เดือนพฤษภาคม 2568 สำนักพิมพ์ระดับนานาชาติชื่อ Elsevier ฟ้องกล่าวหา Meta (เดิมชื่อ Facebook) นำบทความวิจัยที่เป็นลิขสิทธิ์ของตนไปใช้ฝึก AI โดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ Meta ได้แย้งโดยอ้างเรื่อง Fair Use เพื่อสร้างนวัตกรรม
ประเด็นสำคัญไม่ใช่เพียงเรื่องลิขสิทธิ์เท่านั้น แต่รวมถึงการที่นักวิจัยทั่วโลกเป็นผู้ผลิตความรู้ แต่มักกลับต้องจ่ายเงินให้ไม่ว่าสำนักพิมพ์ใดเพื่อให้ได้ตีพิมพ์ และเมื่อความรู้นั้นถูกนำไปใช้ต่อโดยคนอื่น เช่น Meta ผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิและเรียกค่าเสียหายกลับเป็นสำนักพิมพ์ ไม่ใช่นักวิจัยหรือสังคมที่สนับสนุนการผลิตความรู้นั้น
คำถามที่ผู้เขียนอยากชวนทุกท่านหยุดคิดร่วมกัน คือ ความรู้ที่มีค่านั้น ควรถูกใช้เพื่อใคร? สังคมโดยรวม นักวิจัย ผู้ให้ทุน สำนักพิมพ์ หรือแพลตฟอร์มที่ฉวยเอาความรู้นั้นไปใช้โดยไม่ต้องจ่ายเงิน
๐ ความเจ็บปวดของนักวิจัย
ก่อนอื่นขอให้นึกภาพวงจรนี้ดู นักวิจัยคนหนึ่งใช้เวลาหลายปีศึกษาประเด็นสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย เช่น ปัญหามลพิษอากาศ เมื่อได้ผลลัพธ์ที่มีคุณค่ากลับต้องเสียค่าตีพิมพ์ หรือ Article Processing Charge (APC) ให้สำนักพิมพ์ต่างชาติสูงถึงหลักหมื่นหรือหลักแสนต่อบทความ เพื่อให้งานได้รับการตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในทางวิชาการ
ทั้งนี้ การมีผลงานตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติระดับท็อปเป็นตัวชี้วัดหนึ่งในการประเมินอันดับของมหาวิทยาลัยทั้งในระดับประเทศและระดับโลก
หากทว่าเมื่อ AI ของบริษัทเทคโนโลยีนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ต่อ คนที่ลุกขึ้นมาฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายไม่ใช่นักวิจัย ไม่ใช่สาธารณชน แต่คือสำนักพิมพ์ที่เป็นเจ้าของสิทธิ์ตามสัญญา โดยนักวิจัยผู้ใช้ทั้งความเพียรและเวลานับปีสร้างผลงานและความรู้ แทบไม่มีเสียงใดๆ ในกระบวนการทางกฎหมายนั้นเลย
ที่น่าขมขื่นไปกว่านั้น บทวิเคราะห์ทางกฎหมายชี้ว่าสิทธิ์ตามกฎหมายในคดีนี้ตกอยู่กับ Elsevier ไม่ใช่กับนักวิจัย ดังนั้น นักวิจัยที่ตั้งใจเผยแพร่งานต่อสาธารณะ ไม่มีอำนาจแม้แต่จะถอนตัวออกจากคดี นี่คือ “วงจรธุรกิจ” ที่แต่งตัวมาในชุด“วงจรความรู้”ใช่ไหม
๐ เรื่องนี้ ไทยจ่ายแพงกว่าที่คิด
ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในกับดักตัวชี้วัดที่ให้คุณค่ากับจำนวนบทความบนฐานข้อมูลสากลและอันดับมหาวิทยาลัย จนทำให้การตีพิมพ์กลายเป็นเป้าหมายสำคัญของระบบวิจัยและตัวนักวิจัยเอง
ข้อมูลจาก สกสว. วันที่ 30 พ.ค.2569 และ TCI (Thai-Journal Citation Index Centre) ยิ่งทำให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงว่า ระหว่างปี 2563-2567 ไทยมีบทความที่เปิดดูได้ฟรี (Open Access) มากกว่า 41,000 บทความ หรือร้อยละ 53 ของบทความทั้งหมด และต้องจ่ายค่า APC สูงถึง 1.27 พันล้านบาทต่อปี
ตัวเลขนี้ชี้ว่า Open Access ไม่ได้“ฟรี” เสมอไป แม้ผู้อ่านจะเข้าถึงงานวิจัยได้โดยไม่ติดการจำกัดการเข้าถึงเนื้อหา เมื่อผู้อ่านจ่ายเงินสมัครเป็นสมาชิก หรือ paywall แต่นักวิจัย สถาบัน และงบประมาณสาธารณะกลับต้องเป็นผู้แบกรับต้นทุนนั้นแทน กล่าวคือ สังคมนั่นแหละเป็นผู้จ่ายเงินสมทบ ตั้งแต่การผลิตความรู้จนถึงการทำให้ความรู้นั้นเปิดเผยในระบบวารสารนานาชาติ
๐ ไทยจ่ายแพง แล้วผลที่ได้คุ้มไหม
ประเทศไทยกำลังติดอยู่ในระบบตีพิมพ์ที่มีต้นทุนสูง แต่ผลลัพธ์ไม่ได้สะท้อนคุณภาพหรือผลกระทบทางวิชาการเสมอไป
แม้การจ่ายค่า APC ช่วยให้งานวิจัยเข้าถึงได้แบบ Open Access แต่ด้วยค่าใช้จ่ายที่สูงมากกว่าพันล้านบาทต่อปี ทำให้ต้องตั้งคำถามว่างบประมาณวิจัยถูกใช้เพื่อสร้างประโยชน์ต่อสังคมจริง หรือเพียงเพื่อผ่านเกณฑ์ตัวชี้วัด
การจ่ายแพงไม่ได้แปลว่างานมีคุณภาพสูงหรือถูกอ้างอิงมากเสมอไป ดังนั้น ระบบวิจัยไม่ควรวัดความสำเร็จจากจำนวนบทความ ชื่อเสียงวารสาร หรือฐานข้อมูลนานาชาติเท่านั้น แต่ควรให้ความสำคัญกับการนำความรู้ไปใช้จริง ความเป็นธรรมในการเข้าถึง และผลกระทบต่อชีวิตของประชาชน
กล่าวได้ว่า ค่า APC กลายเป็น ค่าผ่านทางของระบบตีพิมพ์ ซึ่งอาจดึงงบประมาณออกจากกิจกรรมวิจัยที่สำคัญกว่า เช่น การเก็บข้อมูล การพัฒนาเครื่องมือวิจัย การสนับสนุนผู้ช่วยวิจัย และการแก้ปัญหาสังคมโดยตรง
๐ เราควรวิจัยเพื่อให้ผลงานได้ตีพิมพ์ หรือเพื่อตอบโจทย์สังคม
เป็นที่น่าเสียใจที่ระบบการเลื่อนตำแหน่งในปัจจุบันสร้างแรงจูงใจให้นักวิจัยปรับหัวข้อให้สอดคล้องกับความสนใจของวารสารชั้นนำ มากกว่าจะเริ่มต้นจากปัญหาสังคมเร่งด่วนในประเทศ
แม้งานวิจัยไทยจำนวนไม่น้อยที่แตะประเด็นสำคัญ เช่น ปัญหาฝุ่น สุขภาพ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา หรือภาษาของกลุ่มเปราะบาง แต่ประเด็นเหล่านี้มักตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติได้ยากกว่า เพราะเป็นปัญหาเฉพาะบริบทไทยและอาจไม่สอดคล้องกับกระแสหลักของตลาดวิชาการโลก
๐ใครเป็น“เจ้าของ”ความรู้จริงๆ?
หัวใจของคดี Elsevier vs Meta ไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า AI ใช้บทความได้หรือไม่เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า“ใครเป็นเจ้าของความรู้จริงๆ” งานวิจัยจำนวนมากเกิดจากภาษีประชาชน แรงงานของนักวิจัย และโครงสร้างพื้นฐานของสถาบัน
แต่เมื่อผ่านระบบตีพิมพ์แล้วสิทธิและผลประโยชน์จำนวนมากกลับตกอยู่กับสำนักพิมพ์เอกชน หมายความว่านักวิจัยสูญเสียสิทธิ์นั้นไปโดยทั้งจำยอมและไม่รู้ตัว
ในบริบทไทย คำถามนี้ยิ่งสำคัญ เมื่อประเทศต้องจ่ายค่า APC กว่าพันล้านบาทต่อปี แต่ประชาชนอาจยังไม่เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้จากงานวิจัย ระบบเช่นนี้จึงเป็นได้เพียงแค่ระบบเผยแพร่ความรู้ และที่เลวร้ายไปกว่านั้น คือเป็นกลไกที่ดึงทรัพยากรของประเทศเข้าสู่ตลาดวิชาการโลก ภายใต้ชื่อของ“ความเป็นสากล”
๐ จาก Open Access สู่ Open Science ที่เป็นธรรมกว่า
ทางออกจึงไม่ใช่การปฏิเสธ Open Access แต่ต้องทำให้การเข้าถึงที่เป็นธรรมกว่า แนวคิด Thailand Open Science for ALL ของ Thailand RISE Fund และ สกสว. จึงมีความสำคัญ
โดยมีแนวทางคือ การเจรจา Read and Publish กับสำนักพิมพ์ต่างประเทศ การปรับเกณฑ์ประเมินให้ยอมรับวารสารไทยในฐานข้อมูลสากล และการสนับสนุนกองบรรณาธิการ ผู้เชี่ยวชาญภาษา และผู้ประเมินนานาชาติ
ข้อเสนอเหล่านี้จะเกิดผลได้จริงเมื่อเราเลิกมองวารสารไทยเป็น“ทางเลือกรอง” แต่มองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานความรู้ของประเทศที่ทำให้งานวิจัยถูกนำไปใช้ประโยชน์ต่อสังคมได้อย่างแท้จริง
๐ คำถามที่สังคมไทยต้องตอบร่วมกัน
คดี Elsevier vs Meta อาจเป็นเรื่องที่ต้องรอคำตัดสินในศาลนิวยอร์ก แต่สำหรับประเทศไทยคำถามสำคัญกว่านั้น คือ ภาษีที่ประชาชนจ่ายนั้น สร้างผลลัพธ์อะไรกลับคืนสู่สังคมบ้าง ช่วยแก้ปัญหาฝุ่น สุขภาพ คุณภาพชีวิต หรือความเหลื่อมล้ำได้จริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงตัวเลขที่ทำให้ระบบประเมินพึงพอใจ
ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยต้องร่วมกันออกแบบระบบวิจัย ที่ไม่ได้วัดความสำเร็จจากจำนวนบทความเท่านั้น แต่วัดจากความรู้ที่เข้าถึงได้ ใช้ประโยชน์ได้ และเปลี่ยนคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง.


