วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

สังคมจะต้องทนกับ AI Slop อีกนานแค่ไหน?

สังคมจะต้องทนกับ AI Slop อีกนานแค่ไหน?

ยอมรับโดยดุษณีว่าไม่เคยให้น้ำหนักกับปัญหาและข้อถกเถียงเกี่ยวกับ “AI Slop” อันหมายถึง คลื่นของเนื้อหาคุณภาพต่ำที่ผลิตโดย Artificial Intelligence (AI) ในฐานะ “ปัญหา(ที่สามารถแก้ไขได้)” มาก่อน

เหตุเพราะแพลตฟอร์ม Generative AI แต่ละรายล้วนได้รับการพัฒนาและแก้ไขข้อบกพร่องจากทีมวิศวกรอย่างต่อเนื่องด้วยความถี่เกินสัปดาห์ละ 1 ครั้ง 

ความ “Slop” ของเนื้อหาออนไลน์ในปัจจุบันจึงไปไกลกว่าแค่การใช้ฟังก์ชัน text-to-speech พากย์เสียงการ์ตูนจาก Google Flow และละครคุณธรรมผัก-ผลไม้จาก Sora แต่สังคมได้ก้าวเข้าสู่ขวบปีที่ Generative AI สามารถผลิตภาพยนตร์ที่คุณภาพแสงและสีได้ไม่น้อยหน้าสตูดิโอรายย่อยในวงการบันเทิงนานาชาติ 

มิหนำซ้ำยังสามารถดัดแปลงเนื้อหาของผลงานชื่อดังในอดีต ให้เกิดเป็นละครชุด/ภาพยนตร์สั้นภาคพิสดาร (parody) ผ่าน Seedance 2.0 ได้อีก บางสำนักคิดถึงขั้นนิยามว่าโลกได้ก้าวข้ามสภาวะ AI Slop ไปตั้งแต่สิ้นปี 2568 เข้าสู่ยุค Premium Slop ในปีถัดมาแล้ว

และด้วยขีดความสามารถการผลิตซ้ำ แก้ไข รวมถึงตรวจสอบตนเองของ Generative AI ขณะนี้สิ่งที่ควรห่วงกังวลมันพ้นเกินจากปริมณฑลของข้อถกเถียงเรื่องความดั้งเดิม (originality) ไปเหลือคณา 

เนื่องจากผู้บริโภค/ผู้ใช้งาน social media จำนวนมากไม่ได้สนใจอีกต่อไปว่าเนื้อหา ไม่ว่าจะบทความ วีดิทัศน์หรือภาพชิ้นใดถูกผลิตโดย Generative AI ตราบเท่าที่เรื่องเล่า (narrative) ที่ถูกนำมาเผยแพร่/สอดแทรกในผลงานชิ้นนั้นยังมีความแปลกใหม่

และที่สำคัญคือ ให้สาระ/ความบันเทิงได้ ประเด็นการคัดลอกทรัพย์สินทางปัญญาและความคิดสร้างสรรค์ (plagiarism) จึงถูกกีดกันออกไปจากความสนใจสาธารณะ 

ไม่ต้องดูอื่นไกล ขนาดในสหรัฐอเมริกาที่มีกลุ่มทุนหลายแห่งเคลื่อนไหวทวงคืนสิทธิ์ในทรัพย์สินทางปัญญาจากชุมชนผู้พัฒนา Generative AI ใน Silicon Valley ทำเนียบขาวและสภาคองเกรสยังไม่มีท่าทีตอบสนองที่เป็นรูปธรรมใด ๆ เลย

เนื่องจากในมุมมองของผู้กำหนดนโยบายที่วอชิงตันล้วนวิตกกับประเด็นสหรัฐอเมริกา จะถูกแย่งสถานะมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลก (Thucydides’ Trap) มากกว่า 

โดยเฉพาะในสมรภูมิการพัฒนาเทคโนโลยีที่ Large Language Model (LLM) จาก Zhongguancun ของจีนนั้นยังตามหลัง LLM ของชุมชนอัจฉริยะใน Silicon Valley เพียง 6-7 เดือนเท่านั้น

ดังนั้น สำหรับภาพระดับ Macro การมี Generative AI ที่อานุภาพล้ำเป็นของชาติตนเอง จึงไม่ต่างจากมหกรรมจัดแสดงสินค้า (showcase) เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศเจ้าของเทคโนโลยีในสมรภูมิดังกล่าว

ต้องไม่ลืมว่าทั้ง Premium Slop และ AI Slop ในอดีตนั้นขยายตัวได้จนกลายเป็นหนึ่งใน Genre ยอดนิยมบน Tiktok, Youtube, Instagram และ Facebook เพราะเป็นสินค้าที่ผลิตออกมาสิ้นคิดอย่างไรก็ยังมีผู้บริโภค 

สำหรับวิวัฒนาการล่าสุดในห้วงไตรมาสแรกของปี 2569 ยิ่งแล้วใหญ่ เพราะเป็นห้วงเดียวกับที่ AI เติบโตจนมีระบบนิเวศเป็นของตนเองแบบครบวงจรไม่ว่าจะผลิตวีดิทัศน์ ภาพถ่าย หรือแม้แต่ผนวกเชื่อมเข้ากับอุปกรณ์อื่น ๆ โดยอัตโนมัติ ฯลฯ

ส่งผลให้มนุษย์สามารถหยิบฉวยโอกาสนี้ระดมผลิตเนื้อหาประเภท Slop ออกมาได้วันละร่วม 10 ชิ้น ด้วยต้นทุนเพียง 70 - 80 ดอลลาร์ต่อเดือน โดยตัวคนเดียว (one-man operations) ไม่ต้องพึ่งพาทีมงาน หรือกระจายเงินสู่แรงงานฟรีแลนซ์อีก 

ไม่แปลกที่ตลาดเนื้อหา Slop จะขยายตัวมากเป็นพิเศษในห้วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ยังไม่นับรวมแวดวงสื่อออฟไลน์ที่เริ่มขยับตามไปใช้ Generative AI ช่วยผลิตเนื้อหา หากสังเกตพื้นที่รอบกรุงเทพฯ จะเห็นแผ่นพับ ป้ายร้านอาหาร จนถึงบิลบอร์ดโฆษณาล้วนประกอบไปด้วยภาพและวีดิทัศน์ที่ผลิตโดย Generative AI

(เคราะห์ดีที่บริษัทในไทยยังพอมีธรรมาภิบาลมากพอที่จะใส่เครื่องหมายดอกจันพร้อมข้อความขนาดจุลภาคระบุไว้ใต้ผลงานว่า “ผลิตโดย AI”)

กล่าวให้เข้าใจง่ายที่สุด คือ สถานการณ์อยู่ในจุดที่เกินควบคุมแล้ว หากลองทบทวนงานศึกษา และรายงานเกี่ยวกับพัฒนาการของ Generative AI มาบ้าง คงพอตระหนักกันได้ว่าแม้ AI Slop จะเริ่มถูกกระแสต่อต้านในหลายประเทศ

ทว่าสถานการณ์กลับเป็นตรงกันข้ามสำหรับ Premium Slop เฉพาะอย่างยิ่งกับเนื้อหาประเภทภาพยนตร์ดัดแปลงจาก Seedance 2.0 ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นทั่วโลกในห้วงฤดูร้อนที่ผ่านมา

ข้อคิดของ Dario Amodei ผู้เป็น CEO ของ Anthropic ที่ว่าสภาพการณ์นำ Generative AI มาประยุกต์ใช้ในปัจจุบันยังไม่เข้าใกล้จุดอิ่มตัวแม้แต่น้อยนั้นช่วยเตือนสติได้ค่อนข้างดี

กอปรกับแผน AI Adoption ในเครือบริษัทข้ามชาติจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลียและอังกฤษ ที่พยายามชะลอการจ้างงานบุคลากรประเภทบัณฑิตใหม่ แล้วไปเน้นเช่าซื้อบริการรายปีจากแพลตฟอร์ม Generative AI แทน

ยิ่งชี้ถึงกระแสธารที่เกือบทุกองคาพยพต่างมุ่งไปสู่การผนวก Generative AI เข้าสู่ภารกิจและหน้าที่ในชีวิตประจำวัน (FOMO) ท้ายสุดสิ่งที่พึงสังวรไว้คงเป็นประเด็น ณ จังหวะนี้ไม่มีผู้ใดสามารถยับยั้งหรือชะลอการขยายตัวของเนื้อหาประเภท Slop ได้ 

หนทางเดียวที่มนุษย์นักสร้างสรรค์และแรงงานความคิดที่ยังเชื่อมั่นใน Originality/Authoritative ของตนเอง (โดยเฉพาะในกรณีที่ไม่ต้องการปรับตัวเข้าหาสภาพแวดล้อม ยอมไปเป็นมนุษย์ Cyborg ใช้ Generative AI ช่วยทำมาหากิน) นั้น เหลือเพียงรอความหวังลม ๆ แล้ง ๆ 

จนถึงจุดที่โลกเข้าสู่ภาวะฟองสบู่ AI และเนื้อหาประเภท Slop ถึงจุด Peak จากเครื่องมือต้นทุนต่ำมากจนเฝือ เมื่อนั้นจึงจะเป็นโอกาสให้ผลงานที่ผลิตโดยมนุษย์ทุกขั้นตอน 100% กลายเป็นชิ้นงานที่มีมูลค่าสูงสวนทางขึ้นมาในฐานะ "งาน Craft" ได้...จะเลือกทางใดก็คงต้องขึ้นกับพระเดชพระคุณผู้เกี่ยวข้องแล้วกัน