วันจันทร์ ที่ 22 มิถุนายน 2569

Login
Login

วิเคราะห์บทบาทและท่าทีประธาน FED คนใหม่

นาย เควิน วอร์ช ได้รับแต่งตั้งเป็นประธานคณะกรรมการธนาคารกลางสหรัฐ หรือ FED โดยประธานาธิบดีทรัมป์เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐเมื่ออาฑิตย์ที่แล้วจึงเป็นการประชุมครั้งแรก

ที่นาย วอร์ช เป็นประธาน ผลออกมามีทั้งสมหวังคือเป็นไปตามคาดและผิดหวังเป็นไปตามคาดคือ เฟดคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 3.5-3.75 เปอร์เซนต์ และนาย วอร์ช บุกหนักเรื่องปฏิรูปการทํานโยบายการเงินของเฟดตามที่เคยให้ความเห็นไว้

โดยตั้งทีมงานเข้ามาดูห้าเรื่องเพื่อทบทวนวิธีการทํานโยบายเงินของเฟด ที่ผิดหวังคือนายวอร์ชไม่ได้ให้ความเห็นหรือตอบคําถามอะไรเลยเรื่องเศรษฐกิจในช่วงแถลงข่าว ทําให้ยากที่จะประเมินว่านโยบายการเงินในยุคประธานเฟดคนใหม่จะเป็นอย่างไร นี่คือประเด็นที่จะเขียนวันนี้

ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐเป็นตำแหน่งที่ทรงอิทธิพลมากสุดในตลาดการเงินโลก เพราะนโยบายการเงินสหรัฐมีผลต่อปริมาณเงิน ทิศทางอัตราดอกเบี้ย และต้นทุนสินเชื่อทั่วโลก ผ่านเงินดอลลาร์สหรัฐที่เป็นเงินสกุลหลักของโลก

ใครที่เข้ามารับตำแหน่งนี้จึงเป็นที่จับตาของตลาดการเงินว่าจะมีแนวคิดอย่างไรและมีความเป็นอิสระในการทําหน้าที่หรือไม่ เป็นประเด็นที่ตลาดการเงินให้ความสำคัญ

นาย เควิน วอร์ช ต่างกับผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐคนก่อนๆมาก คือมาคนละพิมพ์ ไม่ใช่นักเศรษฐศาสตร์ ไม่ใช่นักวิชาการ ภูมิหลังเป็นนักธุรกิจ นักการเงิน นักลงทุน มีประสบการณ์นโยบายสาธารณะเพราะเคยทำงานกับฝ่ายการเมือง

และเคยเป็นกรรมการธนาคารกลางสหรัฐอายุน้อยสุดสมัยวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐ ปี 2008 จึงคุ้นเคยกับวิธีการทํางานของเฟด มุมมองของตลาดการเงิน และความคิดของนักการเมือง

เขาเห็นว่าธนาคารกลางสหรัฐต้องปรับปรุงหลายอย่างในการหน้าที่รักษาเสถียรภาพราคาหรือ Price Stability เพื่อให้พันธกิจขององค์กรประสพความสำเร็จ และได้ยํ้าเรื่องนี้มาตลอด

ในการประชุมอาฑิตย์ที่แล้ว เขาไม่ได้ทําให้ผิดหวัง แม้การตัดสินใจเรื่องอัตราดอกเบี้ยจะตรงกับที่ตลาดการเงินคาด คือ ยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับร้อยละ 3.50-3.75 แต่เนื้อหาการแถลงข่าวและวิธีการสื่อสารกับตลาดการเงินหลังการประชุมแสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน

1. ใบแถลงข่าวผลการประชุมคราวนี้สั้นและกระชับกว่าเดิมมาก ลดขนาดจากเดิมที่มีประมาณ 300คํา เหลือไม่ถึงครึ่ง มีเพียงผลการตัดสินใจ คะเเนนเสียงที่กรรมการโหวต ภาวะเศรษฐกิจสรุปสั้นๆ สามบรรทัด และย้ำเรื่องการรักษาเสถียรภาพราคา ไม่มีการชี้ทิศทางการปรับอัตราดอกเบี้ยในอนาคต หรือ Forward Guidance เหมือนในอดีต เป็นใบแถลงข่าวที่ถูกมองว่าความโปร่งใสลดลง

2. แม้มีการเปิดเผยความเห็นกรรมการเรื่องทิศทางเศรษฐกิจ การว่างงาน และอัตราดอกเบี้ย (The Dot Plot) เป็นปรกติในเอกสารสรุปการคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจ (SEP) แต่คราวนี้ไม่มีตัวเลขคาดการณ์ของประธานเฟดเพราะนายวอร์ชไม่เห็นประโยชน์ตัวเลขดังกล่าวในการทำนโยบายการเงิน จากที่ทุกอย่างเปลี่ยนเร็วทำให้ความคิดคนเปลี่ยนได้

อย่างไรก็ตาม ความเห็นกรรมการส่วนใหญ่ห่วงเรื่องเงินเฟ้อที่อัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 จากปีก่อน และกรรมการ 9 คนมองว่าอัตราดอกเบี้ยคงปรับขึ้นอย่างน้อยหนึ่งครั้งในช่วงครึ่งหลังปีนี้

3. การแถลงข่าวและตอบคําถามโดยประธานเฟดหลังการประชุมยังมีเหมือนเดิม โดยนาย วอร์ชเป็นผู้แถลงข่าวเอง แต่ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องเศรษฐกิจหรือเหตุผลของการยืนอัตราดอกเบี้ยนโยบาย นอกเหนือจากที่เขียนไว้ในใบแถลงข่าว

แต่ที่ยํ้ามากคือ เป้าหมายการรักษาเสถียรภาพราคา ที่เฟดจะยืดถือต่อไป และยํ้าที่จะปฏิรูปวิธีการทำนโยบายการเงินของเฟดให้ตรงกับพันธกิจ (Fit to Purpose)

โดยแต่งตั้งคณะทํางานเข้ามาดูห้าเรื่อง การสื่อสาร งบดุลธนาคารกลางสหรัฐ ข้อมูลที่ใช้ในการทํานโยบาย ผลิตภาพและการจ้างงานในยุคเทคโนโลยี่ และกรอบเงินเฟ้อ ในห้าเรื่องนี้จะทบทวนตั้งแต่หลักการ ตั้งคําถามเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ใช้ในปัจจุบัน พิจารณาทางเลือกอื่น และเสนอสิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลงให้ผู้ทำนโยบาย ซึ่งทั้งหมดคาดว่าจะเสร็จในปีนี้

ตลาดการเงินตอบรับการแถลงข่าวครั้งแรกของประธานเฟดทั้งบวกและลบ บวกคือเเนวคิดที่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่มีอยู่ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่จะทําให้นโยบายการเงินมีประสิทธิภาพ ทันกับเหตุการณ์ และแม่นยำมากขึ้น ที่ลบคือ ความคลุมเครือ ความไม่แน่นอนของนโยบายการเงินที่มีมากขึ้น

เพราะไม่ชัดเจนว่าเฟดมองเศรษฐกิจอย่างไรและทิศทางนโยบายการเงินจะเป็นอย่างไร ไม่มีการชี้ทางหรือเเนะนําจากเฟดเหมือนในอดีต ทำให้ต่างคนต่างต้องปรับตัว ผลคือความผันผวนในตลาดการเงินมีมากขึ้น เห็นได้จากทั้งตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตรที่ปรับลดลงหลังแถลงข่าว

ในแง่นโยบายการเงิน เศรษฐกิจสหรัฐขณะนี้กําลังชะลอ แม้ตัวเลขการจ้างงานดูดี แต่อัตราเงินเฟ้อกําลังเร่งตัวจากผลของราคาพลังงานที่สูงขึ้น ในภาวะเช่นนี้ การลดดอกเบี้ยเสี่ยงที่จะนําเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะ Stagflation

ขณะที่การขึ้นดอกเบี้ยก็เสี่ยงที่จะทําให้เศรษฐกิจสหรัฐยิ่งชะลอ ประมาณการเงินเฟ้อของคณะกรรมการเฟดตาม SEP ล่าสุด มองว่าอัตราเงินเฟ้อสหรัฐจะปรับลงเหลือร้อยละ 3.6 สิ้นปีนี้ ซึ่งมีความเป็นไปได้ ถ้าสงครามคลี่คลายและราคาน้ำมันเริ่มลดระดับ

ดังนั้น การไม่ทําอะไรตอนนี้ในแง่ดอกเบี้ย (Look through ) น่าจะเป็นทางเลือกที่ดี จึงมีความเป็นไปได้ที่ FED ภายใต้ประธานใหม่จะยังไม่ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยไปถึงไตรมาสสามหรือถึงสิ้นปี รอผลการศึกษาเพื่อเริ่มทุกอย่างใหม่ ยกเว้นมีเหตุการณ์คาดไม่ถึงที่ทำให้เฟดต้องปรับนโยบาย

สําหรับ การปฏิรูปการทํานโยบายการเงินของเฟด ผมมีความเห็นสองเรื่อง

เรื่องแรก เห็นด้วยที่เฟดจะยกเลิก Forward Guidance เพราะไม่จำเป็น เป็นสิ่งที่เฟดนํามาใช้ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 หลังอัตราดอกเบี้ยนโยบายปรับลงเป็นศูนย์เพื่อยืนยันว่าอัตราดอกเบี้ยจะยืนระดับตํ่าต่อไปเพิ่อกระตุ้นการใช้จ่ายและจูงใจให้สถาบันการเงินลดดอกเบี้ย ซึ่งปัจจุบันไม่ใช่สถานการณ์นั้น

อัตราดอกเบี้ยนโยบายกลับมาเป็นบวกและเศรษฐกิจขยายตัว ไม่ใช่วิกฤติ การไม่มี Foreward Guidance จะทำให้ตลาดการเงินต้องวิเคราะห์เอง ตัดสินใจเองเรื่องทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด เป็นอีกลักษณะหนึ่งของการแข่งขันในตลาดการเงินที่ควรมีเหมือนในอดีต

เรื่องที่สอง เป้าอัตราเงินเฟ้อร้อยละ 2 ที่เฟดอธิบายว่าเป็นเป้าระยะยาว ซึ่งเฟดเริ่มใช้เป้านี้สมัย นาย เบน เบอร์นานเก เป็นประธานเฟดเมื่อปี 2012 แต่ปัจจุบันโลกได้เปลี่ยนไปมาก

ปัจจัยที่เคยสนับสนุนให้อัตราเงินเฟ้ออยู่ในเกณฑ์ตํ่าสมัยนั้น เช่น โลกาภิวัตน์ การค้าเสรี และเสถียรภาพทางการเมือง ปัจจุบันไม่มีแล้ว ตรงข้าม เรามีความแตกแยกทางเศรษฐกิจ การกีดกันทางการค้า สงคราม และภูมิรัฐศาสตร์

ทั้งหมดคือ การเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างที่ทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น การทบทวนกรอบเงินเฟ้อของเฟดจึงมีเหตุมีผล เพราะชัดเจนว่าช่วงห้าปีที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อสหรัฐไม่เคยเข้าเป้าที่ร้อยละ 2 ซึ่งกระทบความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงินสหรัฐ

เราคงต้องตามดูว่าประธานเฟดคนใหม่จะไปอย่างไรต่อ ตอนนี้เป็นเพียงเริ่มต้น โดยเฉพาะความชัดเจนของทิศทางนโยบายการเงินสหรัฐ

 

วิเคราะห์บทบาทและท่าทีประธาน FED คนใหม่