วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ตกใจ เสียใจ สัญญา

ตกใจ เสียใจ สัญญา

เราได้ทราบเหตุการณ์ที่เป็นความเสียหายร้ายแรงกับชีวิตและทรัพย์สินอยู่เป็นประจำแทบทุกเดือน เหตุการณ์สร้างความตกอกตกใจกันไปทั่วหน้าในระยะแรกๆ แต่จะจางหายไปตามเวลาที่ผ่านไป

ทุกเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นจะเริ่มต้นด้วยการผสมกลมกลืนระหว่าง ความตกใจ ความเสียใจ และความพยายามในการกล่าวโทษคนผิด 

ประหนึ่งว่าความเสียใจในความสูญเสียนั้นจะทุเลาลงได้ หากมีคนสักคนเป็นคนผิดที่ทุกคนรุมประณาม หลังจากนั้นจะมีคำมั่นสัญญาจากผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นั้น อาจเป็นผู้บริหารระดับสูงของหน่วยงาน อาจเป็นผู้บริหารพื้นที่ อาจเป็นผู้บริหารประเทศ ว่าจะจัดการอย่างเด็ดขาดไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้นอีก

เราได้ยินคำกล่าวสั่งการจากผู้บริหารหลายคนให้หน่วยงานนั้น หน่วยนี้เตรียมดำเนินการเช่นนั้นเช่นนี้ แต่เคยสังเกตบ้างหรือไม่ว่าคำสัญญา คำสั่งการเหล่านั้นเป็นเหมือนชื่อหนังที่ไม่ได้มีการออกมาฉายให้ดูสักที ในความเป็นจริงกลับกลายเป็นว่า เหตุการณ์ทำนองเดียวกันเกิดขึ้นอีกซ้ำแล้วซ้ำอีก เกิดจนแทบจะกลายเป็นเรื่องปกติ เกิดขึ้นแล้วก็วนไปตามวงจรเดิมคือ “ตกใจ เสียใจ สัญญา”

พอจะมีหนทางอธิบายได้ว่า ทำไมบางสังคม เรียนรู้และแก้ไขเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไม่ให้เกิดซ้ำซากได้ ในขณะที่บางสังคม เหตุการณ์ร้ายกลับเกิดขึ้นซ้ำซาก ทั้งๆ ที่ไม่มีสังคมไหนที่ละเลยเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้น ทุกสังคมมีการดำเนินการต่างๆ หลังเหตุการณ์คล้ายคลึงกัน

คือ พยายามหาต้นเหตุเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำอีก แต่สังคมที่ “ตกใจ เสียใจ สัญญา” หาต้นเหตุต่างไปจากสังคมที่เรียนรู้และแก้ไขเหตุการณ์ร้ายต่างๆ ไม่ให้เกิดซ้ำซากได้ 

สังคม “ตกใจ เสียใจ สัญญา” หาคนผิดก่อน มีคนผิดแล้ววันหน้าจะไม่มีเหตุการณ์ร้ายๆ นี้เกิดขึ้นซ้ำอีก ถ้าหาคนผิดชัดๆ ยังไม่ได้ ก็โยนความผิดไปให้สภาพแวดล้อมที่อยู่นอกเหนือการควบคุม โทษดินน้ำลมไฟ หาเหตุสุดวิสัยที่ใช้อธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นในอีกมุมหนึ่ง สังคม “ตกใจ เสียใจ สัญญา” น้อยครั้งนักที่จะได้ทราบต้นเหตุที่แท้จริง นอกเหนือไปจากที่ได้ทราบว่า คนนี้คือคนผิด

ที่ต้นเหตุจริงๆ ไม่ค่อยปรากฏในสังคม “ตกใจ เสียใจ สัญญา” เพราะการสะท้อนความจริงที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์นั้น มักนำไปสู่การเปิดโปงความจริงที่เกี่ยวข้องอีกหลายเรื่อง ความจริงเหล่านั้นล้วนแต่เป็นความจริงที่มีหลายคนไม่สบายใจที่สังคมจะได้ทราบความจริงเหล่านั้น 

ความจริงอาจบอกว่า มีผู้บริหารบางคนที่ด้อยความสามารถสำหรับหน้าที่ที่รับผิดชอบอยู่  บอกว่าบางคนอ่อนด้อยในการออกแบบและจัดการระบบที่เกี่ยวข้อง บอกว่าโครงการบางโครงการเดินหน้าไปอย่างเชื่องช้า หรือเดินหน้าไปโดยปราศจากการจัดการอย่างมีประสิทธิผล บอกว่าเหตุการณ์ร้ายที่เกิดขึ้นมาจากการขาดผู้ทำหน้าที่จัดการ ไม่มี Process Owner 

บอกว่ามีการฉ้อโกงบางเรื่อง เมื่อความจริงล้วนแต่เป็นความไม่สบายใจของหลายคน การจบลงด้วยคนผิดสักคนสองคน และคำสัญญาที่ไม่มีใครติดตาม จึงเป็นทางเลือกที่น่ายินดี สำหรับคนที่เกี่ยวข้อง ไม่มีใครเสียหน้า แต่มีคนได้หน้าจากการออกมาสั่งการสารพัด ซึ่งสักพักหนึ่งคนก็ลืมเลือน เหตุการณ์ร้ายจึงกลายเป็นความซ้ำซาก เพราะความจริงที่แท้จริงของต้นเหตุไม่เคยปรากฏให้สังคมได้ทราบทั่วกัน

ความเสียใจและความเจ็บปวดจากเหตุการณ์ร้ายต่างๆ นั้น เป็นอารมณ์ของสังคม อารมณ์ไม่ได้คงอยู่เช่นเดิมตลอดไป เปลี่ยนแปลงได้ตลอด มีเรื่องใหม่ก็เสียใจ เจ็บปวดกับเรื่องใหม่ ในขณะที่การติดตามค้นหาความจริงเกี่ยวกับต้นเหตุ ไม่ใช่อารมณ์ เป็นความพยายามที่จะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อมีความใส่ใจจริงจังกับเรื่องนั้น 

ถ้าไม่ใช่คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คงมีน้อยคนที่จะมีความพยายามในเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง อารมณ์เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าความพยายามมากมายนัก โดยเฉพาะเมื่อความพยายามยังไม่ได้จบลงแค่พบต้นเหตุ พบแล้วยังต้องพยายามหาหนทางแก้ไขที่ได้ผลเสียอีก

ถ้าอยากยุติวงจร “ตกใจ เสียใจ สัญญา” ต้นเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ร้ายทุกเหตุการณ์ จำเป็นต้องมีการเผยแพร่ออกไปให้ทราบทั่วกัน ไม่ใช่มีแต่ต้นเหตุที่จำกัดแค่ว่าคนนั้นทำผิด ไม่ว่าจะช้านานแค่ไหน ต้องให้ความจริงที่เพียงพอที่สังคมจะได้ร่วมกันเรียนรู้จากเหตุการณ์นั้น ให้สังคมได้มีโอกาสติดตามความพยายามในการจัดการแก้ไขต้นเหตุนั้นร่วมกัน

ตราบเท่าที่ต้นเหตุยังไม่เป็นที่ทราบของสังคม จะไม่มีใครทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนใดๆ จากต้นเหตุนั้น จะไม่มีใครนำต้นเหตุไปสู่การคาดการณ์ใดๆ กับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต แล้ว “ตกใจ เสียใจ สัญญา” จะคงอยู่ตลอดไป