ตลอดกว่าทศวรรษที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากยุคที่โทรทัศน์เป็นสื่อหลักของครัวเรือน สู่ยุคที่ผู้บริโภคสามารถเลือกเข้าถึงเนื้อหาผ่านสมาร์ตโฟน แท็บเล็ต สมาร์ตทีวีและแพลตฟอร์มดิจิทัลได้ทุกที่ทุกเวลา
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อพฤติกรรมการรับชมเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจ รายได้จากโฆษณา และโครงสร้างการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ
ในประเทศไทย ใบอนุญาตกิจการโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลชุดปัจจุบันจะทยอยสิ้นสุดลงในปี 2572 ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า อุตสาหกรรมโทรทัศน์ไทยควรเดินหน้าไปในทิศทางใดหลังจากนั้น หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีความชัดเจนด้านนโยบายล่วงหน้า
เพื่อให้สามารถวางแผนธุรกิจ การลงทุนและการพัฒนาเทคโนโลยีได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผลและควรได้รับการรับฟัง
ผู้ประกอบการและผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมจำนวนไม่น้อยได้เสนอให้มีการกำหนด Roadmap หรือ กรอบนโยบายสำหรับกิจการโทรทัศน์ภายหลังปี 2572 ที่มีความชัดเจนมากขึ้น เพื่อช่วยลดความไม่แน่นอนในการวางแผนธุรกิจและการลงทุนในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม การกำหนด Roadmap สำหรับกิจการโทรทัศน์ในอนาคตอาจไม่ใช่เพียงการตอบคำถามว่า จะต่ออายุใบอนุญาตหรือจัดสรรคลื่นความถี่ในรูปแบบใด หากแต่เป็นการตอบคำถามที่สำคัญยิ่งกว่า นั่นคือ “ประเทศไทยต้องการระบบนิเวศสื่อและโสตทัศน์ในรูปแบบใดสำหรับอนาคต”
คำถามดังกล่าวมีความซับซ้อนมากกว่าที่เห็น เพราะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เส้นแบ่งระหว่าง “กิจการโทรทัศน์” กับ “แพลตฟอร์มดิจิทัล” กำลังเลือนรางลงอย่างต่อเนื่อง ผู้ชมจำนวนมากไม่ได้รับชมเนื้อหาผ่านช่องโทรทัศน์เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่รับชมผ่านบริการสตรีมมิง แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ และสื่อสังคมออนไลน์ที่สามารถเข้าถึงผู้ใช้ได้โดยตรง
ในอีกด้านหนึ่ง ผู้ประกอบกิจการโทรทัศน์ไทยไม่ได้แข่งขันกันเองเฉพาะในระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินอีกต่อไป หากแต่กำลังแข่งขันกับผู้ให้บริการระดับโลกที่มีข้อได้เปรียบทั้งด้านเทคโนโลยี ข้อมูลผู้ใช้
และระบบโฆษณาที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลผู้ใช้ (Data-Driven Advertising) ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้โจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบันอาจไม่ได้อยู่ที่การจัดสรรคลื่นความถี่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถในการปรับตัวต่อภูมิทัศน์สื่อรูปแบบใหม่
รายงานของ Reuters Institute และ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มร่วมกันว่า พฤติกรรมการบริโภคสื่อของประชาชนกำลังเคลื่อนตัวไปสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น ขณะที่หลายประเทศเริ่มปรับแนวคิดการกำกับดูแลจากการกำกับกิจการกระจายเสียงแบบดั้งเดิม ไปสู่การกำกับดูแลแพลตฟอร์มและระบบนิเวศดิจิทัลในภาพรวม
ภายใต้บริบทเช่นนี้ การกำหนดทิศทางกิจการโทรทัศน์หลังปี 2572 จึงจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งแนวโน้มเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค สภาพการแข่งขัน การใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ และผลกระทบต่อประโยชน์สาธารณะในระยะยาว เพราะคลื่นความถี่ไม่ใช่เพียงทรัพยากรทางธุรกิจ แต่เป็นทรัพยากรสาธารณะที่ต้องก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชนและประเทศโดยรวม
ในมุมของภาครัฐ การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนยังคงมีความสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นและลดความไม่แน่นอนของอุตสาหกรรม ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจเองก็คงไม่สามารถรอคำตอบจากภาครัฐเพียงฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป
ผู้ประกอบการจำนวนมากได้เริ่มปรับตัวจากการเป็นผู้ให้บริการช่องโทรทัศน์ ไปสู่การเป็นผู้ผลิตและกระจายเนื้อหาหลายแพลตฟอร์ม (Multi-platform Content Provider) เพื่อเข้าถึงผู้ชมในทุกช่องทางที่ผู้บริโภคใช้งานจริง
ท้ายที่สุดแล้ว ปี 2572 อาจไม่ใช่จุดสิ้นสุดของทีวีดิจิทัล หากแต่เป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบอุตสาหกรรมสื่อไทยครั้งใหม่
การออกแบบที่ไม่ได้มุ่งตอบคำถามเพียงว่า “จะต่อใบอนุญาตหรือไม่” แต่ต้องตอบให้ได้ว่า ประเทศไทยจะรักษาความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมสื่อไทย ควบคู่ไปกับการคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ และการใช้ทรัพยากรคลื่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
เพราะในโลกปัจจุบัน ผู้ชมไม่ได้เลือกสื่อจากเทคโนโลยีการส่งสัญญาณอีกต่อไป แต่เลือกจากคุณภาพของเนื้อหา ความสะดวกในการเข้าถึง และประสบการณ์ที่ได้รับจากการรับชม
ดังนั้น คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่า “ทีวีดิจิทัลจะอยู่หรือไป” หากแต่คือ “ประเทศไทยจะออกแบบอนาคตของอุตสาหกรรมสื่ออย่างไร ในโลกที่เส้นแบ่งระหว่างโทรทัศน์และแพลตฟอร์มกำลังเลือนหายไปทุกวัน”
บทความนี้เป็นความเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียน มิได้สะท้อนความเห็นหรือท่าทีของหน่วยงานหรือองค์กรใด
แหล่งข้อมูลประกอบการเขียน Reuters Institute Digital News Report, OECD Digital Economy Outlook, แผนแม่บทกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ของ กสทช., ข้อมูลอุตสาหกรรมโทรทัศน์และสื่อดิจิทัลจากหน่วยงานและองค์กรที่เกี่ยวข้อง

