วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทำไมคนไทยกินไข่แพง เปิดเบื้องหลังโครงสร้างราคาไข่ไก่

ทำไมคนไทยกินไข่แพง เปิดเบื้องหลังโครงสร้างราคาไข่ไก่

ในโลกของเศรษฐศาสตร์ “ไข่ไก่” ไม่ใช่แค่ดัชนีชี้วัดความมั่นคงทางอาหารที่เรียบง่าย แต่ไข่ไก่หนึ่งฟองสามารถสะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างตลาด การจัดสรรผลประโยชน์ และกลไกกำกับดูแลที่ถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความเป็นธรรม

บทความชิ้นนี้จะอธิบายว่าเหตุใดการเลี้ยงไก่ไข่จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเกษตรกร แต่เป็นเรื่องของปากท้องคนไทยทั้งประเทศที่อาจต้องแบกรับ “ค่าเช่าทางเศรษฐกิจ” ที่พวกเขามิได้เป็นผู้ก่อ

และใครคือผู้มีบทบาทสำคัญในโครงสร้างตลาดนี้ ทำไมอุตสาหกรรมที่ควรแข่งขันเสรี จึงกลายเป็นตลาดที่เอื้อให้ผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่รายมีความได้เปรียบกว่าผู้เล่นรายอื่น

ปฐมบทแห่งกำแพง: จากผู้คุ้มครองสู่ผู้คุมประตู

จากเป้าหมายที่ต้องการสร้าง “เสถียรภาพ” ให้กับอุตสาหกรรมไข่ไก่ นำไปสู่การตั้ง “Egg Board” หรือคณะกรรมการนโยบายพัฒนาไก่ไข่และผลิตภัณฑ์ เพื่อกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และมาตรการพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่ไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญคือ การกำหนดโควตาการนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) ที่ Egg Board ให้เหตุผลว่า มีผู้ร้องเรียนว่ามีปัญหาไข่ไก่ล้นตลาด ราคาไข่ไก่ตกต่ำ จนรัฐบาลต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาด้วยการเริ่มจำกัดการผลิตลูกไก่ไข่ตามกลไกตลาด โดยมีการกำหนดเป้าหมายโควตานำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ในแต่ละปีให้ชัดเจน

แต่จากผลการดำเนินงานที่ผ่านมา การจัดสรรโควตาในลักษณะ “จัดสรรตามฐานเดิม” กลับถูกสังคมตั้งคำถามว่าเป็นการเพิ่มอุปสรรคต่อผู้เล่นรายใหม่หรือไม่ ? เพราะผู้ที่ถือครองโควตาเสมือนถือครองสิทธิที่อาจสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน นำมาซึ่ง “กำไรส่วนเกินจากโควตา” (Quota Rent) มูลค่านับพันล้านบาทต่อปี

ทว่าสิ่งที่น่าพิศวงที่สุดในเชิงนิติเศรษฐศาสตร์คือ ยังมีข้อถกเถียงถึงฐานอำนาจทางกฎหมายของ Egg Board ว่ามีอำนาจในการ “จำกัดจำนวน” การนำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) หรือไม่

แต่ทางออกที่ Egg Board ใช้ในการดำเนินงานกลายเป็น “การขอความร่วมมือ” ด้วย “มติที่ประชุม” ให้ผู้นำเข้ารายเดิมตกลงกันจำกัดจำนวนนำเข้า ซึ่งอาจทำให้การตรวจสอบเชิงสาธารณะทำได้จำกัด และเป็นกำแพงให้ผู้เล่นรายใหม่ยากที่จะได้รับการจัดสรรส่วนแบ่ง

ส่วนแบ่งตลาดและใยแมงมุมที่ครอบคลุมตลอดห่วงโซ่

เมื่อฐานอำนาจที่ไม่ชัดเจนถูกนำมาใช้ ความเหลื่อมล้ำจึงปรากฏชัดในตัวเลข ส่วนแบ่งการตลาด (Market Share) ผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ไก่ไข่ (PS) มีการกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการรายใหญ่ไม่กี่ราย ครอบครองโควตาการผลิตพันธุ์ไก่รวมกันมากกว่า 69.28%

จนดัชนีที่ใช้วัดผู้มีอำนาจเหนือตลาด (HHI) 4 รายแรก พุ่งสูงทะลุเพดานที่ 3,000 จุด ซึ่งในทางสากลถือว่ามีอำนาจเหนือตลาดที่สะท้อนระดับการกระจุกตัวของตลาดในระดับสูง

อำนาจนี้ทำให้รายใหญ่มีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางราคา ไม่ว่าจะเป็นราคาลูกไก่หรืออาหารสัตว์ และยังมีอิทธิพลต่อปริมาณอุปทานของลูกไก่และไก่สาวในตลาดในระดับสูง

อาณาจักรนี้แผ่อิทธิพลแบบ “แนวดิ่ง” (Vertical Integration) ตั้งแต่พันธุ์ไก่ โรงงานอาหารสัตว์ ไปจนถึงเคาน์เตอร์จ่ายเงินในร้านค้าปลีก นอกจากนี้ยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการขายพ่วงสินค้า ทำให้เกษตรกรอิสระที่ต้องการเพียงลูกไก่ต้องซื้อทั้งอาหารสัตว์และยาไปด้วย การที่ต้องแบกรับต้นทุนที่สูงกว่าทำให้เกษตรกรรายย่อยให้ค่อย ๆ ล้มหายตายจากไปตลาดไข่ไก่

ส่งออกไข่ถูก แต่คนไทยกินไข่แพง

ความย้อนแย้งที่ใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรมนี้คือการใช้ “กองทุนพัฒนาอุตสาหกรรมไก่ไข่” ซึ่งเกิดจากการลงขันกันเองของผู้นำเข้าพ่อแม่พันธุ์ มาอุดหนุนการส่งออกไข่ไก่ไปต่างประเทศในราคาต่ำกว่าทุนเพียงเพื่อ “ระบายส่วนเกิน” (Vent for surplus) ออกไป

วิธีการนี้ไม่ใช่การขยายตลาดไปต่างประเทศอย่างยั่งยืน แต่ส่งผลให้ปริมาณไข่ไก่ในประเทศตึงตัวมากขึ้น จนเหมือนกับขาดแคลน ทำให้ราคาไข่ไก่ในไทยมีราคาสูง 

สุดท้ายผู้บริโภคชาวไทยต้องแบกรับภาระการกินไข่แพง ในขณะผู้ประกอบการรายใหญ่ยังคงรักษาความได้เปรียบทางการแข่งขันไว้ได้ เกิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ไม่มีใครได้ประโยชน์ (Deadweight Loss) ต่อสังคมไทยไม่น้อยกว่า 216-644 ล้านบาทต่อปี

ผลกระทบนี้แทรกซึมไปถึง “โต๊ะอาหาร” ในทุกครัวเรือน จากสถิติการบริโภคไข่ต่อหัวของไทยพบว่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกอย่างน่าใจหาย อยู่ที่ 237 ฟองต่อปีเทียบกับ 340 ฟองในประเทศพัฒนาแล้ว แม้แต่ค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ใกล้เคียงกัน การบริโภคไข่ไก่ของคนไทยยังถือว่าตามหลังอยู่มาก

สาเหตุหลักอาจไม่ใช่เพราะคนไทยไม่ชอบกินไข่ แต่อาจเป็นเพราะราคาไข่ไก่ในไทยมักจะมีราคาสูงเมื่อเทียบกับรายได้เฉลี่ยของคนไทย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับต่างประเทศ

ความท้าทายด้านธรรมาภิบาลในอุตสาหกรรมไข่ไก่

ปรากฏการณ์ดังกล่าวนำไปสู่ข้อถกเถียงด้านธรรมาภิบาล และทำให้เกิดคำถามว่ามีความเสี่ยงต่อภาวะ “Regulatory Capture” หรือไม่ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียบางส่วนอาจมีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางนโยบายและกติกาของอุตสาหกรรม จนเกิดข้อกังวลว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอาจกระจุกตัวอยู่ในผู้ประกอบการบางกลุ่มมากกว่าการส่งเสริมการแข่งขันอย่างเป็นธรรม

บทสรุปของกำไรส่วนเกิน: ใครคือผู้ชนะในเกมนี้?

เมื่ออธิบายภาพของอุตสาหกรรมไข่ไก่ในเชิงเศรษฐศาสตร์ จะพบภาพการกระจายผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่อาจไม่สมดุลระหว่างผู้บริโภค ผู้เลี้ยงรายย่อย และผู้ประกอบการรายใหญ่ ทั้ง Quota Rent: กำไรจากการถือครองสิทธิการนำเข้าที่จำกัด,

Bundle Rent: กำไรจากการขายพ่วงปัจจัยการผลิตที่ไร้คู่แข่ง และ Market Power Rent: กำไรจากการบิดเบือนราคาในประเทศผ่านการระบายสินค้าออกต่างประเทศ

ดังนั้น ถึงเวลาแล้วที่ภาครัฐต้องสร้างสนามแข่งขันที่เท่าเทียม โดยการปฏิรูป Egg Board ทลายกำแพงโควตา และส่งเสริมการค้า-แข่งขันที่เป็นธรรม เพราะสิ่งนี้เป็น “ทางรอดสุดท้าย” เพื่อให้กลไกตลาดกลับมาทำงานได้อย่างเสรี ภายใต้ระบบที่เป็นธรรมอย่างแท้จริง ไม่ให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่ต้องล้มหายตายจากไปจากอุตสาหกรรมนี้