รัฐนอร์ท แคโรไลนา เป็นหนึ่งใน 7 รัฐที่ทำการเพาะปลูกยาสูบมายาวนานในสหรัฐอเมริกา และชาวไร่ยาสูบจากทั้ง 7 รัฐเป็นฐานเสียงสำคัญสำหรับผู้แทนราษฎรและวุฒิสมาชิกในรัฐสภาอเมริกัน
แต่ในปัจจุบัน ชาวไร่ยาสูบอเมริกันต่างลดจำนวนลงอย่างมาก ทั้งๆ ที่สหรัฐอเมริกาเคยเป็นผู้ส่งออกใบยาสูบอันดับหนึ่งของโลก
รัฐนอร์ท แคโรไลนา เป็นรัฐอันดับหนึ่งในการปลูกยาสูบ โดยมีปริมาณมากถึงร้อยละ 60 ของใบยาสูบทั้งหมดในสหรัฐอเมริกา อันดับสองคือ รัฐเคนตักกี้ อันดับสามคือ รัฐเวอร์จิเนีย ซึ่งมีความสำคัญในการปลูกใบยาสูบพันธุ์เวอร์จิเนีย และเป็นรัฐที่ขับเคลื่อนให้เกิดการค้ายาสูบในเชิงพาณิชย์
รัฐเทนเนสซี่มีความสำคัญในการปลูกยาสูบพันธุ์เบอร์เลย์ รัฐจอร์เจียมีความสำคัญในการแปรรูปด้วยการบ่มใบยาสูบด้วยไอร้อน รัฐเซาท์ แคโรไลนาเป็นรัฐที่มีอากาศเหมาะสมที่สุดสำหรับการเพาะปลูกใบยาสูบในพื้นที่ขนาดใหญ่ รัฐเพนซิลเวเนียมีความสำคัญในการปลูกและผลิตใบยาสูบสำหรับซิการ์
ข้อเท็จจริงคือ การปลูกยาสูบในสหรัฐอเมริกาไม่มีเหตุผลที่ดีแต่อย่างใด ยาสูบเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตที่หลีกเลี่ยงได้นับล้านของประชากรโลกในแต่ละปี และยาสูบไม่ใช่พืชทางเกษตรที่มีประโยชน์แต่อย่างใด ไม่สามารถใช้เป็นอาหารสัตว์ได้
ชาวไร่ยาสูบทราบดีว่า ค่าใช้จ่ายในการปลูกยาสูบและรายได้จากการขายใบยาสูบ ไม่คุ้มค่า คุ้มทุน เนื่องจากบริษัทยาสูบเป็นผู้กำหนดราคาใบยาสูบที่จะรับซื้อ โดยชาวไร่ยาสูบไม่มีอำนาจต่อรองใดๆ
ทั้งนี้ หลักการของบริษัทยาสูบคือ กดขี่ ขูดรีดให้ราคาใบยาสูบต่ำที่สุด เพื่อให้ได้กำไรมากที่สุด แต่จะใช้ชาวไร่ยาสูบมาเป็นเครื่องมือต่อรองกับรัฐบาล หากมีนโยบายที่ “ขัดขวางกำไร” เช่น การขึ้นภาษีสรรพสามิตยาสูบ หรือนโยบายอื่นๆ ในการควบคุมยาสูบ โดยอ้างว่านโยบายดังกล่าวจะกระทบต่อชาวไร่ยาสูบ
นับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 และตลอดศตวรรษที่ 20 บริษัทยาสูบในสหรัฐอเมริกาพยายาม ‘ล่อลวง’ นักสูบหน้าใหม่เพื่อสร้างฐานการตลาดที่มั่นคง ถึงแม้อัตราการสูบบุหรี่ในเพศชายลดลงทั่วโลกร้อยละ 27.2 และเพศหญิงลดลงร้อยละ 38 ตั้งแต่ปี 2533 เป็นต้นมา แต่จำนวนผู้สูบบุหรี่ในประชากรโลกมีมากถึง 1.3 พันล้านคน
เป็นความสำเร็จของ J.B. Hutson ผู้ก่อตั้ง Tobacco Associates ในปี 2490 ซึ่งขยายตลาดบุหรี่อเมริกันไปยังตลาดโลกและต่อต้านนโยบายภาษียาสูบ เขาส่งเสริมการวิจัย ‘หลอกลวง’ เกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพของการสูบบุหรี่ และริเริ่มในการผลิตภาพยนตร์โฆษณาชวนเชื่อ ผ่านสถาบันและคณะกรรมการที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากบริษัทยาสูบต่างๆ
สถิติจากปี 2561 บริษัทยาสูบ 6 แห่งที่ใหญ่ที่สุดในโลก รายงานผลประกอบการที่เป็นกำไร 5.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ บริษัท Imperial Brands รายงานผลกำไรถึงร้อยละ 46 จากการขายยาสูบทั่วโลก ในปี 2562 บริษัทยาสูบทั้ง 6 ใช้งบประมาณ 8 เท่าในการโฆษณาและการตลาดในประเทศ คือ 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ
เมื่อเปรียบเทียบกับการซื้อใบยาสูบจากชาวไร่ยาสูบอเมริกันคือ 940 ล้านเหรียญสหรัฐ ร้อยละ 80 ของงบการตลาดและการโฆษณา ใช้เพื่อลดราคาขายปลีกและการโฆษณาเพื่อกระตุ้นการขาย
สิ่งนี้บ่งชี้ชัดเจนว่า บริษัทยาสูบไม่ได้เน้นการช่วยชาวไร่ยาสูบให้ได้ราคาใบยาสูบที่สูงขึ้น แต่เน้นการเพิ่มจำนวนผู้สูบบุหรี่ การกดราคาใบยาสูบให้ถูกที่สุด เป็นสิ่งสำคัญสำหรับธุรกิจยาสูบ นี่คือเหตุผลสำคัญที่ชาวไร่ยาสูบอเมริกันมองไม่เห็นอนาคต
ชาวไร่ยาสูบอเมริกันยอมรับข้อเท็จจริงที่โหดร้ายคือ ราคาใบยาสูบไม่ได้เพิ่มขึ้นเลยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ราคาใบยาสูบน้ำหนัก 1 ปอนด์ โดยเฉลี่ยในปี 2565 คือ 2.28 เหรียญสหรัฐ ซึ่งน้อยกว่า 3-4 เท่าของราคาเฉลี่ยในปี 2517
สิทธิพิเศษที่ชาวไร่ยาสูบอเมริกันเคยได้รับจากรัฐบาลกลาง ในการประกันราคา และการรับซื้อตามโควตา ยุติลงในปี 2547 ตามกฎหมาย Fair and Equitable Tobacco Reform Act ซึ่งรัฐบาลสหรัฐ ‘จ้าง’ ให้ชาวไร่ยาสูบเลิกทำไร่ยาสูบ โดยใช้งบประมาณ 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
การที่ชาวไร่ยาสูบอเมริกันได้รับ โควตา จากการปลูกยาสูบ เกิดจากราคาที่ไม่สมเหตุสมผลที่รับซื้อโดยบริษัทยาสูบ ทั้งนี้ โควตาเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่จัดทำขึ้นในยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Depression) เพื่อไม่ให้ชาวไร่ยาสูบล้มละลาย
นับจากปี 2547 เป็นต้นมา จำนวนไร่ยาสูบในรัฐนอร์ท แคโรไลนา ลดจำนวนลงอย่างมาก จาก 7,850 แห่ง ในปี 2545 เหลือน้อยกว่า 1,300 แห่ง ในปี 2565 ชาวไร่ยาสูบอเมริกันเหลือเพียง 6,150 คน ในปี 2563 ข้อเท็จจริงคือ ประชากรใน 7 มลรัฐที่ปลูกยาสูบเสียชีวิตจากโรคมะเร็งที่มีสาเหตุจากการสูบบุหรี่สูงกว่ารัฐอื่นๆ
มากกว่าร้อยละ 90 ของใบยาสูบในปัจจุบัน มาจากประเทศรายได้ต่ำและรายได้ปานกลาง ซึ่งบริษัทยาสูบสามารถสร้างอิทธิพลต่อนโยบายควบคุมยาสูบ และประเทศเหล่านี้มีค่าแรงต่ำ ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจยาสูบ การปลูกและผลิตยาสูบก่อให้เกิดมลพิษทางน้ำมากถึง 2.2 พันล้านตัน
ชาวไร่ยาสูบร้อยละ 25 ได้รับผลกระทบทางสุขภาพจากการปลูกยาสูบ (green tobacco sickness, nicotine poisoning) เด็กจำนวนกว่า 1.3 ล้านคนทั่วโลก ถูกใช้เป็นแรงงานในไร่ยาสูบ ร้อยละ 5 ของการทำลายป่าทั่วโลกเกิดจากการทำไร่ยาสูบ 80 ล้านตันของมลพิษที่มาจากคาร์บอน ไดออกไซด์เกิดจากการผลิตและการบริโภคยาสูบ
โดยสรุปคือ บริษัทยาสูบเป็นอุปสรรคต่อเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคมและสุขภาพ


