วันอาทิตย์ ที่ 21 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมืองสุราษฎร์ธานี ความท้าทายจากวิกฤติภูมิอากาศ

เมืองสุราษฎร์ธานีที่ถูกโอบล้อมด้วยธรรมชาติและเต็มไปด้วยโครงข่ายของสายน้ำ จากป่าต้นน้ำลงสู่พื้นที่ชุ่มน้ำผืนใหญ่ ก่อนจะไหลออกสู่อ่าวไทย

ภูมินิเวศ “สามน้ำ” ทั้งน้ำจืด น้ำกร่อยและน้ำทะเล ได้หล่อเลี้ยงวิถีชีวิต เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของผู้คนมาอย่างยาวนาน

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ สัญญาณความท้าทายครั้งสำคัญจากวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ จากการคาดการณ์ในพื้นที่ชี้ว่า ในอีกประมาณ 30 ปีข้างหน้า อุณหภูมิเฉลี่ยของสุราษฎร์ธานีมีแนวโน้มสูงขึ้นราว 1 องศาเซลเซียส ปริมาณฝนอาจเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 2 แต่มีความแปรปรวนมากขึ้น ขณะที่ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้นอีกประมาณ 20-30 เซนติเมตร 

ปัจจัยเหล่านี้กำลังเพิ่มความเสี่ยงต่อปัญหาน้ำท่วม น้ำทะเลหนุน การกัดเซาะชายฝั่ง และความเปราะบางของระบบนิเวศเมืองอย่างต่อเนื่อง ภัยเงียบเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อพื้นที่ชายฝั่ง แต่กำลังกระทบต่อคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจเมือง ระบบระบายน้ำ พื้นที่เกษตรกรรม ตลอดจนความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติของเมืองโดยรวม 

โดยเฉพาะสุราษฎร์ธานีซึ่งเป็น “เมืองลุ่มน้ำชายฝั่ง” ที่มีระบบนิเวศเชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำ พื้นที่ชุ่มน้ำ จนถึงอ่าวไทย และมีพื้นที่ชุ่มน้ำสำคัญกว่า 9.53 แสนไร่ หรือประมาณร้อยละ 11.83 ของพื้นที่จังหวัด ซึ่งถือเป็นฐานทรัพยากรสำคัญทั้งด้านน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ และวิถีชีวิตของผู้คน แต่หลายพื้นที่เริ่มเผชิญแรงกดดันจากการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น

เช่นเดียวกับเมืองลุ่มน้ำชายฝั่งทั่วโลก ที่กำลังเผชิญคำถามสำคัญว่า เมืองจะปรับตัวอย่างไรท่ามกลางความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต คำตอบของเมืองอาจไม่ได้อยู่ที่การสร้างกำแพงคอนกรีตให้สูงขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การหันกลับมาใช้ “ธรรมชาติ” เป็นส่วนหนึ่งของการออกแบบเมืองอีกครั้ง

๐ เมื่อต้องอาศัยธรรมชาติ เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเมือง

แนวคิด “เมืองพร้อมรับปรับตัว” หรือ Urban Resilience ได้รับความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะการประยุกต์ใช้แนวคิด Nature-based Solutions (NbS) หรือ “การแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน” เพื่อช่วยให้เมืองสามารถรับมือกับความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศได้อย่างยั่งยืน

แนวคิดดังกล่าวมองว่าธรรมชาติไม่ใช่อุปสรรคของการพัฒนา หากแต่เป็น “โครงสร้างพื้นฐาน” สำคัญของเมือง ที่ช่วยจัดการน้ำ ลดความร้อน ฟื้นฟูระบบนิเวศ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนไปพร้อมกัน

สำหรับสุราษฎร์ธานี แนวคิดนี้เริ่มถูกนำมาปรับใช้ผ่านการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ชุ่มน้ำกลางเมือง ให้ทำหน้าที่มากกว่าพื้นที่พักผ่อน แต่เป็นกลไกสำคัญในการรองรับน้ำ ลดผลกระทบจากความร้อน และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับเมือง

“สวนหลวง ร.9” กำลังถูกพัฒนาให้เป็นต้นแบบของ “โครงสร้างพื้นฐานสีเขียว-สีน้ำเงิน” (Blue-Green Infrastructure) ที่ช่วยรองรับน้ำหลาก ชะลอน้ำ และสร้างสุขภาวะให้กับคนเมือง ควบคู่กับการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยพบพรรณพืชและพรรณสัตว์อย่างน้อย 222 ชนิดในพื้นที่

เมืองสุราษฎร์ธานี ความท้าทายจากวิกฤติภูมิอากาศ

ขณะเดียวกัน “หย่อมป่าพรุน้ำจืด มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี” แม้จะเป็นพื้นที่ธรรมชาติขนาดเล็ก แต่กลับมีความหลากหลายทางชีวภาพไม่น้อยกว่า 275 ชนิด และทำหน้าที่เสมือนพื้นที่ดูดซับน้ำและปอดของเมือง

เมืองสุราษฎร์ธานี ความท้าทายจากวิกฤติภูมิอากาศ

พื้นที่ทั้งสองแห่งสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาเมืองในอนาคตไม่จำเป็นต้องแยกขาดจากธรรมชาติแต่สามารถออกแบบให้ธรรมชาติกลายเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานเมือง เพื่อสร้างความยืดหยุ่นและคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับผู้คนได้พร้อมกัน

๐ คืนพื้นที่ให้ธรรมชาติ สร้างอนาคตให้เมือง

สุราษฎร์ธานีกำลังแสดงให้เห็นว่า เมืองแห่งอนาคตอาจไม่ได้วัดจากจำนวนอาคารสูงหรือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่คือ เมืองที่สามารถรักษาความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน น้ำ และธรรมชาติไว้ได้อย่างสมดุล

เมืองสุราษฎร์ธานี ความท้าทายจากวิกฤติภูมิอากาศ

ภายใต้บริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น การพัฒนาเมืองจึงไม่อาจมุ่งเน้นเพียงการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือโครงสร้างพื้นฐานแบบเดิม หากแต่ต้องคำนึงถึงความสามารถในการรองรับและฟื้นตัวของระบบนิเวศควบคู่กันไป

การเพิ่มพื้นที่สีเขียว การฟื้นฟูพื้นที่ชุ่มน้ำ และการออกแบบเมืองให้ทำงานร่วมกับธรรมชาติ จึงไม่ใช่เพียงทางเลือกด้านสิ่งแวดล้อม แต่กำลังกลายเป็นกลไกสำคัญของการสร้างเมืองที่ยืดหยุ่นและน่าอยู่ในอนาคต

บทเรียนจากสุราษฎร์ธานีสะท้อนให้เห็นว่า การปรับตัวต่อวิกฤติภูมิอากาศอาจไม่ได้เริ่มต้นจากโครงสร้างขนาดใหญ่หรือเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่สามารถเริ่มต้นจากการมองเห็นคุณค่าของระบบนิเวศที่เมืองมีอยู่เดิม และออกแบบให้ธรรมชาติกลับมาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองอีกครั้ง

ท้ายที่สุดแล้ว เมืองในอนาคตอาจไม่ใช่เมืองที่เอาชนะธรรมชาติ แต่เป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ธรรมชาติได้ทำงานตามหน้าที่ และผู้คนสามารถอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างสมดุล

อ้างอิง: โครงการเสริมสร้างความสามารถของเมืองและธรรมชาติในการตั้งรับปรับตัวต่อผลกระทบจากวิกฤติสภาพภูมิอากาศ , สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (TEI) , กรมทรัพยากรน้ำ , องค์กรระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ แผนงานประเทศไทย (IUCN) , ศูนย์เตรียมความพร้อมป้องกันภัยพิบัติแห่งชาติ (adpc) , ศูนย์วนศาสตร์ชุมชนเพื่อคนกับป่า (RECOFTC) และศูนย์ออกแบบและพัฒนาเมืองจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (UDDC)