วันเสาร์ ที่ 6 มิถุนายน 2569

Login
Login

ประเทศเล็ก กลางจะต้องเลือกข้าง (1)

ประเทศเล็ก กลางจะต้องเลือกข้าง (1)

ผมเป็นคนรุ่นเก่าที่ยังดูโทรทัศน์เป็นประจำ และตอนนี้กำลังดูเรื่องเก่าเล่าใหม่บรรยายโดยดารา Tom Hanks เกี่ยวกับสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่โหดร้ายทารุณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศขนาดเล็กและชนกลุ่มน้อย

ที่ถูกทำร้ายและรุกรานไปทั่วโลกโดยแทบจะไม่มีข้อยกเว้น (ข้อยกเว้นก็มีบ้าง เช่น สวิตเซอร์แลนด์และสกอตแลนด์)

สงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นเกิดขึ้น เพราะสาเหตุหลายประการ แต่สาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งคือ การที่เยอรมนี ซึ่งเป็นฝ่ายที่แพ้สงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และถูกลงโทษอย่างรุนแรง แบบไม่ให้ผุดไม่ให้เกิด โดยสนธิสัญญาแวร์ซายเมื่อปี 1919 ทำให้เกิดความเคียดแค้น

เป็นโอกาสให้แนวคิดหัวรุนแรงคือ ลัทธินาซีได้รับความนิยม และเมื่อถูกซ้ำเติมด้วยวิกฤตเศรษฐกิจ ก็ทำให้คนเยอรมันเลือกฮิตเล่อร์ขึ้นมาครองอำนาจ และในเวลาไม่ช้า ฮิตเล่อร์ก็ยึดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จ และฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการสร้างกองทัพที่มีศักยภาพสูงที่สุดในโลกในขณะนั้น และก็ได้ใช้กองทัพยึดครองประเทศต่างๆในยุโรป ทำให้เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2

นอกจากนั้น ฮิตเลอร์ก็ได้เชิญประเทศที่มีแนวคิดทำนองเดียวกันและรู้สึกว่าประเทศตัวเองถูกเอาเปรียบ คือ อิตาลีและญี่ปุ่นมาเป็นพันธมิตรร่วมกันทำสงครามและยึดครองประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กเพื่อสร้างโลกใหม่ที่ตนเองจะเป็นมหาอำนาจอีกครั้งหนึ่ง

ผลที่ตามมาคือ การรบกันทั่วโลกเป็นเวลานานเกือบ 6 ปี และจบลงด้วยการใช้อาวุธนิวเคลียร์ ที่ทำให้โลกเข้าสู่ยุคที่เกรงว่า หากเกิดสงครามโลกครั้งที่ 3 ก็เป็นไปได้ว่ามนุษย์จะฆ่าล้างกันเองจนหมดโลก

มาวันนี้ เราก็กำลังเห็นสงครามเกิดขึ้นจากการที่ประเทศขนาดใหญ่ คือสหรัฐรุกรานประเทศขนาดเล็กคืออิหร่าน และรัสเซียรุกรานยูเครน ซึ่งทั้งรัสเซียและอิหร่านก็ได้รับการสนับสนุนและมีความใกล้ชิดกับจีน ซึ่งจีนก็มีความต้องการที่จะยึดครองเกาะไต้หวันให้กลับมาเป็นของจีนอย่างเต็มรูปแบบ

ในขณะที่สหรัฐก็ให้ความสำคัญกับไต้หวัน เพราะเป็นประเทศที่เป็นแนวหน้าในการผลิตชิพที่ถูกนำไปใช้ในเทคโนโลยีทุกประเภทรวมทั้งเอไอ ทำให้เกิดคำถามว่า ในสถานการณ์ดังเช่นว่านี้ ประเทศขนาดเล็กเช่นไทยและอีกหลายประเทศ ที่เป็นทั้งประเทศขนาดกลางและขนาดเล็ก ควรจะปกป้องตัวเองและรักษาอธิปไตยของประเทศได้อย่างไร

ผู้นำของประเทศขนาดกลางคนหนึ่งที่พยายามหาคำตอบคือ นายกรัฐมนตรี มาร์ค คาร์นีย์ ของแคนาดา ซึ่งกล่าวสุนทรพจน์ที่เมืองดาวอสเมื่อต้นปีนี้มีใจความว่า ประเทศขนาดกลางจะต้องรวมตัวกันสร้างอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจ คือ สหรัฐและจีน ในมิติต่างๆ

โดยกล่าว เตือนสติประเทศขนาดกลางว่า หากไม่รวมตัวกันให้มีอำนาจต่อรองกับมหาอำนาจ ก็จะต้องถูกมหาอำนาจกลืนกินไปในที่สุด โดยมีคำคมว่า “If we are not at the table, we are on the menu”.

แต่แนวคิดนี้ นักวิชาการของสหรัฐ คือ Michael Beckley ทักท้วงว่าเป็น “การหลงผิด” (delusion) ในบทความค่อนข้างจะยาวมาก แต่ผมแนะนำว่าสมควรอ่านอย่างยิ่ง โดยได้ลงตีพิมพ์ในวารสาร Foreign Affairs เมื่อวันที่ 25 May 2026

ภายใต้ชื่อ บทความว่า “The Middle Power Delusion: Not Choosing is Not an Option” ซึ่ง ผมจะได้นำไปขยายความในตอนต่อไป แต่สำหรับตอนนี้อย่าขอเริ่มจากการศึกษาบทเรียนจากประวัติศาสตร์ โดยมีข้อสังเกตดังต่อไปนี้

1. ยุคที่เกื้อกูลประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนคือยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถึงประมาณปี 2015 (รวมกันประมาณ 70 ปี) ซึ่งประเทศมหาอำนาจคือ สหรัฐและสหภาพโซเวียต และต่อมาคือประเทศจีน (ที่ได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศมหาอำนาจภายในเวลา 30 ปี)

ได้เปิดโอกาสให้ประเทศขนาดกลาง-ขนาดเล็กได้รับการปกป้องคุ้มครอง และสามารถพัฒนาทำมาหากินจนเจริญรุ่งเรืองในยุคของโลกาภิวัตน์ คือ โลกที่ส่งเสริมระบบการค้าและการลงทุนเสรี แต่โลกที่ว่านี้ไม่ใช่เรื่องปกติในประวัติศาสตร์แต่อย่างใด

2. ตรงกันข้ามในอดีต ประมาณ 2,000 ปี ที่ผ่านมาจนกระทั่งถึงปี 1800 มนุษย์กว่าครึ่งโลกต้องอยู่ภายใต้การปกครองของมหาอำนาจเพียงไม่เกิน 3 ถึง 5 ประเทศเท่านั้น เช่น ยุคจักรวรรดิโรมันที่ครอบคลุมพื้นที่ยุโรป แอฟริกาเหนือ และตะวันออกกลางที่เริ่มต้นขึ้นเมื่อ 27 ปีก่อนคริสตกาล

จนกระทั่งล่มสลายลงใน ค.ศ. 476 หรือจักรวรรดิออตโตมันตั้งแต่ปี ค.ศ. 1299 ครอบคลุมพื้นที่กว้างใหญ่ใน 3 ทวีป ได้แก่ ยุโรป เอเชีย และแอฟริกา ก่อนจะล่มสลายลงหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 (ประเทศตุรกีในปัจจุบัน)

3. สำหรับทวีปยุโรปนั้น ก็ทราบกันดีว่าทำสงครามระหว่างกันมาโดยตลอดในช่วงหลายร้อยปีที่ผ่านมา ทำให้นครต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนประเทศขนาดเล็กมีจำนวนลดลงจากประมาณ 500 แห่ง ในปี 1500 เหลือเพียง 20 ประเทศในปี 1900 การที่ประเทศมหาอำนาจยึดครองประเทศขนาดเล็กนั้นเป็นเรื่องที่ทำกันเป็นปกติ ที่เรียกกันว่า ยุคล่าอาณานิคม 

4.ในยุโรปนั้น ได้มีความพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดสันติภาพระหว่างประเทศขนาดใหญ่โดยราชวงศ์ได้มีการแต่งงานระหว่างกัน แต่ก็ไม่เป็นผล ตัวอย่างเช่น ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง กษัตริย์ King George V ของอังกฤษ (พระชายา คือ Queen Mary เป็นคนเยอรมัน)

และ กษัตริย์ Kaiser Wilheim II ของเยอรมนี (พระมารดาเป็นคนอังกฤษ) กับกษัตริย์ Tsar Nicolas II ของรัสเซียนั้น กษัตริย์ทั้ง 3 พระองค์เป็นลูกพี่ลูกน้อง (first cousins) กัน กล่าวคือทั้ง 3 พระองค์เป็นหลานของ กษัตริย์ Queen Victoria ของอังกฤษ.

5. ในช่วงเร่มต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้น ฮิตเลอร์กับสตาลิน ทำสัญญาไม่รุกรานกันระหว่างเยอรมนีและรัสเซีย (non-aggression pact) แม้ว่าพรรคนาซีจะเป็นศัตรูกับระบอบคอมมิวนิสต์ ทั้งนี้โดยได้ตกลง(ลับ)กันว่า เยอรมนีจะยึดครองโปแลนด์ โดยแบ่งประเทศออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งให้กับรัสเซีย เพื่อแลกกับการที่รัสเซียจะไม่โจมตีเยอรมนี ทำให้ฮิตเลอร์ ไม่ต้องรบพร้อมกัน 2 สมรภูมิ

6. แต่ต่อมา ฮิตเลอร์ก็ทรยศสตาลินและสั่งให้กองทัพเยอรมันบุกเข้าไปยึดครองประเทศรัสเซีย เมื่อเดือนมิถุนายน 1941 เพราะสตาลินไม่ยอมลงนามในสนธิสัญญา (ร่วมกับญี่ปุ่นและอิตาลี) ที่ก่อกำเนิดฝ่ายอักษะ (Axis Powers) ในเดือนกันยายน 1940 ทั้งนี้เพราะฮิตเลอร์ไม่พอใจที่ถูกสตาลินปฏิเสธ แม้ว่าจะ(อุตส่าห์)มีข้อเสนอว่า เมื่อยึดครองอังกฤษได้สำเร็จแล้วก็จะยกอินเดียให้กับรัสเซีย

ที่เล่ามาทั้งหมดนี้ก็เพื่อแสดงให้เห็นว่า การเป็นประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กนั้นค่อนข้างจะ “อยู่ยาก” เช่นในปี 1910 ก่อนเกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งนั้น มีประเทศอยู่บนโลกนี้เพียง 50-60 ประเทศเท่านั้น

และหลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แม้จะได้มีการจัดตั้งองค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ซึ่งเป็นเสมือนองค์กรสหประชาชาติในยุคแรก ก็มีสมาชิกไม่ถึง 60 ประเทศ (รวมทั้งประเทศสยามด้วย) แต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่สหรัฐฯ ได้สร้างระเบียบโลกใหม่ ได้มีประเทศเกิดใหม่นับร้อยประเทศ ทำให้มีจำนวนประเทศในโลกเพิ่มขึ้นเป็น 192 ประเทศในปี 2000

ประเด็นคือ ยุคที่พวกเราเกิดและมีชีวิตอยู่ในขณะนี้นั้น เป็นยุคที่ “ผิดปกติ” และเป็นยุคที่อาจจะกำลังต้องจบลง ดังนั้นหากกลับมาเป็น“ปกติ”แล้ว ประเทศขนาดกลาง-เล็ก จะอยู่รอดกันได้อย่างไร ต้องขอเขียนต่อไปในตอนหน้าครับ