ในช่วงที่ผ่านมา บทเรียนจาก การประมูลทีวีดิจิทัลเมื่อปี 2556 ถูกหยิบยกกลับมาพูดถึงอีกครั้ง หลายคนมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเป็นตัวอย่างของการคาดการณ์ตลาดที่ผิดพลาด บางคนมองว่าเป็นปัญหาของการกำหนดจำนวนช่องรายการที่มากเกินไป
ขณะที่อีกหลายคนยังคงตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของการลงทุนในอุตสาหกรรมโทรทัศน์ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านมากว่าสิบปี คำถามสำคัญอาจไม่ใช่อีกต่อไปว่าใครตัดสินใจถูกหรือผิดหากแต่คือ เราได้เรียนรู้อะไรจากเหตุการณ์ครั้งนั้น เพราะเมื่อมองย้อนกลับไป ปัญหาที่แท้จริงอาจไม่ได้อยู่ที่การประมูล ไม่ได้อยู่ที่ผู้ประกอบการ และไม่ได้อยู่ที่หน่วยงานกำกับดูแลเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
แต่อยู่ที่ความจริงข้อหนึ่งซึ่งหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญเหมือนกัน นั่นคือ เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็วกว่ากรอบนโยบายที่ถูกออกแบบไว้เสมอ
ย้อนกลับไปในปี 2556 ประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อ คือ การเปลี่ยนจากระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินแบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิทัล ถูกมองว่าเป็นก้าวสำคัญของการปฏิรูปกิจการกระจายเสียงและโทรทัศน์ มีการจัดสรรใบอนุญาตใหม่จำนวน 24 ช่อง และเกิดการแข่งขันทางธุรกิจอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
หากมองจากบริบทในเวลานั้น แนวทางดังกล่าวไม่ได้ปราศจากเหตุผลรองรับ โทรทัศน์ยังคงเป็นสื่อหลักของประเทศ เม็ดเงินโฆษณาส่วนใหญ่ยังอยู่ในสื่อโทรทัศน์ การรับชมวิดีโอผ่านอินเทอร์เน็ตยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และบริการสตรีมมิ่งระดับโลกยังไม่ได้เข้ามามีบทบาทต่อพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การตัดสินใจในเวลานั้นเกิดขึ้นบนข้อมูลและสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่แตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นได้สะท้อนความจริงข้อหนึ่งอย่างชัดเจน เทคโนโลยีไม่ได้เปลี่ยนแปลงตามรอบใบอนุญาต
บางที นี่อาจเป็นความท้าทายที่แท้จริงของการกำกับดูแลในยุคดิจิทัล เพราะในขณะที่กฎเกณฑ์จำนวนมากถูกออกแบบบนสมมติฐานระยะยาว เทคโนโลยีกลับสามารถเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคได้ภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี หรือบางครั้งเพียงไม่กี่เดือน
ในขณะที่ใบอนุญาตทีวีดิจิทัลถูกออกแบบให้มีอายุยาวนานถึง 15 ปี โลกดิจิทัลกลับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ “สมาร์ตโฟน” กลายเป็นอุปกรณ์หลักในการ รับชมสื่อ ผ่านแพลตฟอร์มและวิดีโอออนไลน์ ได้เข้ามาแย่งเวลาการรับชมของผู้บริโภค บริการสตรีมมิ่งเปลี่ยนรูปแบบการรับชมจาก “ดูตามผังรายการ” ไปสู่ “ดูตามความต้องการ”
ขณะที่เม็ดเงินโฆษณาค่อย ๆ เคลื่อนย้ายจากสื่อดั้งเดิมไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลตามพฤติกรรมของผู้บริโภค ในเวลาเพียงไม่กี่ปี โครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ผู้ประกอบการโทรทัศน์ไม่ได้แข่งขันกับช่องโทรทัศน์ด้วยกันเองอีกต่อไป แต่กำลังแข่งขันกับ YouTube, Netflix, TikTok และแพลตฟอร์มต่างๆ ที่เข้ามาแข่งขันเพื่อแย่งเวลา ความสนใจ และเม็ดเงินโฆษณาจากผู้บริโภค
เมื่อมองย้อนกลับไป หลายคนพยายามค้นหาว่าใครเป็นผู้ประเมินอนาคตผิดพลาด แต่บางที ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่การคาดการณ์ผิด หากอยู่ที่ความเชื่อว่าอนาคตสามารถถูกกำหนดได้จากสมมติฐานที่วางไว้เมื่อสิบหรือสิบห้าปีก่อน
บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากทีวีดิจิทัลจึงอาจไม่ใช่เรื่องการประมูล ไม่ใช่เรื่องผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่คือข้อจำกัดของการออกแบบนโยบายระยะยาวในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่ากรอบเวลาของกฎเกณฑ์ที่ถูกออกแบบไว้
บทเรียนดังกล่าวไม่ได้มีความสำคัญเฉพาะกับกิจการโทรทัศน์ แต่กำลังเกิดขึ้นกับหลายภาคส่วนในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เศรษฐกิจข้อมูล หรือบริการออนไลน์รูปแบบใหม่
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า เราจะสามารถคาดการณ์อนาคตได้ถูกต้องหรือไม่ แต่คือ เราจะออกแบบระบบกำกับดูแลอย่างไรให้สามารถปรับตัวได้ทันต่ออนาคตที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่ออีกครั้ง เมื่อใบอนุญาตทีวีดิจิทัลภาคเอกชนกำลังจะสิ้นสุดลงในปี 2572 การถกเถียงเรื่องการต่ออายุ การประมูลใหม่ หรือรูปแบบการกำกับดูแลในอนาคตจึงเริ่มเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนผ่านการเรียกร้องจากหลายภาคส่วนในอุตสาหกรรมสื่อที่ต้องการเห็นความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางของกิจการโทรทัศน์หลังปี 2572 ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการใช้คลื่นความถี่ โครงสร้างการกำกับดูแล หรือแนวทางการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบนิเวศสื่อรูปแบบใหม่
ปรากฏการณ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความไม่แน่นอนในเชิงนโยบายไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะต่อหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุน การวางแผนธุรกิจ และการกำหนดยุทธศาสตร์ระยะยาวของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสื่อด้วย
อย่างไรก็ตาม หากมองให้ลึกกว่าประเด็นเฉพาะหน้า คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าหน่วยงานกำกับดูแลควรประกาศ Roadmap เมื่อใด แต่คือทุกภาคส่วนในอุตสาหกรรมได้เริ่มออกแบบอนาคตของตนเองไว้แล้วหรือยัง และหากบทเรียนจากทีวีดิจิทัลสอนอะไรเราได้สักอย่าง บทเรียนนั้นอาจไม่ใช่ว่าเราควรสร้างกฎที่ละเอียดมากขึ้น แต่คือเราควรสร้างระบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ประเด็นที่ควรถูกพูดถึงมากขึ้นในปัจจุบันอาจไม่ใช่เพียงว่าจะมีการประมูลใบอนุญาตรอบใหม่หรือไม่ แต่คือประเทศไทยมีภาพอนาคตของระบบสื่อหลังปี 2572 แล้วหรือยัง ในวันที่ผู้ชมกระจายตัวอยู่บนหลากหลายแพลตฟอร์ม รายได้โฆษณาไม่ได้ไหลเข้าสู่โทรทัศน์เพียงช่องทางเดียว
และการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของประชาชนไม่ได้เกิดขึ้นผ่านหน้าจอโทรทัศน์เท่านั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เรื่องจำนวนช่องรายการ หากแต่คือบทบาทของสื่อในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลข่าวสารของสังคมไทยจะถูกออกแบบอย่างไรในอนาคต
Roadmap ดังกล่าวอาจไม่จำเป็นต้องตอบเพียงคำถามว่าจะมีการประมูลอีกหรือไม่ แต่ควรตอบให้ได้ว่าประเทศไทยจะรักษาการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสาธารณะของประชาชนอย่างไร จะส่งเสริมการแข่งขันในระบบนิเวศสื่อรูปแบบใหม่อย่างไร และจะสร้างความสมดุลระหว่างการกำกับดูแลกับนวัตกรรมได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม Roadmap สำหรับอนาคตของระบบสื่ออาจไม่ใช่ภารกิจของภาครัฐเพียงฝ่ายเดียว บทเรียนจากทีวีดิจิทัลตลอดทศวรรษที่ผ่านมาอาจสะท้อนให้เห็นอีกด้านหนึ่งว่า อุตสาหกรรมสื่อไทยจำนวนไม่น้อยยังคงคาดหวังการกำหนดทิศทางจากหน่วยงานกำกับดูแลมากกว่าการออกแบบอนาคตของตนเอง
ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ไม่มีหน่วยงานใดสามารถคาดการณ์อนาคตแทนผู้ประกอบการได้ทั้งหมด และไม่มีมาตรการกำกับดูแลใดที่สามารถรับประกันความสำเร็จทางธุรกิจได้
ดังนั้น คำถามสำคัญอาจไม่ใช่เพียงว่าประเทศไทยมี Roadmap หลังปี 2572 แล้วหรือยัง แต่รวมถึงผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมสื่อแต่ละรายได้เตรียม Roadmap สำหรับอนาคตของตนเองไว้แล้วหรือยังเช่นกัน
เพราะท้ายที่สุด การเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมสื่ออาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับตัวของผู้เล่นทุกฝ่ายภายใต้ระบบนิเวศสื่อที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
การมี Roadmap ที่ชัดเจนสำหรับการเปลี่ยนผ่านหลังปี 2572 จึงมีความสำคัญทั้งในระดับนโยบายสาธารณะและในระดับองค์กร เพราะจะช่วยให้ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชนสามารถปรับตัวได้อย่างเป็นระบบ ลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย และเตรียมความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
เพราะในท้ายที่สุด บทเรียนที่ใหญ่ที่สุดจากทีวีดิจิทัลอาจไม่ใช่เรื่องของโทรทัศน์เลย หากเป็นบทเรียนว่าการกำกับดูแลในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถยึดติดอยู่กับสมมติฐานเดิมได้นานเกินไป เมื่อโลกเปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ความสามารถในการปรับตัวอาจมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าความสามารถในการวางแผน
และบางที บทเรียนที่มีค่าที่สุดจากยุคทีวีดิจิทัล อาจไม่ใช่เรื่องของอดีตเลย หากแต่คือการเตรียมความพร้อมสำหรับการตัดสินใจครั้งต่อไปของประเทศไทย และการเตรียมความพร้อมของอุตสาหกรรมสื่อไทยเอง ในวันที่โลกสื่อกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่เคยเป็นมา
หมายเหตุ:
• บทความนี้มิได้มุ่งวิเคราะห์ความถูกต้องหรือความเหมาะสมของการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการประมูลทีวีดิจิทัลในอดีต หากแต่ต้องการสะท้อนบทเรียนเชิงโครงสร้างจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคสื่อในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นกรณีศึกษาสำหรับการออกแบบนโยบายและระบบกำกับดูแลในยุคดิจิทัล
• ผู้เขียนเห็นว่า บทเรียนที่สำคัญที่สุดจากการเปลี่ยนผ่านสู่ทีวีดิจิทัลอาจไม่ใช่ประเด็นเรื่องจำนวนช่องรายการหรือผลประกอบการของผู้ประกอบการ หากแต่คือข้อจำกัดของการออกแบบระบบกำกับดูแลที่อิงอยู่กับสมมติฐานระยะยาว ในขณะที่เทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคสามารถเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว
ในอนาคต ความท้าทายลักษณะเดียวกันกำลังเกิดขึ้นกับแพลตฟอร์มดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ และบริการออนไลน์รูปแบบใหม่ ดังนั้น การสร้างกลไกกำกับดูแลที่มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวได้ตามการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และมองการแข่งขันในระดับระบบนิเวศมากกว่าการกำกับดูแลรายกิจการ อาจเป็นโจทย์สำคัญของประเทศไทยในทศวรรษต่อไป
ข้อมูลอ้างอิง:
• สำนักงาน กสทช., แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
• สำนักงาน กสทช., รายงานผลการเปลี่ยนผ่านสู่โทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล
• Thai PBS., มอง 10 ปีทีวีดิจิทัล อีก 4 ปี ไปต่อหรือจะพอแค่นี้
• สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa)., รายงานแนวโน้มอุตสาหกรรมดิจิทัลไทย
• สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA)., Thailand Internet User Behavior Report
• Nielsen Thailand Advertising Expenditure Reports
• Ofcom. Media Nations Report
• OECD. Digital Economy Outlook 2024


