วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จุดอ่อนสำคัญที่มีส่วนเหนี่ยวรั้งพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย

จุดอ่อนสำคัญที่มีส่วนเหนี่ยวรั้งพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย

ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยได้ประสบปัญหาหลายประการจนทำให้ผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ขยายตัวในอัตราต่ำลงมาอยู่ในระดับ 1-2% ต่อปี หลายฝ่ายคงมีข้อสงสัยที่คล้ายกันหลายประการ

เช่น สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านด้วยหรือไม่ เกิดขึ้นชั่วคราวหรือถาวร และช่องทางใดจะช่วยแก้ไขพื้นฐานของปัญหาเพื่อให้การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืน 

บทความนี้ต้องการตอบคำถามเหล่านี้ จึงเริ่มต้นด้วยการเปรียบเทียบอัตราการขยายตัวรายปีของ Real GDP ของแต่ละประเทศในกลุ่ม ASEAN ตามข้อมูลจาก World Bank ที่แสดงในตารางที่ 1 ปรากฏว่าในรอบ 25 ปีที่ผ่านมา (ปี 2000-2025)

แม้ว่า Real GDP Growth โดยเฉลี่ยของไทยและเพื่อนบ้านใน ASEAN จะลดลงไปพร้อม ๆ กัน แต่ของไทยอยู่ในระดับต่ำที่สุดในกลุ่ม ในขณะที่ของเวียดนามอยู่ในระดับสูงสุด

จุดอ่อนสำคัญที่มีส่วนเหนี่ยวรั้งพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย

ตารางที่ 2 เจาะลึกลงไปใน Real Investment Growth ของทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เพราะกาารลงทุนเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของ GDP เนื่องจากค่าใช้จ่ายประเภทนี้จะช่วยสร้างศักยภาพการขยายตัวของ GDP ในอนาคต

พบว่า การลงทุนในไทยได้อ่อนแรงลงเสมอมาจนอัตราการขยายตัวต่ำที่สุดใน ASEAN จึงกดดันให้ Real GDP Growth ของไทยตกต่ำลง คำถามต่อไปคือ อะไรเป็นปัจจัยสำคัญที่มาเหนี่ยวรั้งการลงทุนในไทยให้ชะลอตัวอย่างต่อเนื่องเช่นนี้

จุดอ่อนสำคัญที่มีส่วนเหนี่ยวรั้งพัฒนาการของเศรษฐกิจไทย

ตามผลการสำรวจของหลายหน่วยงาน ธุรกิจเอกชนมักลังเลหรือตัดสินใจไม่ลงทุนในไทยเป็นเพราะ 4 สาเหตุหลัก (1) สภาวะทางการเมืองผันแปรอยู่บ่อยครั้ง (2) ผลงานวิจัยและนวัตกรรมของไทยมีน้อยที่ใช้งานและก่อประโยชน์ได้จริง (3) ประสิทธิภาพของการบริหารงานของหน่วยงานรัฐ 

และ (4) แรงงานหรือบุคลากรของไทยมีคุณภาพต่ำในหลายแง่มุม เช่น ขาดทักษะในการอ่านและจับใจความที่สำคัญ (โดยเฉพาะในภาษาอังกฤษ) ความรู้ด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์อ่อนแอ ไม่สามารถคิดวิเคราะห์ได้อย่างมีเหตุผล ไม่มีแนวคิดริเริ่มหรือแก้ไขปัญหาได้ รวมทั้งขาดความสามารถในการประสานงานและสื่อสารกับผู้อื่น 

คุณภาพที่ต่ำเหล่านี้ตรงกับผลการสอบ PISA ของนักเรียนไทยวัย 15 ปี ในปี 2022 ซึ่งลดลงสู่จุดต่ำสุดในรอบ 20 ปี และยังคงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มประเทศ OECD อย่างมีนัยสำคัญ ประเด็นที่กล่าวข้างต้นนี้ส่อความหมายทันทีว่า

จุดอ่อนที่สำคัญอันหนึ่งของเศรษฐกิจไทย คือ การศึกษาที่เน้นการท่องจำ ในขณะที่โลกภายนอกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง จึงต้องการทักษะที่กว้างขึ้นกว่าเดิม

ควบคู่กับปัญหาเรื่องหลักสูตร คือ ปัญหาเรื่องครู ในขณะที่งบประมาณของกระทรวงศึกษาสูงถึง 3.28 แสนล้านบาทต่อปี 73% ของเงินจำนวนนี้เป็นงบบุคลากร

งบประมาณที่เหลือสำหรับการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ที่แท้จริง (เช่น สื่อการเรียนการสอน การพัฒนาครู และการปรับปรุงกระบวนการเรียนรู้) จึงอยู่ในสัดส่วนที่จำกัดมาก 

นอกจากนั้น รัฐยังไม่มีการประเมินผลงานของครูที่ถูกต้อง กล่าวคือ ตามปกติถ้าเราต้องการประเมินผลงานของใครก็ตาม เราก็น่าจะดูจากผลลัพธ์หรือผลงานโดยตรงของเขา

ในกรณีของครู เราจึงควรพิจารณาคุณภาพของเด็กหลังการเรียนแล้วว่าเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง แต่ในปัจจุบัน รัฐกลับไปให้ความสำคัญแก่โครงการต่าง ๆ ที่กระทรวงศึกษากำหนดให้ครูทำ 

กล่าวโดยย่อคือ แม้ไทยจะได้ลงทุนทางด้านการศึกษาไปค่อนข้างสูงแล้วเมื่อเทียบกับประเทศใกล้เคียงกัน แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับต่ำและมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนเงินทุน แต่อยู่ที่ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

เป็นที่ยอมรับกันทั่วไป (แม้กระทั่งในยุค AI ก็ตาม) ว่า “คน”  เป็นหัวใจสำคัญในการเติบโตของเศรษฐกิจ  เราจะขับเคลื่อน “คน” ได้ดีก็ต้องพึ่งระบบการศึกษาที่ดีพอและทันสมัยอยู่เสมอ 

แต่ปัจจุบันระบบของไทยยังล้าหลังอยู่มาก จึงควรแก้ไขอย่างเร่งด่วน จุดประสงค์ของการปฏิรูปคือ ออกแบบการเรียนรู้ให้เด็กสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้จริงและก้าวทันโลก  โดยให้อิสรภาพมากขึ้นแก่ทั้งโรงเรียน ครู และหลักสูตร  

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือ ตัวอย่างหนึ่งของกลยุทธ์ในการปรับปรุงการศึกษาเพื่อเพิ่มคุณภาพของแรงงานไทย

หลักการที่สำคัญอันหนึ่งคือ เน้นให้เด็กคิด (ซึ่งรวมถึงความช่างสังเกต การให้เหตุผล และการคิดข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขปัญหา) มากกว่าท่องจำ (เช่น จำคำตอบไปใช้ แต่ไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใด)

ในช่วงอายุ 0-6 ปี รัฐควรเพิ่มการลงทุนเพื่อเพิ่มจำนวนและประสิทธิภาพของศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เด็กทุกคนเข้าถึงได้ โดยเฉพาะเด็กจากกลุ่มที่มีฐานะยากจนหรือตกต่ำทางเศรษฐกิจ 

ในช่วงอายุ 6-12 ปี หรือประถมศึกษาควรปรับหลักสูตรขั้นพื้นฐานไปในทิศทางที่เน้น Science, Technology, English, Mathematics (STEM) การอ่านจับใจความ สอนทักษะในการสื่อสารพร้อมกับมีมนุษยสัมพันธ์ที่เหมาะสม กระตุ้นการคิดริเริ่มและสร้างสรรค์ พร้อมทั้งหนุนหลังให้กล้าแสดงความคิดเห็นส่วนตัวทั้งภายในและนอกห้องเรียน 

ในช่วงอายุ 12-15 ปี ฝึกให้เด็กรอบคอบมากขึ้น และวางแผนล่วงหน้า นอกจากนั้นควรแนะแนวทางประกอบอาชีพต่าง ๆ แก่เด็ก เพื่อให้เด็กพิจารณาถึงความชอบและความสามารถของตน 

ในช่วงอายุ 15-18 ปี เด็กจะเตรียมตัวสอบเข้าอุดมศึกษาในสายที่ตนสนใจและมีทักษะ ซึ่งรวมถึง ปวช. ปวส. และ(มหา) วิทยาลัย  

ในช่วงอายุ 18-22 ปี เมื่อเด็กเข้าสู่อุดมศึกษาแล้ว ควรอนุญาตให้เด็กมีวิชาเลือกได้อย่างอิสระใน 2 ปีแรก โดยให้คลุมทั้งสาขาสังคมศาสตร์และวิทยาศาสตร์

และในช่วงวันหยุดฤดูร้อนก็ควรเปิดโอกาสให้เข้าไปฝึกงานเป็นผู้ช่วยในสายธุรกิจที่เด็กแสดงความสนใจ เพื่อจะได้ทราบถึงความสนใจที่แท้จริงของตน และใน 2 ปีหลัง เด็กจึงจะกลับมาเรียนในวิชาหลักอย่างเข้มข้นขึ้น

อนึ่ง สำหรับบุคลากรที่สูงวัยแล้ว  รวมทั้งครูด้วย  รัฐควรมีโครงการ Reskill   และ Upskill   ผ่านการฝึกอบรมในหลายสาขาวิชาที่มีความคืบหน้าในยุคโลกปัจจุบัน

จากตัวอย่างของวงจรการศึกษาที่กล่าวข้างต้น คงเห็นได้ว่าควรให้ธุรกิจเอกชนเข้ามาร่วมมือกับรัฐในหลายแง่มุม เช่น ร่วมวางหลักสูตร จัดโครงการฝึกงานให้แก่นักศึกษา และฝึกวิธีการสอนให้แก่ครู 

การประสานงานระหว่างหน่วยงานรัฐและธุรกิจเอกชนนี้ จะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่การศึกษาไทย ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในโลกปัจจุบันที่ผันแปรอยู่เสมอ 

ความร่วมมือระหว่างธุรกิจเอกชนและหน่วยงานของรัฐนี้ จะให้ประโยชน์แก่ทั้ง 3 ฝ่าย กล่าวคือ

ฝ่ายธุรกิจก็จะได้แรงงานที่มีทักษะตรงตามที่ตลาดต้องการในโลกที่แท้จริง

ฝ่ายรัฐก็จะได้แหล่งเงินทุนพร้อมทั้งการฝึกอบรมมาช่วยเสริมโดยเฉพาะในจังหวัดหรือเขตห่างไกล

ฝ่ายเด็กที่จบการศึกษาก็จะได้งานทำทันทีเพราะฝ่ายธุรกิจยอมรับโครงการศึกษาที่ตนมีส่วนร่วมในการออกหลักสูตรและฝึกงานมาให้ด้วยแล้ว

หากรัฐสามารถปฏิรูประบบการศึกษาของไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น  จะช่วยก่อผลดีต่อเนื่องได้อีก 3 ประการคือ

(1) ช่วยลดความเหลื่อมล้ำของการกระจายรายได้ 

(2) ช่วยแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง 

(3) ช่วยให้ไทยหลุดพ้นจาก “กับดักรายได้ ปานกลาง”  ซึ่งไทยได้ติดอยู่ในกับดักนี้มานานหลายทศวรรษ 

กล่าวโดยสรุป การปฏิรูประบบการศึกษาอย่างถูกต้องและรวดเร็วในทุกแง่มุม จะช่วยปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมทั้งเพิ่ม “ศักยภาพของการเจริญเติบโต” ให้แก่ ระบบเศรษฐกิจในระยะยาว และยังทำให้ระบบเศรษฐกิจสามารถลดความเปราะบางต่อความปั่นป่วนในตลาดโลกได้อีกด้วย.