วิวาทะเกี่ยวกับ “การชุบตัว” ซึ่งหมายถึงกรณีที่บัณฑิตจากสถานศึกษาแห่งหนึ่งขยับไปศึกษาต่อในสถาบันที่มีอันดับสูงกว่าเพื่อเพิ่มต้นทุนทางสังคมให้แก่ตนเองก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน
ผู้เขียนเห็นว่าเนื้อแท้แล้วสามารถแตกออกมาได้ 2 กลุ่มประเด็นหลัก กลุ่มแรกนั้นเกิดจากความไม่พึงพอใจที่มีบุคคลแปลกปลอมพยายามเข้ามานับรุ่นปนระหว่างผู้สำเร็จการศึกษาชั้นปริญญาโทและปริญญาตรี พบได้บ่อยครั้งในสังคม/ชุมชนของคณะที่มีระบบรุ่นพี่-รุ่นน้องเข้มแข็ง เช่น รัฐศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์
โดยมากความเป็นกลุ่มก้อนเหล่านี้มักเกี่ยวโยงพัฒนาไปเป็นเครือข่ายสำหรับใช้ประโยชน์และค้ำชูกัน ณ สนามการทำงานอีกทอดหนึ่งในอนาคต
ซึ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจได้โดยธรรมชาติ เพราะสถาบันที่มีวัฒนธรรมให้คุณค่า “เลขรุ่น” ลักษณะนี้ล้วนต้องผ่านกระบวนการรับน้องเพื่อหลอมอัตลักษณ์รวมกัน (Hazing) มาไม่มากก็น้อยตามแบบแผนดั้งเดิมของแต่ละพื้นที่ แม้ปัจจุบันกระบวนการดังกล่าวจะลดความเข้มข้นลงไปมากแล้วก็ตาม
นอกจากเหตุผลข้างต้นแล้วในหลายโอกาสยังมีจำพวก academic snobs ทั้งหลายที่มีฐานความคิดว่าเพดานการคัดกรองผู้เรียนเข้าสู่สถานศึกษาในชั้นปริญญาตรี ไม่ว่าจะสภาพการแข่งขันที่บางหลักสูตร/สาขาวิชาอาจต้องแย่งชิงที่นั่งกับนักเรียนชั้นมัธยมจากทั้งประเทศ
ไหนจะเกณฑ์การวัดผล อาทิ GAT/PAT, O-NET และ GPA นั้นรวม ๆ แล้วสูงกว่าเพดานที่ผู้เรียนชั้นปริญญาโทต้องเผชิญขณะสอบเข้ารับการศึกษาเสียอีก
ไม่แปลกที่ความรู้สึกภาคภูมิใจเหล่านี้จะก่อตัวเป็นความหวงแหนในเลขรุ่น และ “ความเป็นคนใน” ของสถาบัน (ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องผิด) ต่อให้มีพื้นเพชั้นปริญญาตรีจาก Oxbridge มาเข้าชั้นเรียนปริญญาโทในสถาบัน Top 3 พวกเขาก็ไม่คิดนับรุ่นกับผู้มาเยือนในชั้นปริญญาโท
หากกล่าวเปรียบเทียบในเชิงตรรกะคงคล้ายกับองค์กรบางแห่งในไทยที่มีการวางกรอบที่มองไม่เห็น (unwritten rule) เอาไว้จำกัดผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศไม่ให้ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำสูงสุดได้ ซึ่งทางออกก็ไม่ได้ซับซ้อน แค่ไม่พลาดไปนับรุ่นปนกับเขาเหล่านั้น
ในทางกลับกัน สิ่งที่เป็นปัญหาจริง ๆ ของเรื่องนี้ และสังคมควรช่วยกันขับเคลื่อน คือ กลุ่มที่ยังหลงผิดไปตีตราให้ “การชุบตัว” กลายเป็นเรื่องที่มีความหมายทางลบ ในยุคที่ Artificial Intelligence (AI) แทบจะกวาดตำแหน่งงานเดิม ๆ ออกไปจากตลาดแรงงาน ไม่ว่าใครต่างก็ดิ้นรนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันให้ตนเองกันทั้งนั้น โดยเฉพาะบัณฑิตใหม่
รายใดทางเลือกจำกัดก็ชุบกับหนึ่งในสถาบัน Top 2 ไทย ขณะที่กลุ่มต้นทุนทางเศรษฐกิจหรือวิชาการหนากว่าพรรคพวกหน่อยอาจเลือกออกไปชุบในต่างประเทศกับเครือ Oxbridge, Russell Group และ Ivy Leagues ข้อที่ไม่ควรละเลย คือ แม้แต่บัณฑิตชั้นปริญญาตรีจากสถาบัน Top 5 ในไทยยังมิพ้นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปใช้บริการสถานศึกษาในแวดวง Top 50-100 ของโลก
เพราะเมื่อเทียบกันบนเวทีโลกแล้ว ยอดพีระมิดอุดมศึกษาไทยยังย่ำอยู่บริเวณอันดับ 500-600 เท่านั้น เป็นรองแม้กระทั่งมหาวิทยาลัยอายุต่ำ 50 ปีจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ฉะนั้น ลักษณาการดังกล่าวล้วนเข้าข่าย “การชุบตัว” ทั้งสิ้น
ในแง่บริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงเร็วจนทุกองค์กรเรียกร้องหาแรงงานที่มีคุณลักษณะทั้ง Resilience, Agile, Leadership ฯลฯ การไม่ทำตัวเป็น “ลูกชุบ” ซึ่งเป็นวิธีขั้นพื้นฐานที่สุดในการพัฒนาทุนมนุษย์แก่ตนเอง อาจจะเป็นสิ่งที่แลดูผิดธรรมชาติเสียมากกว่า
สำหรับข้อครหาที่ว่าหลักสูตรปริญญาโทมีความเข้มข้นน้อย และสำเร็จการศึกษาง่ายกว่าปริญญาตรีนั้น พิจารณาตามข้อเท็จจริงก็นับเป็นกรณีที่ปฏิเสธได้ยากยิ่ง เพราะด้วยสภาพเงื่อนไขที่ผูกพันภายในอุตสาหกรรมอุดมศึกษา ประสบความท้าทายเสียหลากทิศ
เริ่มตั้งแต่ออกนอกระบบแล้วต้องกระเสือกกระสนหางบประมาณเพิ่มกันเอง ไหนจะภาวะ De-population สถิติทารกแรกเกิดลดลงตลอด 20-30 ปีจนไม่เพียงพอให้เติบโตเข้าสู่สายพานการศึกษา
หากจะมีคณะ/สถาบันการศึกษาบางส่วนนำชื่อเสียงที่สั่งสมมาแต่อดีตไปใช้เปิดหลักสูตรภาคพิเศษเพื่อระดมทุนทรัพย์จากผู้มั่งมี แล้วไปกดดันคณาจารย์ห้ามแจกผลการเรียน F แก่นักศึกษาทำนอง “จ่ายครบ จบแน่” ตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างจากนักวิชาการมีสังกัดทั้งหลายในกรุงเทพนั้น
คงเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ้างในลักษณะปัญหาใต้พรม แต่มิอาจนำมาเหมารวมเอาทั้งมหาวิทยาลัยได้ (ขนาดมหาวิทยาลัยในกลุ่ม Top 100-200 จากละแวกทรานส์แอตแลนติกยังมีประเด็นให้เห็นออกบ่อย)
ที่สำคัญ ประเด็นข้างต้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่านอกจากองค์ความรู้แล้ว สิ่งที่ผู้ชุบตัวมักให้น้ำหนักไม่น้อยไปกว่ากัน (หรืออาจจะมากกว่า) คือ ผลประโยชน์ที่แถมมากับใบปริญญามหาบัณฑิตของสถานศึกษาแห่งนั้น ๆ
โดยเฉพาะเครือข่ายสมาคมศิษย์เก่าที่กว้างขวางสำหรับช่วยเหลือกันในอนาคต ซึ่งก็ย้อนกลับมาที่ใจความหลักของข้อเขียนนี้ คงไม่มีแรงงานที่ใดคิดย่ำอยู่กับที่โดยไม่พัฒนาต้นทุนชีวิตของตนเอง
สิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและวิจารณ์กันมากกว่า "การชุบตัว" น่าจะเป็นสาเหตุอันใดที่อุตสาหกรรมอุดมศึกษาของไทย จึงไม่สามารถเกลี่ยคุณภาพการศึกษาระดับปริญญาตรีทั่วประเทศให้ใกล้เคียงกันแบบที่ประเทศพัฒนาแล้ว
ไม่ว่าจะสิงคโปร์ หรือเนเธอร์แลนด์ ทั้ง ๆ ที่ชุมชนมหาวิทยาลัยไทย รวมงสถาบันในกลุ่ม Top 10 ต่างก็ตบเท้าพากันออกนอกระบบราชการไปเป็นองค์กรในกำกับของรัฐกันเกือบหมดแล้วแท้ ๆ
บัณฑิตจากสถาบันพื้นที่ห่างไกลจะได้ไม่ต้องบากหน้าเข้ามา "ชุบตัว" ในพื้นที่ของชุมชนยอดพีระมิดอย่างไรเล่า


