลาดปลายทาง ให้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดความไว้วางใจกันระหว่างผู้เล่นตลอดห่วงโซ่

บทเรียนของการพัฒนาภาคเกษตรที่ผ่านมา สะท้อนว่ากลไกความร่วมมือที่เป็นธรรมระหว่างผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่การผลิตช่วยเพิ่มศักยภาพของเกษตรกรและยกระดับห่วงโซ่การผลิตสินค้าเกษตรทั้งระบบ ตั้งแต่การรวมกลุ่มระหว่างเกษตรกรด้วยกันเองเพื่อร่วมบริหารจัดการในระบบแปลงใหญ่ 

ที่ช่วยให้เกษตรกรก้าวข้ามข้อจำกัดด้านการเข้าถึงเทคโนโลยี และยังช่วยสร้างอำนาจต่อรองในการเข้าถึงบริการและปัจจัยการผลิตได้ในราคาที่เหมาะสมยิ่งขึ้น ไปจนถึงการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเกษตรกรกับภาคเอกชน 

ตัวอย่างที่น่าสนใจคือ การพัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างผู้เล่นตลอดห่วงโซ่ เพื่อแก้ปัญหาห่วงโซ่อุปทานแบบแยกส่วน (fragmented value chain) ที่ผู้เล่นแต่ละฝ่ายต่างทำงานโดยขาดข้อมูลของกันและกัน

แพลตฟอร์มนี้จะทำให้เกษตรกรสามารถวางแผนการเพาะปลูกให้สอดคล้องและตรงกับความต้องการของตลาด ขณะที่ผู้ให้บริการเครื่องจักรและเทคโนโลยีก็เห็นความต้องการในพื้นที่และเข้าไปให้บริการได้ตรงจุด

การเชื่อมโยงข้อมูลนี้ยังช่วยให้การจับคู่ระหว่างอุปสงค์และอุปทานเกิดขึ้นได้ง่ายและแม่นยำขึ้น ลดความสูญเสีย อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาของสินค้าเพื่อรองรับมาตรฐานการค้าใหม่ ๆ ได้ โดยมีผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำ เป็นแกนนำในการส่งเสริมผลิตภาพ การแปรรูป และการเพิ่มมูลค่าตลอดห่วงโซ่

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าภาคการเกษตรของไทยจะเริ่มมีกลไกความร่วมมือต่างๆ เกิดขึ้น แต่แนวทางดังกล่าวยังไม่เกิดเป็น “วัฒนธรรมเชิงคุณภาพ” หรือแนวปฏิบัติปกติที่ผู้เล่นทุกระดับยึดถือร่วมกัน ส่วนใหญ่มักเป็นเพียงความพยายามของเกษตรกรบางกลุ่มหรือบางธุรกิจเท่านั้น

อีกทั้งกลไกส่วนใหญ่ยังมีปัญหาในมิติความยั่งยืน ซึ่งหากจะให้กลไกเหล่านี้ยั่งยืนได้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการ “พึ่งพา” และ “ผลัก” ภาระการพัฒนาไปไว้ที่ผู้ใดผู้หนึ่ง มาเป็นการ “ร่วมกันพัฒนา” พร้อมทั้งประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ที่ขยายไปมากกว่าแค่เกษตรกรและผู้ประกอบการ

เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันร่วมกันของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐที่ต้องเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเชื่อมั่นในกลไกที่มีอยู่แต่เดิมของระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง และเกษตรกรกับผู้ประกอบการกลางน้ำและปลายน้ำ

กลไกความร่วมมือระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคเกษตรจะเกิดขึ้นและพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเชื่อมั่นว่าข้อตกลงจะเป็นธรรมและได้รับการบังคับใช้จริง

ภาครัฐจึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่สามารถทำหน้าที่เป็นหลักประกันความเป็นธรรม สนับสนุนความร่วมมือ และส่งเสริมความต่อเนื่องของความร่วมมือ ซึ่งเป็นบทบาทที่กลไกตลาดเพียงลำพังไม่สามารถสร้างได้

๐ บทบาทใหม่ของรัฐ: ผู้สร้างกลไกความร่วมมือ

ภาครัฐควรสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนาภาคเกษตรของไทย และสนับสนุนให้เกิดกลไกที่เป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน เช่น การขับเคลื่อนเชิงระบบที่ใช้การตลาดนำ และอาศัยกลไกห่วงโซ่อุปทานเป็นตัวเชื่อมโยง โดยเริ่มจากการส่งเสริมผู้ประกอบการให้เป็นแกนนำในการกำหนดมาตรฐานและความต้องการของตลาด 

แล้วขยายแรงจูงใจไปสู่เกษตรกรต้นน้ำ ควบคู่กับการสนับสนุนเกษตรกรในการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างเกษตรกรด้วยกันเอง รวมทั้งการสนับสนุน ลดข้อจำกัดของเกษตรกรและผู้ประกอบการในการใช้เทคโนโลยีในกระบวนการเพาะปลูกพืชและการแปรรูปสินค้าเกษตรชนิดต่าง ๆ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและอุปสงค์ด้านเทคโนโลยีทางเกษตร

กล่าวโดยสรุป การผลักดันให้ภาคเกษตรไทยสามารถปรับตัวและพัฒนาได้อย่างยั่งยืนนั้น ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างเกษตรกร ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาครัฐ เพื่อร่วมกันยกระดับการผลิต พัฒนามาตรฐาน เพิ่มมูลค่าสินค้า และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน

ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร การสนับสนุนงานวิจัยและนวัตกรรมเกษตร และการส่งเสริมการปรับใช้เทคโนโลยี ที่จะสามารถช่วยเกษตรกรไทยในการปรับตัวได้ท่ามกลางวิกฤติและการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ

นอกจากนี้ การผลักดันนโยบายควรมุ่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการพัฒนากลไกเชิงระบบ ซึ่งก็คือการลดอุปสรรคที่ทำให้ผู้เล่นแต่ละฝ่ายไม่สามารถร่วมมือหรือปรับตัวได้ เช่น การทำให้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือที่ผู้เล่นทุกระดับเข้าถึงได้จริงในต้นทุนที่เหมาะสม

การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลและการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตกับตลาด ตลอดจนการเปิดตลาดและทบทวนกฎเกณฑ์ทางการค้าทั้งภายในและภายนอกประเทศที่เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต 

เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการสามารถอยู่รอดและแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในโลกที่เปลี่ยนแปลง และนำพาภาคเกษตรไปสู่ก้าวของการพัฒนาต่อไป