ในคอลัมน์คิดอนาคตเคยกล่าวถึง “Net Positive Nation” ไปหลายครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในเชิงแนวคิดหมายถึง ประเทศที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกสุทธิต่อธรรมชาติ สังคม เศรษฐกิจ และคนรุ่นอนาคต มากกว่าทรัพยากรและต้นทุนที่ประเทศใช้ไป
พูดง่าย ๆ คือ ไม่ใช่แค่ประเทศที่ “ลดผลเสีย” เช่น ลดคาร์บอน ลดขยะ ลดความเหลื่อมล้ำ หรือลดความเสี่ยงภัยพิบัติเท่านั้น แต่เป็นประเทศที่สามารถฟื้นฟู คืนกลับและเพิ่มพูนทรัพยากรที่ตนเองพึ่งพาอยู่ให้ดีขึ้นกว่าเดิม
แนวทาง Net Positive Nation เป็นการเดินทางที่ไปไกลอีกขั้นกว่าเป้าหมาย Net Zero ที่ต้องการลดคาร์บอนสุทธิเหลือศูนย์ ไปสู่การยกระดับเป้าหมายเพื่อเป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลายทางชีวภาพและทรัพยากรต่างๆ ทั้งป่าไม้ น้ำ ดินและอื่นๆ สูงหรือคุณภาพดีกว่าที่ได้ใช้ไป เพราะมีการฟื้นฟู ทดแทน และสร้างคืนกลับให้ธรรมชาติ
หลังจากนั้นมีโอกาสไปพูดคุยกับผู้คนจำนวนหนึ่ง ผลักดันผ่านโครงการเตรียมจัดทำแผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อมทั้งในระยะ 5 ปีและ 20 ปี ตลอดจนมีการจัด Workshop และลงพื้นที่เพื่อพูดคุยและรับฟังความคิดเห็นในงานต่างๆ
พบว่าผู้คนที่เข้าร่วมทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการและภาคประชาสังคมล้วนเห็นตรงกันว่าการไปสู่ Net Positive Nation เป็นแนวทางที่ดีกับประเทศและประชาชน โดยเฉพาะในบริบทวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นในอนาคต
เพื่อไปให้ถึงเป้าหมายของ Net Positive Nation เราอาจเริ่มต้นจากการผลักดันเมือง Net Positive City (เมืองสมดุลเชิงบวก) ก่อน แล้วจึงขยายไปสู่ประเทศ คงจะดีหากเราจะมี Net Positive City สัก 4-5 เมืองแรกของประเทศไทยในช่วง 4-5 ปีข้างหน้า เช่น “Net Positive แปดริ้ว” สำหรับฉะเชิงเทรา หรือ “Net Positive ลำพูน” เป็นต้น
ที่ผ่านมา เรามักวัดความสำเร็จของเมืองจากสิ่งที่มองเห็นได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็น ถนน ตึก รถไฟฟ้า สนามบิน หรือจีดีพีของจังหวัดที่เติบโตขึ้น หากมองให้ลึกลงไป เมืองเดียวกันนั้นอาจกำลังเผชิญอากาศที่แย่ลง น้ำท่วมถี่ขึ้น พื้นที่สีเขียวลดลง ขยะมากขึ้น ผู้คนเครียดขึ้น และชุมชนเปราะบางมากขึ้นต่อความเสี่ยงใหม่ ๆ
เมืองสมัยใหม่กลายเป็นทั้งพื้นที่แห่งโอกาสและเป็นพื้นที่ที่ผลิตปัญหาอย่างเข้มข้นในเวลาเดียวกัน เมืองดึงทรัพยากรจากภายนอกเข้ามาใช้ แปลงทรัพยากรเหล่านั้นเป็นสินค้า บริการ รายได้ และความสะดวกสบาย ก่อนจะปล่อยของเสีย มลพิษ และความเสี่ยงกลับคืนสู่สังคมและธรรมชาติ
แนวคิดเมืองยั่งยืนเสนอให้เมืองลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะ ลดมลพิษ ลดการใช้พลังงาน และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แนวคิดนี้ยังคงสำคัญ แต่การ “ลดความเสียหาย” เพียงพอหรือไม่ ในเมื่อระบบนิเวศเสื่อมโทรมไปมาก ชุมชนจำนวนมากเปราะบางต่อภัยพิบัติ และเมืองยังคงใช้ทรัพยากรมากกว่าที่คืนกลับสู่ระบบอยู่ทุกวัน
ตรงนี้เองที่แนวคิด Net Positive City เข้ามาเติมช่องว่างทางความคิด เมืองแบบ Net Positive ไม่ได้ตั้งเป้าเพียง “ทำลายน้อยลง” แต่ต้องการสร้าง “ผลลัพธ์เชิงบวกสุทธิ” ให้มากกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้น กล่าวคือ เมืองไม่ควรเป็นเพียงผู้ใช้ทรัพยากรที่พยายามลดความเสียหาย แต่ควรเป็นระบบที่คืนคุณค่าให้ธรรมชาติ สังคม และเศรษฐกิจ มากกว่าที่ดึงมาใช้
เมืองแบบ Net Positive จะไม่พยายามเพียงลดคาร์บอน ลดขยะ หรือลดความเสี่ยง แต่จะพยายามต่อให้เมืองฟื้นฟูระบบนิเวศ เปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร สร้างรายได้ใหม่และใช้ธรรมชาติช่วยรับมือน้ำท่วม ความร้อน มลพิษ และความเสี่ยงด้านสุขภาพ เพื่อให้ความเป็นอยู่ของประชาชนในทุกมิติดีขึ้น
การเปลี่ยนมุมมองจากเมืองในฐานะ “พื้นที่ก่อสร้าง” ไปสู่เมืองในฐานะ “ระบบมีชีวิต” ประกอบด้วย ข้อมูล ธรรมชาติ วัสดุ ผู้คน ชุมชน สถาบัน และพฤติกรรมที่เชื่อมโยงกัน เมือง Net Positive สามารถเริ่มจากการมี City Intelligence หรือระบบประสาทของเมือง เพื่อเชื่อมข้อมูลคุณภาพอากาศ ความร้อน น้ำท่วม ขยะ สุขภาพ พลังงาน
และจุดเปราะบางของชุมชนเข้าด้วยกัน ให้ผู้บริหาร ประชาชน และภาคส่วนต่าง ๆ เห็นปัญหาเดียวกัน เข้าใจความเสี่ยงเดียวกัน และตัดสินใจจากข้อเท็จจริงเดียวกัน
ขณะเดียวกัน เมืองต้องกล้าเรียนรู้จากการทดลอง โดยควรมี City Living Lab เป็นพื้นที่ทดลองนโยบายและนวัตกรรมในขนาดเล็กก่อนขยายผล เช่น ระบบแยกขยะพร้อมแรงจูงใจ พื้นที่สีเขียวลดความร้อน ระบบเตือนภัยชุมชน หรือการเปิดข้อมูลให้ประชาชนร่วมตรวจสอบ
การทดลองเช่นนี้ไม่ใช่เพียงให้เป็น “โครงการนำร่อง” แต่คือ การเปลี่ยนวัฒนธรรมการบริหารเมือง จากการวางแผนแล้วสั่งการ ไปสู่การเรียนรู้ร่วมกันระหว่างรัฐ ท้องถิ่น ชุมชน มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และประชาชน เมืองที่ทดลองร่วมกัน ย่อมผิดพลาดน้อยลง เรียนรู้และร่วมมือกันเร็วขึ้น ช่วยปรับตัวต่ออนาคตได้ดีกว่า
นอกจากนี้ เมืองยังมีโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นธรรมชาติ เช่น ต้นไม้ลดความร้อน พื้นที่ชุ่มน้ำหน่วงน้ำ คลองที่ฟื้นฟูดีเพื่อช่วยระบายน้ำและเพิ่มคุณภาพชีวิต พื้นที่สีเขียวช่วยดูดซับคาร์บอน ลดฝุ่น และส่งเสริมสุขภาพจิต Net Positive City ต้องทำให้ธรรมชาติกลับมาเป็น “ทุน” ของเมือง โดยใช้ Nature-based Solutions ทำงานร่วมกับโครงสร้างพื้นฐานเดิม
ขณะเดียวกัน เมืองต้องออกจากตรรกะ “ใช้แล้วทิ้ง” แบบเดิมสู่เมืองแบบ Net Positive ที่มองขยะเป็นวัสดุที่ยังใช้ต่อได้ ผ่านจุดรับคืนวัสดุ ฐานข้อมูลวัสดุหมุนเวียน ตลาดสินค้าหมุนเวียน และแรงจูงใจให้ประชาชนแยกวัสดุในแบบเศรษฐกิจหมุนเวียน ฯลฯ
Net Positive City เป็นเมืองที่ผู้คน ธรรมชาติ เทคโนโลยีและเศรษฐกิจจะอยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูลกัน เริ่มจากเพียงไม่กี่เมือง ประเทศไทยจะวิวัฒน์กลายเป็น Net Positive Nation ในอีกไม่นาน


