ครั้งที่แล้วผมกล่าวถึงบทเรียนจากประวัติศาสตร์โลกในช่วงกว่า 2,000 ปีที่ผ่านมา โดยมีข้อสรุปว่า เป็นเรื่องปกติที่ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก จะถูกรุกรานและยึดครองโดยประเทศขนาดใหญ่
ตรงกันข้ามกับช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกระทั่งปัจจุบัน ที่สามารถพูดได้ว่า เป็น “ยุคทอง” ของประเทศขนาดกลางและ และขนาดเล็ก
ตัวอย่างเช่น ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 นั้น มีประเทศในโลกทั้งหมดเพียง 50 ถึง 60 ประเทศ แต่หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุติลงจนกระทั่งวันนี้ปรากฏว่า องค์การสหประชาชาติมีประเทศสมาชิกมากถึง 193 ประเทศ
การที่โลกปัจจุบันมีประเทศจำนวนมากนั้น ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นเพราะผลพวงจากสงครามโลกครั้งที่ 2 และนโยบายของสหรัฐอเมริกาที่ต้องการจะสร้าง “ระเบียบโลกใหม่” เพื่อไม่ให้นำไปสู่การเกิดสงครามโลกซ้ำอีก
ไม่ใช่เพราะว่าสหรัฐ “ใจบุญ” และ “หวังดี” กับโลกเพียงอย่างเดียวแต่เพราะสงครามโลกที่เกิดขึ้นทั้ง 2 ครั้ง ภายในเวลาไม่ถึง 40 ปีนั้น แม้สหรัฐ จะพยายามกันตัวเองออกมา และไม่อยากมีส่วนเข้าไปเกี่ยวข้อง แต่ก็ถูกดึงเข้าไปร่วมอยู่ดี และต้องได้รับผลกระทบและความสูญเสีย (ทหารสหรัฐ เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2 กว่า 400,000 คน)
ดังนั้น ผู้นำสหรัฐในปี 2488 จึงมองว่า จะต้องจัดระเบียบโลกใหม่ ไม่ให้ความขัดแย้งที่นำไปสู่สงครามโลก จะหวนกลับมาเกิดได้อีกในอนาคต แล้วระเบียบโลกที่ว่านี้คืออะไร?
ประเด็นแรก คือการที่ประเทศต่างๆ จะต้องไม่รุกรานซึ่งกันและกัน ซึ่งประเทศขนาดใหญ่ของยุโรปที่ได้ล่าอาณานิคม ก็ได้รับความสูญเสียและล่มสลาย จนต้องปลดปล่อยประเทศที่ตนล่าไปเป็นเมืองขึ้น ให้ได้รับเอกราชโดยปริยาย แต่ประเด็นที่สำคัญคือ สหรัฐได้กลายมาเป็นประเทศมหาอำนาจที่ไม่มีประเทศใดเทียบเท่าได้ ทั้งในเชิงของด้านการทหารและด้านเศรษฐกิจ
เป็นต้นว่า ในปี 2488 สหรัฐมีอาวุธนิวเคลียร์และจีดีพีของสหรัฐ ในปีนั้นคิดสัดส่วนมากถึง 50% ของจีดีพีโลก (ปัจจุบันลดลงเหลือ 25%) ดังนั้น สหรัฐจึงจะสามารถรับประกัน (underwrite) ความมั่นคงของโลกได้ สหรัฐจึงได้ทำข้อตกลงทางการทหารและตั้งฐานทัพ ในยุโรป (สนธิสัญญานาโต) ในญี่ปุ่น และในเกาหลีใต้เป็นต้น
อีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 คือการลงโทษประเทศที่แพ้สงคราม ในสงครามโลกครั้งที่ 1 คือ เยอรมนี ความไม่พอใจบวกกับวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศเยอรมนี ทำให้คนเยอรมันเลือกฮิตเลอร์ที่มีหัวรุนแรงขึ้นมาเป็นผู้นำ
ดังนั้น สหรัฐจึงไม่ได้ “ลงโทษ” เยอรมนีหรือญี่ปุ่น แต่จัดตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูยุโรป (Marshall Plan) และช่วยเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ให้ญี่ปุ่นถูกปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตยจนกระทั่งทุกวันนี้
ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2 นั้น นโยบายที่ทำให้เศรษฐกิจโลกถดถอย และเกิดปัญหาอย่างมากคือ นโยบายกีดกันการค้า และนโยบายแข่งกันลดค่าเงิน เพื่อให้ได้เปรียบด้านการค้า
สหรัฐจึงแก้ปัญหาโดยการจัดทำข้อตกลงทั่วไป ด้านภาษีศุลกากรและการค้า (General Agreement on Tariffs and Trade ซึ่งปัจจุบันคือ องค์การการค้าโลก หรือ WTO) เพื่อให้ประเทศต่างๆ มาร่วมกันเจรจาลดภาษีการค้าและส่งเสริมการค้าเสรี
สำหรับเรื่องค่าเงินนั้น ก็ได้จัดตั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund) หรือไอเอ็มเอฟ เพื่อควบคุมไม่ให้การแข่งขันลดค่าเงินเกิดขึ้นได้อีก
สรุปคือ การสร้างระเบียบโลกใหม่นั้น เป็นโลกที่สหรัฐค้ำประกันความมั่นคง มีการเปิดตลาดเพื่อให้การค้าและการลงทุนมีความเสรีมากยิ่งขึ้น และระบบการเงินของโลกก็อาศัยเงินดอลลาร์เป็นเงินสกุลหลัก
การรับภาระโดยเป็นประเทศที่ต้องค้ำประกันระบบการค้าการเงินและความมั่นคงของโลกนั้น สหรัฐมีศักยภาพเพียงพอเพราะ เศรษฐกิจสหรัฐ เป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลก และอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี ของสหรัฐก็มีความเหนือกว่าทุกประเทศในทุกมิติ สหรัฐจึงคิดว่าการสร้างกฎเกณฑ์เพื่อให้ทุกประเทศทำการค้าการลงทุนกันได้โดยเสรีนั้น จะไม่ได้ทำให้สหรัฐ เสียเปรียบแต่อย่างใด
ที่สำคัญคือ สหรัฐทำสงครามเย็นในทางอุดมการณ์กับสหภาพโซเวียตและจีน (ค่ายคอมมิวนิสต์) โดยต้องการส่งเสริมให้ระบอบประชาธิปไตยและตลาดเสรีแพร่ขยายไปให้กว้างขวางที่สุด
ดังนั้น ยุคสงครามเย็นจึงเป็นยุคที่ “เข้าทาง” ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ในเชิงที่สหรัฐ ยอม “เอาใจและเกรงใจ” ประเทศพันธมิตรในระดับหนึ่งเพื่อโน้มน้าวให้ประเทศดังกล่าวไม่ไปฝักใฝ่ฝ่ายสังคมนิยม
นโยบายเปิดเสรีของสหรัฐ ประสบความสำเร็จอย่างมากในการทำให้ประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กสามารถเติบโตและรุ่งเรืองขึ้นมา จนมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แคนาดา สิงคโปร์ ฯลฯ
และแม้กระทั่งประเทศยุโรปซึ่งเคยทำสงครามกันมาหลายร้อยปี ก็รวมตัวกันเป็นสหภาพยุโรปและสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยให้สหรัฐรับภาระดูแลด้านความมั่นคงให้ภายใต้สนธิสัญญานาโต
แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 50 ปี ปรากฏว่า สถานะทางเศรษฐกิจของประชาชนสหรัฐ โดยเฉพาะรายได้และความมั่งคั่งของชนชั้นกลางและผู้ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรมถดถอยลง (มลรัฐที่เป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสาหกรรมกลายเป็นภูมิภาคที่ “เป็นสนิม” หรือ rust belt)
เพราะการแข่งขันจากอุตสาหกรรมในประเทศกำลังพัฒนา ภายใต้ระบอบการค้าเสรีและโลกาภิวัตน์ ทำให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับการเลือกตั้ง เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา เพราะมีนโยบายกีดกันการค้า ไม่ยอมให้ถูก “เอาเปรียบ” และให้คำมั่นสัญญาว่าจะนำเอาอุตสาหกรรมและงานดีๆกลับมาในประเทศอเมริกา
ที่เล่ามาทั้งหมดนี้อาจไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับหลายคน ที่กำลังประสบปัญหากับแรงกดดันทางเศรษฐกิจจากสหรัฐ แต่ประเด็นสำคัญคือ
แนวคิดของนายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ที่เสนอให้ประเทศขนาดกลาง รวมตัวกันเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจนั้น ทำไมนักรัฐศาสตร์ เช่น Michael Beckley ที่ผมได้กล่าวถึงในตอนที่หนึ่ง จึงมองว่า เป็นการหลงผิด (delusion) เรื่องนี้ ขอนำไปขยายความในตอนต่อไป ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายครับ

