วันจันทร์ ที่ 25 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปีนี้

ความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปีนี้

เศรษฐกิจโลกในครึ่งแรกของปีนี้ต้องเผชิญกับความปั่นป่วนอย่างมาก จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นและแนวโน้มที่ยังมองไม่เห็นว่า การขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะสามารถกลับมาเป็นปกติในครึ่งหลังของปีนี้ได้

ทำให้ต้องตั้งสมมุติฐานเอาไว้ว่า ราคาพลังงานจะอยู่ในระดับเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบันต่อไปอีกจนถึงสิ้นปี

หมายความว่า ราคาพลังงานในปี 2569 จะสูงกว่าในปีที่แล้วประมาณ 40-50% นอกจากนั้น ราคาสินค้าอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ราคาปุ๋ยก็จะสูงขึ้นอีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบยกแผง แปลว่าเงินเฟ้อในปีนี้น่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น 3-5% ทั่วโลก

ไอเอ็มเอฟประเมินว่า การใช้พลังงานของโลกนั้นคิดเป็นสัดส่วนเพียง 3.4% ของจีดีพี แต่ในหลายกรณีรัฐบาลจะมีมาตรการอุดหนุนการใช้พลังงาน และพลังงานมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม  ซึ่งหากรวมปัจจัยดังกล่าวเข้าไปด้วยแล้ว การใช้พลังงานจะมีภาระโดยรวมสำหรับโลกคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 7.1% ของจีดีพี

ไอเอ็มเอฟประเมินอีกว่าในระยะสั้นนั้น หากราคาน้ำมันปรับตัวขึ้นไปประมาณ 10% ปริมาณการใช้พลังงานจะลดลงประมาณ 2-3% ดังนั้น หากราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้นไป 40% ในปีนี้ ปริมาณการใช้พลังงานก็จะลดลง (demand destruction) ประมาณ 10% หรือเท่ากับ 10.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน

แต่การปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น ทำให้ปริมาณส่งน้ำมันออกสู่ตลาดโลกลดลงไปประมาณ 14 ล้านบาร์เรลต่อวัน แปลว่ายังมีความเสี่ยงที่ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงไปกว่าระดับปัจจุบันได้อีก

การถูกกดดันให้ใช้พลังงานลดลงไปประมาณ 10% จะส่งผลกระทบที่รุนแรงอย่างมากต่อจีดีพีของโลก กล่าวคือน่าจะทำให้จีดีพีลดลงไปได้มากถึง 2% แต่รัฐบาลในประเทศต่างๆ ย่อมจะต้องออกมาตรการมาเพื่อลดผลกระทบดังกล่าว

เช่น ในกรณีของประเทศไทยนั้น มีงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ จากพ.ร.ก.ที่เพิ่งมีผลบังคับใช้ทางกฎหมาย ซึ่งมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 400,000 ล้านบาทคิดเป็นสัดส่วนเท่ากับ 2% ของจีดีพี

ในส่วนของสหรัฐอเมริกานั้น เศรษฐกิจขยายตัวดีเป็นเกณฑ์อยู่แล้ว โดยรัฐบาลทรัมป์ได้ลดภาษีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเมื่อปีที่แล้ว นอกจากนั้น การปรับขึ้นของตลาดหุ้นบวกกับการระดมทุนสร้างดาต้าเซนเตอร์เพื่อขับเคลื่อนเอไอก็กำลังขยายตัวอย่างก้าวกระโดด

ดังนั้น นิตยสารอีโคโนมิสต์จึงประเมินว่า หากนำเอาปัจจัยบวกดังกล่าวมามัดรวมกันก็จะทำให้จีดีพีของสหรัฐขยายตัวเพิ่มขึ้นอีก 0.7% จากพื้นฐานที่จีดีพีขยายตัวได้ 2% ต่อปี

นอกจากนั้น สหรัฐเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมันได้มากกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน แปลว่า สหรัฐได้กำไรที่งดงามจากการที่ราคาพลังงานปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะอเมริกาเป็นประเทศที่ส่งออกพลังงานสุทธิ

ปัจจัยบวกดังกล่าวข้างต้น จึงน่าจะเป็นสาเหตุที่ทำให้ดัชนีหุ้นของสหรัฐปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และกลายเป็นว่า สิ่งที่เป็นความเสี่ยงสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐ (ซึ่งใหญ่ที่สุดในโลกคิดเป็นสัดส่วน 26% ของจีดีพีโลก แม้ว่าชาวอเมริกันจะมีเพียง 350 ล้านคน หรือ 4.2% ของประชากรโลก)

คือ แรงกดดันจากเงินเฟ้อและเศรษฐกิจที่มีแต่จะร้อนแรงขึ้น ผลที่ตามมาคือ ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐกำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ตัวอย่างเช่น ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.61% จาก 4.07% เป็น 4.67% ในขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 30 ปี เพิ่มขึ้น 0.48% จาก 4.71% เป็น 5.19% แม้ว่าในช่วงเวลาเดียวกัน ธนาคารกลางสหรัฐจะได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลงไป 0.25% มาเป็น 3.5 ถึง 3.75%

เราจึงสามารถตีความได้ว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ตลาดเงินมีความเป็นห่วงเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และหากปัญหาพลังงานจะยังยืดเยื้อต่อไป ในขณะที่การลงทุนในเอไอก็ยังร้อนแรง และรัฐบาลสหรัฐก็ยังใช้จ่ายเกินตัวอย่างมาก (รัฐบาลสหรัฐขาดดุลงบประมาณเท่ากับ 6% ของจีดีพี) ดอกเบี้ยระยะยาวของสหรัฐก็มีแต่จะขยับตัวสูงขึ้นต่อไปได้อีกในครึ่งหลังของปีนี้

ประเด็นสำคัญที่ตามมาคือ สภาวะทางการเงินของโลกจะตึงตัวขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในครึ่งหลังของปีนี้ การตึงตัวดังกล่าว หากเกิดขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดีก็ไม่น่าจะเป็นปัญหามาก

แต่เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤติพลังงานที่ยืดเยื้อ และผลกระทบในเชิงลบต่อห่วงโซ่อุปทาน ก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจ และเพิ่มความเปราะบางของระบบการเงินการคลังไปทั่วโลก

สถานการณ์ดังกล่าว ประเทศกำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่ที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิเป็นจำนวนมาก ประเทศที่มีหนี้สาธารณะที่มีสัดส่วนเป็นเงินตราต่างประเทศสูง และมีภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเรื้อรัง พร้อมกับการมีปริมาณทุนสำรองระหว่างประเทศที่ไม่เพียงพอ

สำหรับประเทศไทยนั้น มีความเสี่ยง 3 ประการ ได้แก่ เป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานสุทธิจำนวนมาก การส่งออกของไทยพึ่งพาตลาดสหรัฐอย่างมาก แต่ยังไม่บรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลสหรัฐที่จะสร้างความชัดเจนในการรักษาตลาดส่งออกดังกล่าว และมีความเสี่ยงที่จะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้น

สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับความเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยในครึ่งหลังของปีนี้ ผมจะขอเขียนถึงในสัปดาห์หน้าครับ