วันอังคาร ที่ 23 มิถุนายน 2569

Login
Login

ชวนกันมา ‘รู้ทันโลก’ และ ‘รู้ทันโลภ’ กันเถอะ

ไทยเราเผชิญโรคเรื้อรังเชิงโครงสร้าง “2 ต่ำ 1 สูง” ผู้ว่าการแบงก์ชาติเคยกล่าวไว้ถึงปัญหา 3 ด้าน คือ “ผลิตภาพต่ำ เหลื่อมล้ำสูงและหนี้ครัวเรือนสูง” ทำให้เศรษฐกิจของประเทศโตต่ำต่อเนื่อง

ทางรอดจากเรื่องนี้ ไม่ใช่เพียงรอความช่วยเหลือ แต่ควรเริ่มต้นจากที่ตัวเราด้วยคาถากู้ชีพ 2 คำ คือ “รู้ทันโลก” ภายนอกที่เปลี่ยนไว เพื่อเพิ่มผลิตภาพและ “รู้ทันโลภ” ภายในจิตใจของเราเอง เพื่อปกป้องตนเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางการเงิน และให้มีพฤติกรรมทางการเงินที่ดี รู้จักใช้เงินเป็น

เรื่องแรก คือ การ “รู้ทันโลก” ด้วยการอัปเกรดทักษะสู่อนาคต ด้วยความที่โลกปัจจุบันหมุนไว เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว การจะแก้ปัญหาผลิตภาพต่ำและความเหลื่อมล้ำ เราต้องเลิกทำงานแบบเดิมๆ แต่ (1) ต้องเติมทักษะอนาคตทั้ง Digital & AI/ Green/ Soft skills โดยเฉพาะการปรับตัวได้ไว (Adaptability)  

(2) เรียนรู้ตลอดชีวิตโดยทิ้งสิ่งเก่าที่ล้าสมัย (Unlearn) แล้วพร้อมรับสิ่งใหม่ (Relearn) อยู่เสมอ และ (3) การสร้างมูลค่าให้ตัวเอง โดยเสริมทักษะที่หุ่นยนต์ยังแทนที่ไม่ได้ เช่น ความเข้าใจผู้อื่น (Empathy)

ภายใต้ข้อจำกัดด้านสังคมสูงวัยที่เราเผชิญอยู่ จำนวนแรงงานถดถอยลงเรื่อยๆ การเพิ่มคุณภาพคนเป็นสิ่งจำเป็น แบงก์ชาติเล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาคนเพื่อตอบโจทย์โลกใหม่

ทางมูลนิธิ 50 ปี ธปท. ซึ่งเป็นหนึ่งในภาคี All for Education ของ กสศ. จึงได้ให้ทุนผ่านโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง เพื่อให้นักเรียนยากจน ด้อยโอกาสรอดพ้นจากการเป็นทักษะแรงงานต่ำ เติบโตเป็นพลังแรงงานในสาขาขาดแคลนค่ะ

การสร้างเด็กใหม่เพียงอย่างเดียวอาจไม่ทันการณ์ สิ่งที่ทุกช่วงวัยควรทำ คือ การตื่นตัวที่จะ Reskill & Upskill อยู่เสมอ เพื่อมิให้ตกยุค โดยมีกรณีศึกษาที่น่าสนใจคือ “SkillsFuture” ของสิงคโปร์ โดยภาครัฐให้เครดิตแก่พลเมืองที่อายุ 25 ปีขึ้นไป เพื่อไปเรียนรู้อัปเดตทักษะใหม่ๆ ตลอดชีวิต (Lifelong learning)

อีกเรื่องที่มีความสำคัญอย่างมาก คือ การ “รู้ทันโลภ”  โลภ หมายถึง ความอยากได้ไม่รู้จักพอ ดังนั้น เราต้องรู้เท่าทัน (1) มิให้ตกเป็นเหยื่อมิจฉาชีพทางการเงินที่อาศัยทั้งความโลภและความกลัวเป็นเครื่องมือล่อลวง โดยต้องเข้าใจว่า ในโลกนี้ไม่มีของฟรีและไม่มีการลงทุนใดที่จะได้ผลตอบแทนสูงลิ่วโดยไม่มีความเสี่ยง

สิ่งสำคัญคือ สติ โดยต้องเช็กก่อนเชื่อ อย่าโอนไว อย่าให้ข้อมูลส่วนตัวกันนะคะ (2) รู้จักใช้เงินเป็นและระวังกับดัก “ใช้ก่อน จ่ายทีหลัง”

เราต้องรู้เท่าทันความอยาก (want) กับ ความจำเป็น (need) ของตัวเราก่อน เพื่อแยกแยะให้ได้ ซึ่งจะนำมาสู่การปรับพฤติกรรมให้ใช้เงินเป็นคือ (1) ใช้ให้ช้า คิดก่อนใช้ว่าจำเป็นหรือไม่ (2) ใช้ให้ชนะ โดยเปรียบเทียบราคาก่อนจ่าย

(3) ใช้ให้รู้ทัน อย่าโดนโปรโมชันหลอกให้ซื้อเยอะ/ เร็วกว่าจำเป็น และ (4) ใช้ให้แคร์อนาคต โดยสูตรการเงินที่ดี คือ รายจ่ายต้องมาจากเงินเหลือ ภายหลังจากที่กันเงินออมไว้แล้ว

สาเหตุหลักของคนไทยที่มีหนี้มาจากรายจ่ายสูงกว่ารายได้อย่างต่อเนื่อง โดยหนี้ครัวเรือนไทยมี 3 ลักษณะที่น่ากังวล คือ (1) เป็นหนี้เร็วขึ้น โดย 50% ของคนไทยอายุ 30 ปี มีหนี้ และประมาณ 1 ใน 5 เป็นหนี้เสีย (2) เป็นหนี้มากขึ้น โดยสัดส่วนประชากรที่เป็นหนี้เพิ่มขึ้นจาก 20% เป็นกว่า 30%

และ (3) เป็นหนี้นานขึ้น แม้เกษียณก็ยังใช้หนี้ไม่หมด โดยคนอายุ 60-69 ปี มีหนี้เฉลี่ยราว 4.5 แสนบาทต่อราย ส่วนคนอายุ 70-79 ปี มีหนี้เฉลี่ยเกือบ 3 แสนบาท

แบงก์ชาติได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาหนี้อย่างต่อเนื่อง ล่าสุดมีโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” เพื่อช่วยเหลือคนตัวเล็ก ให้สามารถหลุดพ้นจากภาระหนี้เสียกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ นอกจากนี้ยังได้ออกมาตรการลดรายจ่ายแก่ประชาชน ด้วยการปรับลดและยกเลิกเก็บค่าธรรมเนียม 4 ประเภท รวม 19 รายการ

ได้แก่ (1) บัญชีเงินฝาก 3 รายการ (2) บัตรอิเล็กทรอนิกส์ 3 รายการ (3) ธุรกรรมการชำระเงิน 8 รายการ และ (4) การให้สินเชื่อ SMEs 5 รายการ ประชาชนจะได้รับสิทธิโดยอัตโนมัติ โดยจะทยอยเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ก.ค. ไปจนถึง 1 ต.ค.2569 เพื่อให้เวลาแก่ผู้ให้บริการทางการเงินเตรียมความพร้อมและปรับระบบ

หนทางที่จะดับทุกข์แก้ปัญหาหนี้ได้แบบยั่งยืน คือ การแก้ที่สาเหตุด้วยการปรับพฤติกรรมการใช้จ่ายเงิน โดยเฉพาะการลดรายจ่าย ซึ่งสามารถทำเองได้เลย ส่วนที่อาจพิจารณาทำเพิ่มเติมได้ตามกำลัง คือ การหารายได้เพิ่มและการขายทรัพย์สินเพื่อไปโปะลดภาระหนี้สิน

ที่ต้องระวังคือ สิ่งเร้าและความไม่รู้ ที่จะทำให้ผู้บริโภคก้าวเข้าสู่กับดักหนี้อย่างไม่ทันระวังตัว การให้ความรู้ทางการเงินและสิทธิที่ลูกหนี้ควรรู้ เป็นเรื่องที่แบงก์ชาติตั้งใจสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนให้มากขึ้นค่ะ

ที่ผ่านมา แบงก์ชาติมีบทบาทนำด้านการให้ความรู้ทางการเงิน โดยร่วมมือกับพันธมิตรในหลายมิติ อาทิ การให้ความรู้ผ่านหลักสูตรทางการเงิน และ Train the trainer โครงการครูสตางค์ ตลอดจนการบรรยายและจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการปรับพฤติกรรมให้รู้จักการใช้เงินเป็น รวมถึงมีคลังความรู้ สตางค์ story ใน web site ที่ผู้สนใจสามารถเข้าอ่านได้ตลอดเวลา

ล่าสุดแบงก์ชาติดำเนินการเชิงรุกเพิ่มเติมเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินแก่ประชาชน โดยจะเข้ากำกับสินเชื่อ Buy Now Pay Later (BNPL) ตามที่ผู้ว่าฯ คุณวิทัย รัตนากร กล่าวเมื่อ 2 มิ.ย.2569 ในงาน GovernorConnect ให้เห็นภาพการใช้งาน BNPL ที่โตเร็วมาก จาก 6 แสนบัญชีในปี 2564 เป็นเกือบ 5 ล้านบัญชี ในปี 2567 

สินเชื่อ BNPL ที่ใช้งานง่าย อาจทำให้ผู้บริโภคได้รับวงเงินและผ่อนจ่ายแบบไม่รู้ตัว ทำให้เป็นหนี้เร็วและก่อหนี้โดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะกลุ่มอายุน้อยและรายได้น้อย ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีหนี้และเป็น NPL สูงอยู่แล้ว แบงก์ชาติจึงอยู่ระหว่างพิจารณาการเข้าไปกำกับผู้ให้สินเชื่อแก่ผู้ซื้อสินค้าจากแพลตฟอร์มซื้อ-ขายออนไลน์ในการให้บริการ โดยคาดว่าจะเห็นแนวทางกำกับ BNPL ที่ชัดเจนภายในปีนี้

การ “รู้ทันโลก” คือ หาเงินเก่งและถูกทิศ ส่วน “รู้ทันโลภ” คือ ใช้เงินเป็นและรักษาให้ปลอดภัย หากเรา “รู้ทันโลก” เราจะไม่มีวันตกงาน ขณะที่หากเรา “รู้ทันโลภ” เราจะหลุดพ้นจากกับดักหนี้ได้ค่ะ ผู้เขียนขอชวนทุกท่านมาร่วมกันปรับพฤติกรรมทั้งการเสริมทักษะอนาคตและการใช้เงินเป็นอยู่เสมอนะคะ

*บทความนี้เป็นความคิดเห็นส่วนบุคคล จึงไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับความเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด