วันอังคาร ที่ 2 มิถุนายน 2569

Login
Login

ใครก็เป็นฆาตกรได้

ใครก็เป็นฆาตกรได้

เมื่อ 5-6 ปีก่อน ผมได้ชมภาพยนตร์กึ่งสารคดีที่น่ากลัวจนต้องหยุดดูเมื่อผ่านไปราว ครึ่งเรื่อง มิใช่เพราะเป็นหนังผีหรือฆาตกรรมโหดสยอง หากน่ากลัวยิ่งกว่านั้นเพราะบอกว่ามนุษย์คนใดก็สามารถเป็นฆาตกรที่โหดเหี้ยมได้

หากอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ “เหมาะสม” จะมีอะไรที่น่าหวาดกลัวไปกว่าหากมันเป็นจริง และข้อสรุปนี้มาจากการทดลองทางจิตวิทยาแบบจำลองของจริงโดยนักจิตวิทยาที่มีชื่อ

ผมได้ค้นดูก็พบว่าหนังเรื่องนี้มีชื่อว่า The Stanford Prison Experiment (2015) เป็นหนัง สารคดีที่มีการแสดงประกอบ เล่าเรื่องจริงของการทดลองทางจิตวิทยาในปี 1971 ที่มหาวิทยาลัย Stanford

โดยจำลองห้องใต้ดินของอาคารจิตวิทยาขึ้นเป็นคุกและให้นักศึกษาเป็นผู้เข้าร่วมการทดลองโดยแบ่งออกเป็นชุด “ผู้คุม” และชุด “นักโทษ” ได้มีการวางแผนว่าจะทดลองเป็นเวลา 2 อาทิตย์ 

แต่เมื่อผ่านไปเพียง 6 วัน ก็ต้องเลิกเพราะเกิดสถานการณ์ที่น่ากังวลทางจิตวิทยาขึ้น กล่าวคือ กลุ่ม “ผู้คุม” มีความก้าวร้าว คุกคามเเละโหดร้ายรุนเเรงมากขึ้นทุกที ส่วนกลุ่ม “นักโทษ” ก็เกิดภาวะจิตใจที่ไม่สามารถรับมือกับความเครียดและ แรงกดดันได้ อารมณ์พังทลายร้องไห้เเละหวาดกลัว

ต่อมาอาจารย์นักจิตวิทยา Philip Zimbardo ผู้ทดลองได้เขียนหนังสือเกี่ยวกับการทดลองครั้งนั้นขึ้นมีชื่อว่า The Lucifer Effect (2007) และทำให้คำนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางในโลก 

Lucifer เป็นชื่อของปีศาจในโลกตะวันตก อีกชื่อหนึ่งก็คือ Satan (ซาตาน) หรือปีศาจซาตานที่เรารู้จักกันในสังคมไทย Lucifer Effect (LE) คือผลพวงจากการมีสิ่งแวดล้อมหรือสถานการณ์อัน “เหมาะสม” ที่ทำให้คนธรรมดาสามารถกลายเป็นฆาตกรที่โหดร้ายไปได้

หากจะเข้าใจ LE ต้องพิจารณาคำในจิตวิทยาที่เรียกว่า Dehumanization (การพังทลายของความเป็นมนุษย์) กล่าวคือเป็นกลไกที่ทรงอิทธิพลอย่างมากในการฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมผ่านการเห็นว่าฝ่าย ตรงข้ามเป็นสิ่งที่ “น้อยกว่ามนุษย์”

ไม่ควรค่าแห่งการพยายามเข้าอกเข้าใจเป็นสัตว์ชั้นต่ำ เป็นเชื้อโรค เป็นสิ่งของหรือเครื่องจักรที่ไม่มีหัวใจหรือจิตวิญญาณ ดังนั้นจึงฆ่าทำลายได้เพราะไม่เป็น “มนุษย์” เหมือนพวกเรา 

Dehumanization นี้แหละที่เป็นกลไกที่ทรงพลังหนึ่งที่อยู่เบื้องหลังการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ การมีทาส อาชญากรรมสงคราม ความเกลียดชังเชื้อชาติ ความรุนแรงของม็อบ การบูลลี่ การบีบคั้นครอบงำโดยเผด็จการ หรือแม้แต่ความรุนแรงทางออนไลน์ด้วยคำพูดต่าง ๆ

มนุษย์โดยพื้นฐานมีความรู้สึกผิดชอบชั่วดี มีความสามารถในการเข้าใจหัวอกผู้อื่น มีความยับยั้งชั่งใจเพราะมีคุณธรรมหรือความดีงามอยู่ในใจ

อย่างไรก็ดีเมื่อ “ผู้อื่น” ที่มองเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้ามถูกแบ่งในสมองว่า “ไม่ใช่มนุษย์อย่างพวกเรา” ความยับยั้งในใจก็อ่อนลงและในทางจิตวิทยาสมองจะสร้าง “ระยะห่างทางศีลธรรม” ขึ้น 

“ผู้อื่น” ถูกเปรียบเทียบว่าเป็น “แมลงสาบ” “หมูหมา” “สัตว์เลื้อยคลาน” “พาหะนำโรค” ฯลฯ ซึ่งหมายถึง “สกปรก” “ต่ำช้า” “ป่าเถื่อน” “อันตราย” นอกจากนี้ “ผู้อื่น” ยังเปรียบเสมือน “สิ่งของ” “เครื่องจักร” “หมายเลข” ฯลฯ อีกด้วย

สิ่งที่แยก “ผู้อื่น” ออกจาก“พวกเรา”ก็ได้ความแตกต่างในเรื่อง “อุดมการณ์” “ความเชื่อ” “เชื้อชาติ” “ภาษา” “หน้าตา” “วัฒนธรรม” “สีผิว” ฯลฯ เมื่อ “ผู้อื่น” ได้กลายเป็น “ศัตรู” การทำลาย ฆ่าฟันจึงเป็นเรื่องปกติเพราะ “เขาไม่เหมือนเรา” “มันไม่เป็นมนุษย์” “เลวทรามชั่วช้า” ดังนั้น Lucifer Effect จึงเกิดขึ้น

Dehumanization เกิดขึ้นได้ทางจิตวิทยาอันเนื่องมาจาก

(1) การแยกออกเป็น “พวกเรา” กับ “พวกเขา” ซึ่งเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์มาแต่ดึกดำบรรพ์ “พวกเขา” จะได้รับความเข้าอกเข้าใจน้อยลงโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกิดสงคราม ความขัดแย้งทางการเมือง ความเครียดทางเศรษฐกิจ 

(2) ความกลัว และความรู้สึกว่าถูกคุกคาม เมื่อมนุษย์รู้สึกเช่นนี้จะมีทางโน้มไปสู่การยอมรับการกระทำที่รุนแรงเเละแข็งกร้าวมากขึ้น ความรู้สึกเช่นนี้อาจถูกขยายโดยผู้นำว่า “ศัตรู” นั้นอันตราย จะทำลายวัฒนธรรม และความกลัวที่เกิดขึ้นจะไปกดทับความมีเหตุมีผลไปสิ้น 

(3) การพูดซ้ำ ๆ และการโฆษณาชวนเชื่อ จะทำให้คนเปลี่ยนความเข้าใจโลก เช่น บอกว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นโจร สกปรก คดโกงหักหลัง ต่ำกว่ามนุษย์ ฯลฯ ภาพเหล่านี้ก็จะถูกฝังเข้าไปในใจ 

(4) เมื่อรวมกันเป็นกลุ่มแต่ละคนจะรู้สึกว่าตนเองรับผิดชอบในฐานะปัจเจกบุคคลน้อยลงจึงกล้าที่จะฆ่าทำลายศัตรูได้ง่ายขึ้น เพราะใคร ๆ ก็ฆ่าฟันศัตรูกันทั้งนั้น

(5) ความโหดร้ายเป็นเรื่องง่ายขึ้นเมื่อคนอยู่ห่างไกลกัน ไม่ว่าจะเป็นระยะทางตามภูมิศาสตร์หรือระยะทางในใจหรือการไม่เห็นหน้ากัน (ด้วยเหตุนี้การใช้คำพูดที่รุนแรงออนไลน์ จึงเกิดขึ้นได้ง่ายกว่ากรณีที่เห็นหน้าตากัน)

Zimbardo สรุปว่าพฤติกรรมที่ชั่วร้ายมิได้เกิดขึ้นจาก “คนที่ชั่วร้ายโดยสันดาน” หากเกิดขึ้นจากสถานการณ์ เช่น แรงกดดันจากกลุ่ม ความหวาดกลัว อุดมการณ์ อำนาจทางการ และระบบที่สามารถแปรเปลี่ยนพฤติกรรมของคนได้ พูดง่าย ๆ ก็คือระบบที่เลวคือตัวการสำคัญที่สามารถทำลายคนปกติได้ 

ข้อสรุปนี้อื้อฉาวพอควรตรงที่ว่า “ความชั่วร้าย” มิได้เกิดจากคนที่ชั่วร้ายโดยสันดาน หากระบบที่เลวเป็นสาเหตุ มีการถกเถียงข้อนี้กันมาก อย่างไรก็ดี พอรับได้ว่าสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมมีส่วนอย่างสำคัญที่ทำให้เกิด Lucifer Effect

ถ้าดูโลกจริงเเล้วจะเห็น LE ในหลายเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ 

(1)    Holocaust ที่ยิวถูกฆ่า 6 ล้านคนในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 
(2)    เขมรแดงในช่วง ค.ศ. 1975-1979 ฆ่าคนเขมรไป 2 ล้านคน หรือ 1 ใน 4 ของประชากร 
(3)    การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ใน Rwanda ในปี 1994 คนกว่า 800,000 คน ถูกฆ่าตายใน 100 วัน 
(4)    คุก ABU Ghraib ขังผู้ก่อการร้ายของสหรัฐหลังเหตุการณ์ 9-11 อย่างโหดร้ายทารุณ

การฆ่าฟันทั้งหมดมิได้เกิดขึ้นโดยทหารที่รบเป็นทางการ หากร่วมกระทำโดยคนธรรมดาที่มิได้มีความโหดเหี้ยมมาก่อน และกระทำไปอย่าง “ไม่เห็นผิด” 

ฆาตกรเหล่านี้ระบุว่าความกลัวว่าตนเองจะถูกฆ่าหากไม่กระทำกลบความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเพื่อเอาตัวรอด นอกจากนี้คำโฆษณาชวนเชื่อ การรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือผู้อื่น ความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง และรู้สึกว่าใคร ๆ ก็ทำกันทั้งนั้นทำให้เห็นว่ามันเป็นเรื่องปกติ

งานทดลอง ที่ Stanford แสดงให้เห็นว่าเเม้เพียงการจำลองสถานการณ์ “ผู้คุม” ก็สามารถทำร้าย “นักโทษ” ได้มาก ถ้าไม่ระมัดระวังเรื่องการให้อำนาจโดยปราศจากระบบควบคุมที่รัดกุมและมีประสิทธิภาพแล้ว การลุแก่อำนาจย่อมเกิดขึ้นได้เสมอทั้งในคุก ในสถานที่จองจำ 

ในการรบต่อสู้อันเกิดจากความขัดแย้งแม้เพียงเล็กน้อยหรือแม้แต่ในสังคมก็ตามที การขจัดเงื่อนไขของการเกิด Lucifer Effect ซึ่งเป็นผลจากกระบวนการ Dehumanization เป็นหัวใจสำคัญของการลดความรุนแรง

ข้อเท็จจริงที่น่าเศร้าจากประวัติศาสตร์ของความรุนเเรงก็คือความชั่วร้ายส่วนใหญ่กระทำโดยคนที่มิได้ตัดสินใจมาก่อนว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่ว สถานการณ์เเละสิ่งเเวดล้อมอัน “เหมาะสม” เป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งในการสร้างความชั่วร้าย.