วันพุธ ที่ 10 มิถุนายน 2569

Login
Login

ธรรมาภิบาล AI เรื่องใหญ่ของโลก

ธรรมาภิบาล AI เรื่องใหญ่ของโลก

เมื่อโลกทั้งมวลอ้าแขนรับ AI กันโดยทั่วหน้า ตั้งแต่วงการธุรกิจ อุตสาหกรรม การสื่อสาร การเงิน การศึกษา ไปจนถึงเรื่องสงครามและเรื่องส่วนตัว โลกย่อมไม่อาจปฏิเสธถึงด้านลบหรือด้านมืดที่ติดตามมาจากการใช้ AI ไปพร้อมกันด้วย

ยิ่งมีการทุ่มเงินเพื่อพัฒนา AI ให้ไปไกลมากเท่าไร โลกยิ่งจะต้องวิ่งตามเพื่อสร้างมาตรการในการป้องกันและลดทอนผลกระทบด้านลบจากการใช้ AI ด้วยต้นทุนที่ต้องจ่ายไม่ต่างกัน

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับสตาร์บัคส์ในเกาหลี สะท้อนให้เห็นว่าการใช้ AI โดยปราศจากการไตร่ตรองของผู้บริหารและผู้เกี่ยวข้องสร้างหายนะได้มากเพียงใด เรื่องมีว่าเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา สตาร์บัคส์เกาหลีได้ออกแก้ว (tumbler) รุ่นใหม่ที่ตั้งชื่อว่า “แท็งก์” (tank) ซึ่งล้อไปกับ“วันรถถัง” (Tank Day) 

ในโฆษณาแก้วนี้นอกจากใช้วลีว่า Tank Day แล้วยังมีวลี Slam on the Desk ซึ่งวลีหลังนี้เป็นที่จดจำของชาวเกาหลีถึงกรณีที่นักศึกษาและนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยชื่อ Park Jong-chul ถูกตำรวจซ้อมทารุณจนตายอย่างมีเงื่อนงำในปี 2530 ตำรวจอ้างสาเหตุการตายแบบโง่ๆ ว่า “แค่ตำรวจทุบโต๊ะสอบสวน (slam on the desk) เขาก็ช็อกหัวใจวายตาย”

ชนชาวเกาหลีที่จริงจังกับเรื่องประชาธิปไตยไม่อินด้วยกับโฆษณานี้ เพราะ“วันรถถัง”ในอดีตคือวันที่ 18 พฤษภาคม 2523 เป็นวันที่อดีตประธานาธิบดีชุน ดู-ฮวาน ทำการล้อมปราบประชาชนที่ประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยที่เมืองกวางจู ทำให้คนบาดเจ็บล้มตายและสูญหายจำนวนมาก 

ความรู้สึกของประชาชนคือ สตาร์บัคส์กำลังล้อเลียนด้อยค่าเหตุการณ์วันสำคัญนี้ด้วยการตลาดราคาถูก  แม้แต่ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ยังโพสต์ในเอ็กซ์อย่างรุนแรงว่าการกระทำของสตาร์บัคส์เป็นเรื่องอัปยศ ที่ลดทอนคุณค่าของสังคมเกาหลี สิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย

การตลาดบนเหตุการณ์ที่เสมือนบาดแผลที่ร้าวลึก จุดประกายความโกรธแค้นให้ประชาชนออกมารณรงค์แบนสตาร์บัคส์กันทั้งประเทศ ส่งผลให้ยอดขายสตาร์บัคส์ลดวูบกว่า 20% ในสัปดาห์เดียว ไม่ใช่เท่านั้น ลูกค้ายังประกาศยกเลิกการเป็นสมาชิก ลบแเอปสตาร์บัคส์ในมือถือ และเรียกร้องเงินในบัตรเติมเงินคืนด้วย

นาย Chung Yong-jin ประธานชินแซเก กรุ๊ป ผู้ถือลิขสิทธิ์สตาร์บัคส์ในเกาหลีจึงต้องปรากฏตัวออกมาขอโทษประชาชนเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ภาพที่เขาโค้งคำนับซ้ำๆ ถูกเผยแพร่ออกไปทั่วโลก คนยิ่งตกใจเมื่อทีมงานที่ทำแคมเปญบอกว่าไอเดียของแคมเปญมาจากการแนะนำของ AI 

ยิ่งไปกว่านั้นยังพบว่าแคมเปญนี้ผ่านการเห็นชอบตามลำดับในบริษัทถึง 7 คน ผู้บริหารอนุมัติต่อๆ กันมาโดยไม่เฉลียวใจและใส่ใจในรายละเอียด ความพลาดอย่างสำคัญในเรื่องนี้คือ การใช้ AI โดยปราศจากความใคร่ครวญในความอ่อนไหวเชิงสังคมและประวัติศาสตร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ AI ไม่สามารถเข้าใจ นำมาซึ่งความเสียหายอย่างมากมาย

เหตุการณ์นี้บอกว่า บัดนี้โลกทั้งใบจะต้องหันมาใส่ใจกับเรื่อง ธรรมาภิบาล AI อย่างเข้มข้นจริงจัง หากปราศจากการกำกับการใช้ AI อย่างรอบคอบและเหมาะสม AI จะกลับมาทำร้ายมนุษยชาติได้อย่างคาดไม่ถึง เพราะในที่สุด AI จะเข้าไปอยู่ในทุกส่วนของชีวิต สามารถตัดสินใจแทนมนุษย์ได้เกือบทุกเรื่อง

การใช้ AI โดยปราศจากจริยธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ จะทำให้ AI กลายเป็นยักษ์ที่หลุดออกจากขวดแก้วที่ไม่มีใครสามารถควบคุมได้อีกต่อไป

องค์กรทั้งหลายควรต้องตระหนักที่จะสร้างธรรมาภิบาล AI อย่างเร่งด่วน ตั้งแต่การกำหนดโครงสร้างการใช้ AI วัฒนธรรม และการควบคุมการใช้ AI ขององค์กร เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีการใช้ AI ด้วยความรับผิดชอบ มีจริยธรรม มีความปลอดภัย และอย่างมีกลยุทธ์ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องเทคนิคเท่านั้น

องค์กรอาจเริ่มต้นจากการมีคณะกรรมการธรรมาภิบาล AI ที่มีตัวแทนจากหน่วยงานต่างๆ เช่น กฎหมาย ไอที ควบคุมภายใน บริหารความเสี่ยง บริหารบุคคล ฯลฯ เข้ามาร่วมกันทำงาน จากนั้นจะต้องมีการพัฒนานโยบาย หลักการ และข้อปฏิบัติด้าน AI ขึ้น จะเรียกว่าเป็นธรรมนูญ หรือกฎบัตร AI ขององค์กรก็ได้ 

กฎบัตร AI นี้ควรครอบคลุมเรื่องสำคัญๆ ทั้งเรื่องจริยธรรม ความโปร่งใส ความรับผิดชอบ การรับมือกับความล้มเหลวอันเนื่องจากการใช้ AI ความสัมพันธ์กับหน่วยงานภายนอกในการใช้ AI ความเป็นส่วนตัวของข้อมูล ความใส่ใจในด้านจิตใจ หรือการใช้วิจารณญาณของคนที่ต้องควบคู่ไปกับการใช้ AI

การบริหารความเสี่ยงที่เกิดจากการใช้ AI เป็นสิ่งที่ต้องกำหนดให้ชัดเจนด้วย ต้องจำแนกออกมาถึงประเภทความเสี่ยงที่อาจจะเกิดจากการใช้ AI แบบไหนเป็นความเสี่ยงระดับสูง กลาง ต่ำ และจะจัดการป้องกันอย่างไร 

การให้ความรู้ในการใช้งาน AI และธรรมาภิบาล AI จะต้องทำอย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ทั้งผ่านการฝึกอบรม การสร้างวัฒนธรรมองค์กร และการเปิดให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการใช้ AI อย่างมีจริยธรรมและความรับผิดชอบในทุกระดับตั้งแต่ผู้บริหารระดับสูงสุดลงไปถึงพนักงานระดับล่าง 

ที่สำคัญผู้บริหารต้องตระหนักว่างานสร้างธรรมาภิบาล AI ไม่มีวันสิ้นสุด ตราบเท่าที่เทคโนโลยีนี้ยังมีการพัฒนาต่อไป การกำกับ ควบคุม ติดตาม และปรับปรุงนโยบายและหลักการที่เกี่ยวข้องย่อมจะต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เช่นกัน

ในขณะที่โลกส่งเสียงเซ็งแซ่ยินดีปรีดากับความก้าวหน้าและความฉลาดที่เพิ่มขึ้นตลอดเวลาของ AI เสียงจากฝั่งธรรมาภิบาล AI ยังไม่ดังพอที่จะประกันได้ว่าโลกในอนาคตอันใกล้จะปลอดภัย หากไม่ใส่ใจธรรมาภิบาล AI มนุษย์นั่นเองจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนอันมหาศาลที่ไม่อาจประเมินได้ และจะถูกลดทอนความเป็นมนุษย์จากเทคโนโลยีที่สร้างขึ้นมาเองในที่สุด