“แผนแม่บท” อาจกำหนดเป้าหมายได้แต่อุตสาหกรรมสื่อมักถูกกำหนดด้วย “Roadmap” มากกว่าเพราะในโลกแห่งความเป็นจริง คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราอยากไปที่ไหน แต่คือเราจะไปถึงที่นั่นได้อย่างไร
ประเด็นดังกล่าวกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง ภายหลังการพิจารณาแผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ฉบับใหม่ของ กสทช. แม้แผนแม่บทจะได้รับความเห็นชอบแล้วแต่ Roadmap การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยังต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติม
เหตุการณ์ดังกล่าวอาจสะท้อนภาพที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ประเทศไทยเริ่มเห็นภาพอนาคตแล้วแต่เส้นทางไปสู่อนาคตนั้นยังไม่ชัดเจน หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ปรากฏในแผนแม่บทฉบับใหม่ คือแนวคิดเรื่อง Television National Streaming Platform
แม้จะยังเป็นเพียงการศึกษาแนวทางและขอบเขตการสนับสนุน แต่การที่แนวคิดดังกล่าวถูกบรรจุอยู่ในเอกสารนโยบายระดับประเทศ ย่อมสะท้อนให้เห็นว่าภาครัฐเริ่มตระหนักแล้วว่า อนาคตของการรับชมเนื้อหาอาจไม่ได้อยู่บนโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ชมไม่ได้เปลี่ยนเพียงอุปกรณ์รับชม แต่กำลังเปลี่ยนวิธีการบริโภคสื่อ โทรทัศน์ วิทยุ วิดีโอออนไลน์ สื่อสังคมออนไลน์ และ บริการสตรีมมิง กำลังหลอมรวมเข้าหากันมากขึ้นทุกวัน
ผู้ชมอาจเริ่มรับชมรายการจากโทรศัพท์มือถือ ดูต่อผ่าน Smart TV และจบการรับชมบนแพลตฟอร์มอีกแห่งหนึ่ง โดยไม่เคยรับรู้เลยว่ากำลังเปลี่ยนจากโลกของการแพร่ภาพกระจายเสียงเข้าสู่โลกของอินเทอร์เน็ต
คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่าโทรทัศน์จะอยู่หรือไม่อยู่ เพราะในความเป็นจริง โทรทัศน์ยังคงอยู่ แต่กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “โครงข่าย” ไปเป็น “เนื้อหา” และจาก “ช่องรายการ” ไปเป็น “บริการบนแพลตฟอร์ม” หากเป็นเช่นนั้น การออกแบบอนาคตของอุตสาหกรรมสื่อไทยอาจไม่ใช่เรื่องของใบอนุญาตเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของการออกแบบระบบนิเวศสื่อใหม่ทั้งระบบ
หลายประเทศเริ่มมองเรื่องนี้ในมิติที่กว้างกว่ากิจการโทรทัศน์ สหราชอาณาจักรมี BBC iPlayer ฝรั่งเศสมี France.tv สิงคโปร์มี mewatch แพลตฟอร์มเหล่านี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อแข่งขันกับผู้ให้บริการเอกชนเพียงอย่างเดียว
แต่ถูกออกแบบให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสื่อสาธารณะในยุคดิจิทัล พื้นที่ที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข่าวสาร ความรู้ วัฒนธรรม และเนื้อหาที่มีคุณค่าต่อสังคมผ่านช่องทางที่สอดคล้องกับพฤติกรรมการรับชมยุคใหม่
คำถามจึงไม่ใช่ว่าประเทศไทยควรมี National Streaming Platform หรือไม่ แต่คือ หากวันหนึ่งประเทศไทยต้องการมีแพลตฟอร์มลักษณะดังกล่าว ใครควรเป็นผู้ลงทุน ใครควรเป็นผู้กำกับดูแล ใครควรเป็นเจ้าของข้อมูล และจะออกแบบอย่างไรให้เป็นพื้นที่สาธารณะที่รักษาความเป็นอิสระได้อย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือสิ่งที่ยังไม่มีคำตอบ เพราะในขณะที่แผนแม่บทผ่านความเห็นชอบแล้ว Roadmap กลับยังต้องกลับไปศึกษาเพิ่มเติมในหลายประเด็นสำคัญ โดยเฉพาะเรื่องโครงข่าย MUX และการจัดสรรคลื่นความถี่ในอนาคต ประเด็นนี้อาจดูเป็นเรื่องเทคนิค แต่สำหรับอุตสาหกรรมโทรทัศน์ นี่คือคำถามระดับโครงสร้าง
เพราะในขณะที่หลายฝ่ายกำลังจับตาปี 2572 ซึ่งเป็นช่วงสิ้นสุดใบอนุญาตทีวีดิจิทัล โครงข่าย MUX บางส่วนกำลังจะเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดสิทธิในปี 2571 ก่อนหน้านั้นคำถามสำคัญจึงยังคงอยู่ ประเทศไทยจะออกแบบโครงสร้างโครงข่ายโทรทัศน์ในอนาคตอย่างไร จำนวน MUX ที่เหมาะสมควรเหลือเท่าใด จะมีการประมูลใหม่หรือไม่ และบทบาทของภาครัฐในระบบโครงสร้างพื้นฐานสื่อควรเป็นอย่างไร
เช่นเดียวกับประเด็นการเปลี่ยนผ่านของระบบดาวเทียม C-Band ที่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเติม ซึ่งสะท้อนว่าการเปลี่ยนผ่านจากโลกเดิมไปสู่โลกใหม่ยังเป็นโจทย์ที่ต้องการคำตอบอีกมาก
หากมองในภาพใหญ่ มติครั้งนี้อาจมีความสำคัญมากกว่าการเห็นชอบแผนแม่บทฉบับหนึ่ง เพราะเป็นสัญญาณว่า ประเทศไทยเริ่มขยับจากการคิดเรื่อง “กิจการโทรทัศน์” ไปสู่การคิดเรื่อง “ระบบสื่อ” และเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตที่ใหญ่กว่าการต่ออายุใบอนุญาตหรือการจัดสรรคลื่นความถี่
บางทีโจทย์สำคัญของประเทศไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่การออกแบบอนาคตของโทรทัศน์ แต่คือการออกแบบอนาคตของระบบสื่อ ในวันที่โทรทัศน์ วิทยุ แพลตฟอร์ม และบริการดิจิทัล กำลังหลอมรวมเป็นสิ่งเดียวกัน และนั่นอาจเป็นคำถามที่ใหญ่กว่าทั้ง MUX ปี 2571 และใบอนุญาตปี 2572 เสียอีก
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อชวนคิดเชิงนโยบายเกี่ยวกับอนาคตอุตสาหกรรมสื่อไทยในยุคดิจิทัล


