วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน ข้อค้นพบจากภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย

ปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน ข้อค้นพบจากภาคสนามและนัยเชิงนโยบาย

การเผาในภาคเกษตรเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่น PM2.5 ที่สำคัญและมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูง โดยมีการเผาในนาข้าวเป็นแหล่งกำเนิดหลัก รองลงมาคือกลุ่ม ข้าวโพด พืชหมุนเวียน และอ้อย

โดยจากข้อมูลจุดความร้อนที่รายงานโดย GISTDA ในช่วงปี 2563-2568 พบว่า ข้าวเป็นพืชที่มีการเผาสูงสุดทุกปี คิดเป็น 38-50% ของจุดความร้อนในพื้นที่เกษตรทั้งหมด และในปี 2568 ยังอยู่ที่ 45%

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐมีมาตรการลดและควบคุมการเผาในภาคเกษตรหลายรูปแบบ ทั้งการประกาศช่วงห้ามเผา การรณรงค์สร้างความตระหนัก การส่งเสริมการไถกลบตอซัง การสนับสนุนเครื่องจักรกลทางการเกษตร การใช้จุดความร้อนเพื่อติดตามพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายในบางพื้นที่ อย่างไรก็ดี การเผายังคงเกิดขึ้นซ้ำทุกปี

๐ เข้าใจสาเหตุที่ทำให้เกษตรกรไทยยังเผา

สำหรับเกษตรกรจำนวนมาก การเผาเป็นทางเลือกในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรที่ “เร็วที่สุด ง่ายที่สุด และต้นทุนต่ำที่สุด” โดย 4 มิติของสาเหตุสำคัญ ประกอบไปด้วย

1.การเผาเป็นทางเลือกที่ “เร็วที่สุด” ภายใต้ข้อจำกัดด้านเวลา เกษตรกรจำนวนมากต้องเร่งเตรียมแปลงสำหรับรอบการเพาะปลูกถัดไป การเผาช่วยลดเวลาในการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรและทำให้สามารถเริ่มเพาะปลูกได้เร็ว

2.การเผาถูกมองว่า “คุ้มค่า” ด้วยปัญหาทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม โดยในด้านหนึ่งทางเลือกทดแทนการเผาต้องใช้เงิน เวลา และแรงงานทำให้เกิดต้นทุนกับเกษตรกรในวันนี้ ขณะที่ผลประโยชน์ที่ตนเองจะได้รับมักเกิดขึ้นในวันหน้า ทำให้เกษตรกรจำนวนมากยังเลือกที่จะเผา

3.ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในปัจจุบันทำให้ทางเลือกไม่เผา “ทำจริงได้ยาก” และ “ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ” ในสามมิติ

- ตลาดรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรยังมีจำกัดและมีปัญหา economies of scale โดยแม้เศษวัสดุทางการเกษตรสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายทาง แต่ในหลายพื้นที่ยังไม่มีตลาดรองรับเพียงพอ เกษตรกรจึงมักขายไม่ได้ หรือขายได้ในราคาต่ำจนไม่คุ้มกับต้นทุนการจัดการ นอกจากนี้ เกษตรกรแต่ละรายมักมีเศษวัสดุทางการเกษตรในปริมาณไม่มากพอที่จะคุ้มค่าต่อการรับซื้อหรือขนส่ง

- การเข้าถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยียังไม่ทั่วถึงหรือไม่ทันเวลา เกษตรกรจำนวนมากยังเข้าไม่ถึงเครื่องจักร โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล พื้นที่ที่มีปัญหาพื้นที่แปลงเล็ก หรือเครื่องจักรเข้าได้ยาก นอกจากนี้ ความต้องการใช้เครื่องจักรมักเกิดขึ้นพร้อมกันหลังฤดูเก็บเกี่ยว ทำให้แม้มีเครื่องจักรในพื้นที่ ก็อาจไม่เพียงพอ

- ข้อจำกัดด้านน้ำทำให้ทางเลือกทดแทนการเผาทำได้ยาก การไถกลบหรือการใช้จุลินทรีย์ย่อยตอซังมักต้องอาศัยความชื้นหรือน้ำในระดับหนึ่ง แต่หลายพื้นที่ไม่มีน้ำเพียงพอหลังเก็บเกี่ยว ทำให้ทางเลือกเหล่านี้ทำได้ยากในทางปฏิบัติ

4.เกษตรกรขาดความตระหนักและมองการเผาเป็นเรื่องปกติที่ยอมรับได้ในสังคม การเผาก็จะถูกมองว่าเป็นพฤติกรรมปกติและยอมรับได้ 

๐ ข้อค้นพบงานวิจัย สู่การออกแบบมาตรการลดการเผาในภาคการเกษตรที่มีประสิทธิผลขึ้น

1.การให้แรงจูงใจทางการเงินอย่างเดียวไม่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมได้ยั่งยืน: ต้องทำให้ทางเลือกไม่เผาเข้าถึงได้จริง

ดร.กรรณิการ์ และคณะ ได้ทำการทดลองกับเกษตรกรปลูกข้าว 200 รายในจังหวัดนครสวรรค์ พิจิตร กำแพงเพชร พิษณุโลก สิงห์บุรี และชัยนาท พบว่าการให้เงินอุดหนุนเพื่อให้เกษตรกรไถกลบแทนการเผา ควบคู่กับการมีผู้ให้บริการครบวงจร เพื่อช่วยให้การไถกลบทำได้ง่าย

และการให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบของการเผาช่วยเพิ่มการยอมรับการไถกลบ และที่สำคัญคือ ทำให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างยั่งยืน แม้จะเลิกให้เงินอุดหนุนแล้ว

2.รูปแบบการให้แรงจูงใจทางการเงินสำคัญ: เงินเท่ากัน แต่ผลต่อพฤติกรรมไม่เท่ากัน

ดร.วิษณุ และคณะ ทำการทดลองภาคสนามกับเกษตรกร 299 รายในจังหวัดนครนายก พระนครศรีอยุธยา และฉะเชิงเทรา ซึ่งเปรียบเทียบเงินรางวัลที่ให้แบบแน่นอนเมื่อไม่เผา เงินรางวัลในรูปแบบลอตเตอรี่ และการให้เงินรางวัลแบบกลุ่ม ผลการทดลองพบว่า การให้เงินรางวัลแบบลอตเตอรี่ช่วยลดการเผาได้มากที่สุด

3.ลดต้นทุนและสร้างความคุ้มค่าของการไม่เผา: เมื่อเครื่องจักรและตลาดเข้าถึงได้จริง

ดร.ภูมิสิทธิ์ และคณะ ทำการทดลองภาคสนามกับเกษตรกร 1,024 รายในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด พบว่า การอุดหนุนค่าเช่าเครื่องจักรเพื่อจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรสามารถลดการเผาในแปลงได้ถึง 30% เพิ่มโอกาสที่เกษตรกรจะเข้าถึงตลาดรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรได้ 69% และช่วยสร้างรายได้จากการขายฟางอัดก้อน

๐ ข้อเสนอต่อการปฏิรูปภาคเกษตรไทยให้ไร้ควัน: จะลดการเผาอย่างยั่งยืนได้อย่างไร?

ประเทศไทยควรเปลี่ยนไปสู่ “ระบบจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรแบบครบวงจร” โดย

1.ออกแบบเงินอุดหนุนแบบมีเงื่อนไขและมีระยะเปลี่ยนผ่าน รัฐควรปรับเงินช่วยเหลือบางส่วนให้เป็นเงินสนับสนุนแบบมีเงื่อนไขว่าเกษตรกรต้องไม่เผา และต้องตรวจสอบได้จากดาวเทียมหรือการตรวจภาคสนาม

2.สร้างตลาดเศษวัสดุและระบบโลจิสติกส์เพื่อเปลี่ยน “ภาระ” ให้เป็น “มูลค่า” โดยสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงตั้งแต่ ตัวกลาง จุดรวบรวม ไปจนถึงผู้รับซื้อให้เข้าถึงง่าย

3.พัฒนาระบบบริการเครื่องจักร โดยเกษตรกรต้องสามารถเข้าถึงบริการเครื่องจักรได้ทันเวลา

4.ใช้ข้อมูลดาวเทียมในการติดตามตรวจสอบการไม่เผา ควรใช้ประโยชน์จากข้อมูลดาวเทียม burn scar มาใช้ในการติดตาม ตรวจสอบ และยืนยันผลการไม่เผา โดยเชื่อมกับข้อมูลทะเบียนเกษตรกร และการตรวจภาคสนาม

*ผู้เขียน ภูมิสิทธิ์ มหาสุวีระชัย | วิษณุ อรรถวานิช | กรรณิการ์ ธรรมพานิชวงค์ | โสมรัศมิ์ จันทรัตน์