วันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อกระแสออนไลน์เปลี่ยน ‘ผู้ถูกกล่าวหา’ ให้เป็น ‘อินฟลูเอนเซอร์’

ในสังคมไทยวันนี้ ข่าวอาชญากรรม คดีความ ความขัดแย้ง และพฤติกรรมที่สุ่มเสี่ยงต่อการละเมิดกฎหมาย ไม่ได้ดำรงอยู่เพียงในฐานะ “ข่าว” อีกต่อไป หากแต่ถูกแปรรูปเป็นความบันเทิงรายวันบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือ

ประชาชนไม่ได้เป็นเพียงผู้รับสาร แต่กลายเป็นผู้ร่วมตัดสิน ผู้ร่วมแชร์ ผู้ร่วมขยายความ และในบางกรณี กลายเป็นผู้ร่วมสร้างชื่อเสียงให้กับบุคคลที่ปรากฏอยู่ในข่าว ไม่ว่าจะเป็นผู้ต้องหา จำเลย ผู้ถูกกล่าวหา คู่กรณี หรือบุคคลที่มีพฤติกรรมถูกตั้งคำถามในทางสังคม

ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางโครงสร้างสื่อยุคดิจิทัลที่ให้รางวัลกับความเร็ว ความแรง และความไวรัล ข่าวที่เคยผ่านการกลั่นกรองของกองบรรณาธิการต้องแข่งขันกับคลิปสั้น ไลฟ์สด เพจข่าว อินฟลูเอนเซอร์ และรายการวาไรตี้เชิงข่าวที่ใช้ความขัดแย้งเป็นวัตถุดิบ

เมื่อเรื่องใดทำให้คนโกรธ คนสงสาร คนแบ่งฝ่าย หรือคนอยากรู้ตอนต่อไป เรื่องนั้นย่อมมีมูลค่าทางเศรษฐกิจทันที ยอดวิวจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่กลายเป็นรายได้ อำนาจต่อรอง และเครื่องชี้วัดความสำเร็จของเนื้อหา

กรณี “ลุงพล” สะท้อนให้เห็นว่าคดีอาญาอาจถูกเปลี่ยนเป็นปรากฏการณ์สื่อขนาดใหญ่ได้อย่างไร จากคดีที่ควรถูกพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน สังคมกลับได้เห็นการผลิตตัวละคร การแบ่งขั้วกองเชียร์ การสร้างคอนเทนต์รายวัน และการเปลี่ยนบุคคลในคดีให้กลายเป็นบุคคลสาธารณะ 

ขณะเดียวกัน กรณีอินฟลูเอนเซอร์อย่าง “แจ็ค แปปโฮ” หรือ “เบิร์ด วันว่าง ๆ” ก็สะท้อนอีกด้านหนึ่งของปัญหา คือการใช้พฤติกรรมแกล้ง ปั่น ท้าทายกฎ รบกวนพื้นที่สาธารณะ หรือสุ่มเสี่ยงต่อการก่อความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น เป็นวัตถุดิบในการสร้างชื่อเสียง แม้ต่อมาจะมีคำขอโทษหรือคำอธิบาย แต่ในเชิงแพลตฟอร์ม ความไม่เหมาะสมนั้นได้ถูกแปลงเป็นยอดชมไปแล้ว 

ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การรายงานข่าวอาชญากรรมโดยตัวมันเอง เพราะสื่อมีหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริง เปิดพื้นที่สาธารณะ และทำให้คดีที่อาจถูกมองข้ามได้รับความสนใจ

แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อข่าวอาชญากรรมถูกเล่าในลักษณะเร้าอารมณ์ สนุก สะใจ และติดตามได้เหมือนละครรายวัน จนเส้นแบ่งระหว่าง “การรับรู้เพื่อประโยชน์สาธารณะ” กับ “การเสพความทุกข์ของผู้อื่นเพื่อความบันเทิง” เริ่มพร่าเลือนลง

ผลกระทบที่ร้ายแรงประการแรก คือการสั่นคลอนความเข้าใจของสังคมต่อกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ในทางกฎหมาย คดีอาญาต้องพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐานที่ชอบด้วยกฎหมาย และต้องเคารพหลักสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผู้ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์จนกว่าจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด 

แต่ในโลกออนไลน์ การตัดสินมักเกิดขึ้นก่อนศาล บุคคลหนึ่งอาจถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดเพราะพูดไม่เก่ง สีหน้าไม่น่าเชื่อถือ หรือไม่มีกองเชียร์มากพอ ขณะที่อีกบุคคลหนึ่งอาจได้รับความสงสารเพราะมีภาพลักษณ์ที่สังคมเข้าถึงได้ ทั้งที่ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีอาจซับซ้อนกว่านั้นมาก

เมื่อยอดวิวเข้ามาแทนที่พยานหลักฐาน สังคมจึงเสี่ยงต่อการสร้าง “ศาล(เตี้ย)ประชาชน” ที่ตัดสินด้วยอารมณ์ ความเชื่อ และกระแส มากกว่าหลักกฎหมายและความเป็นธรรม 

เจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจ อัยการ และศาล ย่อมได้รับแรงกดดันจากสาธารณะโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากดำเนินคดีช้า ก็อาจถูกกล่าวหาว่าไม่เอาจริง หากดำเนินคดีเร็ว ก็อาจถูกตั้งคำถามว่าเร่งรัดเกินไป หากผลคดีไม่ตรงกับกระแส ก็อาจถูกมองว่าไม่ให้ความเป็นธรรม ทั้งที่กระบวนการพิสูจน์ความจริงต้องอาศัยเวลา ความรอบคอบ และความเป็นอิสระจากแรงกดดันของมหาชน

ผลกระทบที่น่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากัน คือ ผลต่อเด็กและเยาวชน เด็กจำนวนมากเติบโตมากับวัฒนธรรมแพลตฟอร์มที่ให้รางวัลกับความแรง ความกล้าแหวกกฎ และความไวรัล เมื่อเด็กเห็นว่าคนบางคนมีชื่อเสียงจากการรบกวนผู้อื่น ละเมิดพื้นที่สาธารณะ พูดจาหยาบคาย หรือเกี่ยวข้องกับคดีความ แต่กลับได้รับยอดติดตาม รายได้ และพื้นที่สื่อ 

สิ่งที่เด็กเรียนรู้อาจไม่ใช่ “ทำผิดต้องรับผิด” แต่เป็น “ทำเรื่องแรงแล้วดัง” นี่คือปัญหาเชิงวัฒนธรรมทางการบังคับใช้กฎหมายต่อแนวคิดของเยาวชน เพราะสังคมที่ดีไม่ได้เกิดจากการมีบทลงโทษรุนแรงเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างสำนึกว่าอะไรควรถูกยกย่อง อะไรควรถูกตำหนิ และอะไรไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นเรื่องสนุก

หากเยาวชนเรียนรู้ว่าความหยาบ ความรุนแรง การละเมิดผู้อื่น หรือการท้าทายกติกาสังคม คือ เส้นทางสู่ชื่อเสียง กฎหมายก็จะถูกมองไม่ใช่ในฐานะกติกาที่ทุกคนต้องเคารพ แต่เป็นเพียงฉากหลังของคอนเทนต์เท่านั้น

ในความเป็นจริงประเทศไทยมิได้ไร้เครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้รับมือกับปัญหานี้ หลักสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามรัฐธรรมนูญควรถูกยึดถืออย่างจริงจัง กฎหมายคุ้มครองเด็กสามารถใช้จำกัดการเผยแพร่ข้อมูลที่กระทบต่อสิทธิ ชื่อเสียง หรือสภาพจิตใจของเด็ก

กฎหมายอาญาสามารถใช้กับกรณีทำร้ายร่างกาย ข่มเหง คุกคาม ทำให้เดือดร้อนรำคาญ หรือหมิ่นประมาท ขณะที่กฎหมายและกลไกกำกับดูแลสื่อสามารถใช้กำหนดมาตรฐานรายการสด รายการวาไรตี้เชิงข่าว และเนื้อหาที่กระทบต่อผู้เสียหายหรือเยาวชนได้

อย่างไรก็ตาม ทางออกไม่ใช่การปิดปากสื่อหรือจำกัดเสรีภาพในการนำเสนอข่าว เพราะสื่อยังจำเป็นต่อสังคมประชาธิปไตย แต่สิ่งที่ต้องทำให้ชัดคือ “เส้นความรับผิด” สื่อต้องแยกระหว่างการรายงานเพื่อประโยชน์สาธารณะกับการขายดราม่า ผู้ดำเนินรายการต้องระวังการตั้งคำถามยั่วยุหรือชี้นำให้สังคมตัดสินก่อนศาล 

แพลตฟอร์มควรลดการมองเห็นหรือระงับรายได้จากคอนเทนต์ที่สร้างจากการละเมิดผู้อื่น ผู้ลงโฆษณาควรถามตนเองว่ากำลังสนับสนุนวัฒนธรรมที่ทำให้ความผิดกลายเป็นความบันเทิงหรือไม่ และอินฟลูเอนเซอร์ต้องเข้าใจว่าเสรีภาพในการสร้างสรรค์ไม่ใช่ใบอนุญาตให้ใช้ผู้อื่นเป็นวัตถุดิบของยอดวิว

ท้ายที่สุด สังคมที่ดีไม่ควรวัดความยุติธรรมจากยอดวิว และไม่ควรปล่อยให้ชื่อเสียงกลายเป็นรางวัลของการละเมิดผู้อื่น

กฎหมายที่พัฒนาสังคมได้จริงไม่ใช่กฎหมายที่ลงโทษได้แรงที่สุดเท่านั้น แต่คือกฎหมายที่ช่วยจัดวางคุณค่าร่วมของสังคมให้ชัดเจนว่า สิ่งใดควรถูกยกย่อง สิ่งใดควรถูกตรวจสอบ และสิ่งใดไม่ควรถูกทำให้เป็นความบันเทิง 

เพราะเมื่อสังคมเริ่มปรบมือให้กับการละเมิดกติกา ปัญหาไม่ได้อยู่ที่คนทำผิดเพียงคนเดียว แต่อยู่ที่เราทุกคนซึ่งอาจกำลังช่วยกันเปลี่ยนความผิดให้กลายเป็นชื่อเสียงโดยไม่รู้ตัว