วันพฤหัสบดี ที่ 11 มิถุนายน 2569

Login
Login

เมื่อไม่มีที่พึ่งทางปัญญา

โลกที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว ท้าทายความสามารถของผู้คนในการติดตามใช้ประโยชน์จากความก้าวหน้าเหล่านั้นในทางสร้างสรรค์ พร้อมกับที่โลกมีความผันผวนไปจากระเบียบโลกดั่งเดิมที่เคยเชื่อกันมา

ความท้าทายต่าง ๆ ต่อชีวิตมีเพิ่มมากขึ้นจากแทบทุกทิศทาง

โลกที่ผันผวน เทคโนโลยีที่ก้าวหน้า กดดันให้สารพัดปัจจัยเศรษฐกิจ ส่งผลกระทบเรื่องการทำมาหากินอย่างรุนแรง แจกเงินกันแล้ว แจกกันอีก ไม่รู้อีกกี่ครั้งถึงจะพอเพียงที่จะอยู่รอดกันได้ 

“ผู้รู้” ผุดขึ้นมามากมายในยามนี้ เพียงแต่คนจะร่วมกันให้ความเชื่อถือเป็นที่พึ่งทางปัญญา ช่วยให้แนวคิด ช่วยชี้แนวทางการตัดสินใจเหมือนกับที่ผู้คนเคยให้ความเชื่อถือในวันก่อนมากแค่ไหนเท่านั้น ตราบเท่าจนปัจจุบัน ผู้คนจำนวนไม่น้อยยังศรัทธาเชื่อมั่นผู้รู้ในอดีตกาลหลายท่าน

แต่น่าเสียดายว่าท่านที่เป็นที่ศรัทธาเหล่านั้น ละจากโลกนี้ไปแล้ว ไม่อาจใช้ปัญญาที่ท่านมีมาแนะนำใด ๆ ในโลกโกลาหลเช่นในวันนี้ได้

เมื่อมีผู้รู้โผล่ขึ้นมามากมายในวันนี้ ทำความเข้าใจกับตนเองเป็นเบื้องต้นก่อนว่า ผู้รู้วันนี้มีเยอะแยะไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ก่อนถ้าเก่งไม่จริงจะไม่ปรากฏตนว่าเป็นผู้รู้ต่อสาธารณะ แต่ก่อนช่องทางแสดงความเก่งน้อยกว่าวันนี้มากมาย แต่ละท่านจึงเสมือนถูกช่องทางคัดกรองว่าเก่งจริงมาแล้ว และผู้คนก็ไม่มีช่องทางเลือกมากมายเหมือนวันนี้ในการรับรู้ความเก่งนั้น 

สมัยก่อน เก่งไม่จริง ปรากฏตนต่อสายตาผู้คนได้ยากมาก แต่วันนี้ช่องทางมีมากมาย ประกอบกับมี AI ช่วยปรุงแต่งให้ดูเก่งกาจ อยากแสดงตนว่าเก่งเรื่องอะไร ก็ใช้ AI เป็นตัวช่วยรวบรวมสาระที่จะใช้แสดงความเก่ง ซึ่งก็จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง

แต่ปากเป็นเอก เลขเป็นโท ความเก่งที่ไม่แท้จริงจึงดูเหมือนเก่งจริงและเก่งมาก จากวาทะ ที่ไม่ใช่สาระ ผู้รู้ที่โผล่ขึ้นมามากมายในวันนี้ หลายคนกลายเป็นผู้รู้ในทุกเรื่อง ไม่ใช่ผู้รู้ที่เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่องเหมือนแต่ก่อน AI ช่วยทำให้ใครก็ตามที่วาทะดี ดูเสมือนเป็นผู้เชี่ยวชาญได้ทั้งนั้น

หากไม่ต้องการให้วิกฤติที่พบเจออยู่นั้นย่ำแย่ลงไปอีก มีเรื่องสำคัญที่ต้องพึงระวังในยามที่ไม่มีที่พึ่งทางปัญญาที่น่าศรัทธา อยู่ 3 เรื่อง 1.เมื่อไม่มีที่พึ่งทางปัญญา เรามักมองสั้น มองเสมือนชีวิตมีแค่วันนี้ เลยทำอะไรหลายอย่างที่ดีวันนี้ แต่แย่วันหน้า โลกวุ่นวายนัก วันนี้ฉันเลยใช้เงินซื้อความสุขเต็มที่ พรุ่งนี้เลยไม่มีเงินใช้

โดยทั่วไปแล้ว ผู้ที่เป็นที่พึ่งทางปัญญามักให้แนวทางความคิดที่เราสามารถสร้างสมดุลระหว่างวันวาน วันนี้ และพรุ่งนี้ในบริบทที่เผชิญอยู่ แต่ตระหนักไว้เสมอว่า แนวคิดที่ท่านผู้รู้เหล่านั้นเคยให้ไว้ในบริบทของอดีต ไม่อาจนำมาใช้โดยตรงได้ในวันนี้ ไม่ว่าจะมีที่พึ่ง หรือไม่มี มองยาวไว้เสมอ

2.อย่าปักใจเชื่อในเรื่องที่มาจากทฤษฎีสมคบคิด ผู้รู้วาทะดี โดยมี AI เป็นตัวช่วย สามารถจับแพะ ชนแกะให้ดูเป็นเรื่องราวได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าเป็นคนดังแล้ว โอกาสที่เราจะใส่ใจกับเรื่องนั้นยิ่งมากขึ้นมาก ลองไตร่ตรองดูก่อนว่า ถ้าเรื่องนั้นมาจากคนอื่น ที่ไม่ใช่ผู้รู้คนนั้น เราจะเชื่อหรือไม่

ถ้าตอบตัวเองว่า ไม่เชื่อแน่ ๆ ก็ถามตัวเองอีกหนึ่งคำถามว่า ทำไมต้องเชื่อเรื่องนั้น เพียงเพราะมาจากผู้รู้คนดังคนนั้น ถ้าอยากจะเชื่อเรื่องที่มาจากทฤษฎีสมคบคิด ก็ลองใช้ AI ช่วยเถียงแทนว่า เรื่องนั้นน่าจะไม่จริง ด้วยเหตุใดบ้าง แต่ไม่มีประโยชน์ใดที่จะสอบทานความเชื่อนั้นกับผู้คนที่เป็นแฟนคลับของผู้รู้คนนั้นแต่ประการใด

3.อย่าแบ่งพวก แบ่งขั้วในหมู่พวกเรา เพียงเพราะวาทะจากผู้รู้ที่ตนเองไปรับทราบกันมา ตระหนักไว้เสมอว่า ผู้รู้มีมากมายในวันนี้ ดังนั้นใครอยากจะเชื่อผู้รู้คนไหนก็เป็นสิทธิของคนนั้น อย่าให้ผู้รู้ที่เราเชื่อในวันนี้ เป็นเสมือนศาสดา ที่ใคร ๆ ต้องเชื่อเหมือนฉัน ถ้าไม่เชื่อศาสดาท่านนี้เหมือนฉัน ถือว่าอยู่คนละพวก อยู่คนละขั้ว 

ยิ่งวันนี้ผู้รู้ในโซเชียลมีเดีย บางท่านถึงขนาดส่งเสริมการแบ่งขั้ว แบ่งพวก ด้วยการยกยอแฟนคลับของตนว่าเป็นผู้ฉลาดล้ำ ในขณะที่ป้ายสีว่าใครที่ไม่เชื่อในวาทะที่ตนบอกตนเล่ามานั้นล้วนแต่โง่ดักดาน รับฟังกันเป็นประจำโดยไม่ทันตระหนักว่ารู้จริงหรือไม่ เก่งจริงหรือไม่ในเรื่องนั้น การแบ่งพวกจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ พวกฉันฉลาด พวกแกโง่ ผิดถูกเลยไม่มีตรรกะ พวกฉันฉลาด ฉันต้องถูก พวกแกโง่ แกต้องผิด

โอกาสที่จะได้ผู้รู้ที่พึ่งทางปัญญาที่แท้จริงในยุค AI และอินเทอร์เน็ตทั่วไทยนี้ไม่ง่ายนัก ดังนั้น อย่ากลายเป็นหุ่นเชิดให้กับใครก็ตามที่เราคิดว่าเป็นผู้รู้อย่างเด็ดขาด