วันอังคาร ที่ 9 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ตระหนักรู้สังคม’ ทะลุหัวใจ

‘ตระหนักรู้สังคม’ ทะลุหัวใจ

“แต่งงานมานานแล้วยังไม่มีลูกอีกหรือ” “หนูหน้าตาท่าทางเหมือนคุณพ่อจัง” “ว่างงานมานานแล้ว หางานทำได้หรือยัง” “เบื่อพวกชอบนั่งหลับตาหวังไปสวรรค์” คำพูดประเภทนี้เราได้ยินกันอยู่ บ่อย ๆ

ซึ่งสร้างความลำบากใจ ความไม่สบายใจ และการกระอักกระอ่วนใจให้ผู้ที่ได้ยินรอบข้าง ผู้พูดไม่ได้ตระหนักว่าคำพูดที่ออกจากปากนั้นอาจกระทบอารมณ์ของผู้อื่นได้ 

กรณีแรกเขาอาจมีปัญหาด้านสุขภาพจึงยังไม่มีลูก กรณีที่สองเด็กคนนั้นอาจเป็นลูกติดภรรยามาก็เป็นได้ กรณีที่สามมันเป็นเรื่องส่วนตัวไม่ควรเอามาโพนทะนาให้ชาวบ้านรู้ และกรณีที่สี่หารู้ไม่ว่ากำลังพูดท่ามกลางผู้ใฝ่ในการนั่งสมาธิ คำถามก็คือพูดเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร

คำตอบก็คือ คนจำนวนมากร่ำเรียนวิชาการมากมายแต่ขาดการศึกษาด้านการมีชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น ซึ่งการตระหนักรู้ทางสังคม (Social Awareness; SE) เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งประการหนึ่ง

SE หมายถึงความสามารถในการเข้าใจความรู้สึก ความต้องการเเละสภาพแวดล้อมทางสังคมของผู้อื่น รวมทั้งรู้ว่าควรปฏิบัติอย่างไรให้เหมาะสมกับสถานการณ์นั้น ๆ

ตัวอย่างก็คือเข้าใจมารยาทและธรรมเนียมของกลุ่มหรือสังคมนั้น รู้ว่าเมื่อใดควรพูดหรือเมื่อใดควรฟัง สังเกตได้ว่าคนฟังกำลังอยู่ในห้วงความรู้สึกใด สามารถ “อ่านบรรยากาศ” (read the room) ได้ พูดอีกอย่างก็คือ “รู้จักกาลเทศะ” “เข้าอกเข้าใจคนอื่น” “ เข้าใจบรรยากาศ”

ในเรื่อง Social Awareness นี้ มีอีก 2 คำที่ได้ยินคล้าย ๆ กันคือ Social Skills (ทักษะทางสังคมหรือทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น) และ Social Intelligence (ความฉลาดในการเข้าใจและจัดการความสัมพันธ์ทางสังคม) ข้อแตกต่างของ 3 คำก็คือ SE คือ “รากฐาน” ที่ช่วยทำให้เกิด Social Skills อันนำไปสู่ Social Intelligence

ขอยกตัวอย่างเรื่องการขาด Social Awareness เพื่อให้เห็นภาพตามที่ได้เคยประสบมาเป็นส่วนตัวดังนี้ (1) เล่าเรื่องตลกในยามที่เพื่อน ๆ กำลังพูดกันถึงเรื่องเศร้าโศกในการจากไปของเพื่อนหรือครอบครัวเพื่อน ถึงเเม้ว่ามันเป็นเรื่องที่ตลกที่ใช้ได้แต่ในยามนั้นไม่มีใครมีจิตใจที่จะขำ เรื่องเล่านั้นจึงผิดคีย์และฝืดเอามาก ๆ 

(2) ขณะผู้ใหญ่พูดและทุกคนกำลังฟัง ลูกหลานบางคนก้มหน้าก้มตาดูข้อความในโทรศัพท์มือถือ จนรู้สึกถึงการไม่ให้ความสนใจและไม่ให้ความสำคัญ ซึ่งสังคมไทยถือและตีความว่าเป็นการไม่ให้ความเคารพหรือไม่ให้เกียรติ ลองคิดดูว่าถ้า “ผู้ใหญ่” ในที่นี้หมายถึงลูกพี่ หัวหน้าทีม ผู้บังคับบัญชา ฯลฯ ภาพของผู้กระทำในใจของเขาจะเป็นอย่างไร

(3) ในงานปาร์ตี้ เพื่อนกลุ่มหนึ่งหัวเราะกับเรื่องตลกที่รู้เฉพาะกันในกลุ่ม แต่คนที่อยู่นอกกลุ่มแต่บังเอิญยืนอยู่ในกลุ่มด้วยจะรู้สึกอย่างไร (4) เพื่อนคนหนึ่งกำลังคุยโขมงให้คำแนะนำในการแก้ไขปัญหาของเพื่อนในกลุ่มอย่างยืดยาว ทั้ง ๆ ที่สิ่งที่เขาต้องการคือความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจเท่านั้น

(5) เคยได้ยินคนพูดเสียงดังเกี่ยวกับเรื่องลับส่วนตัวของเพื่อนอีกคนบนรถใต้ดินจนได้ยินกันทั่ว และผู้คนหันหาสบตากันด้วยความรู้สึกประหลาดที่มีต่อคนเล่า ว่าเป็นคนไม่รู้จักกาลเทศะได้มากขนาดนี้ เชียวหรือ หน้าตาแต่งตัวก็ดีไม่น่ามีทักษะสังคมที่จำกัดเอามาก ๆ เลย

ในเชิงวิเคราะห์ “ความตระหนักรู้ทางสังคม” (SE) แยกได้เป็น 2 มิติ คือ (1) ตระหนักรู้เกี่ยวกับผู้คน ซึ่งเกี่ยวพันกับความสามารถในการเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น (empathy) การเคารพความแตกต่าง การรับฟังอย่างระมัดระวัง การรู้ถึงอารมณ์ที่มิได้แสดงออกมาให้เห็น

เช่น สังเกตเห็นว่าทำไมวันนี้เพื่อนจึงดูเงียบผิดปกติ และอาจต้องการความช่วยเหลือ หรือเข้าใจว่าผู้สูงวัยต้องการความช่วยเหลือเมื่อเดินข้ามถนน 

(2) ตระหนักรู้เกี่ยวกับสังคม ซึ่งเกี่ยวพันกับความเข้าใจในประเด็นปัญหาของสังคม ความแตกต่างระหว่างวัฒนธรรม ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ความกังวลใจเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ความต้องการของชุมชน ฯลฯ เช่น เข้าใจว่าความยากจนมีผลกระทบต่อความไม่เท่าเทียมกันของโอกาส ผู้เป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมมักถูกเอาเปรียบเสมอ

เหตุที่เราควรให้ความสนใจแก่ความตระหนักรู้ทางสังคมก็เพราะมันช่วยทำให้เกิดสิ่งต่อไปนี้ (1) สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมให้เข้มแข็งขึ้น "ชีวิตเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ (life is about relationship) เป็นความจริงเสมอ (2) ลดข้อขัดแย้งและความเข้าใจผิด

(3) พัฒนาความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม (4) ส่งเสริมการเป็นพลเมืองที่รับผิดชอบ (5) สร้างสังคมที่ไม่ทอดทิ้งใครและมีความเมตตากรุณาเห็นอกเห็นใจกัน

คุณลักษณะของบุคคลผู้มีความตระหนักรู้ทางสังคมมีดังนี้ (1) ให้ความสนใจแก่สิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัว (2) พยายามเข้าใจมุมมองที่แตกต่าง (3) กระทำกับบุคคลอื่นด้วยความเคารพและให้เกียรติเสมอ (4) ตระหนักถึงผลกระทบจากการกระทำของตนเองที่มีต่อผู้อื่น (5) มีความตั้งใจมีส่วนร่วมในการช่วยทำให้สังคมดีขึ้น

ในโลกอันซับซ้อนและสับสนยิ่งขึ้นทุกวัน ความรู้ด้านวิชาการ หรือเทคนิคแต่เพียงอย่างเดียวไม่อาจช่วยผู้อยู่อาศัยให้มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้นได้ตราบที่ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีปัญหา ความสามารถในการตระหนักรู้ทางสังคมซึ่งเป็นพื้นฐานนำไปสู่การมีทักษะทางสังคมเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

โดยเฉพาะในสังคมไทยซึ่งถือเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเป็นเรื่องใหญ่ เช่น ในเรื่องการรู้จักกาลเทศะ การอ่อนน้อมถ่อมตน การมีวาจาสุภาพ ความสุภาพอ่อนโยน การมีมารยาท เเละการให้เกียรติผู้อื่น

Peter Drucker นักเศรษฐศาสตร์และกูรูด้านการบริหารเคยบอกว่า “The most important thing in communication is hearing what is not said” (สิ่งสำคัญที่สุดในการสื่อสารก็คือการได้ยินสิ่งที่มิได้พูด)