ปรบมือดังๆ ให้คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน (กกร.) กับการเปิดเผยผลการสำรวจเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันของหน่วยงานราชการต่างๆ การสำรวจที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงหลายเรื่อง
เรื่องแรกคือ เอกชนเหลืออดเหลือทนต่อปัญหาคอร์รัปชันที่กัดกินสังคมและเศรษฐกิจไทยมานานวัน คอร์รัปชันได้กลายเป็นต้นทุนมหาศาลที่กัดกร่อนความเท่าเทียมในการแข่งขัน สร้างภาระให้สังคมและประชาชนในระยะยาวทั้งในเรื่องคุณภาพสินค้าและบริการ ความปลอดภัยของผู้บริโภค รวมไปถึงปัญหาการใช้ทรัพยากรอย่างไม่เป็นธรรม ยังไม่รวมการขาดความน่าเชื่อถือในสายตาต่างชาติอีกด้วย
ประการที่สอง ภาคเอกชนและภาคีเครือข่ายสิ้นหวังกับรัฐบาลในการจัดการปัญหาคอร์รัปชัน จนต้องออกแรงเองในการประกาศหรือจะเรียกว่าประจานหน่วยงานที่มีเรื่องกินสินบนเป็นที่เลื่องลือ งานนี้จะเรียกว่าเอกชนดับเครื่องชนหรือตบหน้ารัฐบาลก็คงไม่ผิด
และที่สำคัญคือไม่ว่าหน่วยงานหรือนายกรัฐมนตรีจะออกมาพูดปฏิเสธขึงขังอย่างไร ประชาชนเขาไม่เชื่อ เพราะเขาประสบพบเห็นเรื่องเหล่านี้มาจนชาชินในทุกระดับของการติดต่อกับหน่วยงานรัฐ หรือแม้แต่บนทางเท้าและท้องถนน
ผู้เขียนเองต้องติดต่อกับเทศบาลเมื่อยื่นแบบขออนุญาตปลูกบ้าน กองช่างของเทศบาลเอาเรื่องไปดองไว้เป็นเดือน ตามแล้วตามอีกไม่เคยเจอหัวหน้ากอง ลูกน้องก็โยนกันไปโยนกันมา ที่สุดหัวหน้าติดต่อมาให้ไปพบที่โรงแรมแห่งหนึ่ง อ้างว่าติดสัมมนาที่นั่น อย่างนี้จะให้แปลเจตนาว่าอย่างไร
เอาอีกสักตัวอย่าง เอกชนรายหนึ่งมีที่ดินหลายพันไร่อยู่ลึกไปจากถนนใหญ่มาก ถนนทางเข้าเป็นลูกรังทุรกันดาร ถ้าทำถนนลาดยางใช้เงินสูงมากสมมติว่า 30 ล้าน เอกชนรายนี้วิ่งเต้น สส. บ้านใหญ่ให้ทำโครงการโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานาเพื่อของบหลวงมาปรับปรุงถนนเป็นถนนลาดยาง ทั้งๆ ที่ถนนเส้นนี้ผ่านไปสู่บ้านเรือนไม่กี่หลังคาเรือน
เมื่อโครงการได้รับอนุมัติ รัฐบาลจ่ายค่าทำถนน 30 ล้าน เอกชนจ่ายให้ สส. 15 ล้านตามที่ตกลง แปลว่าประหยัดกว่าทำถนนเองครึ่งหนึ่ง ขณะที่มูลค่าที่ดินเอกชนเพิ่มขึ้นหลายเท่า ภาษีประชาชนถูกคดโกงบนการสมคบคิดของนักการเมืองและเอกชน นี่คือ อีกกรณีของการทุจริตคอร์รัปชันเชิงนโยบายที่ต้องระวังให้หนักกับการใช้เงินกู้ 400,000 ล้านที่กำลังจะมา
เมื่อพูดถึงคอร์รัปชัน หลายคนมักเปรียบเทียบประเทศเพื่อนบ้านที่จัดการกับปัญหานี้ได้สำเร็จ จนสามารถเพิ่มคะแนนดัชนีการรับรู้คอร์รัปชัน (CPI) ขึ้นมาอยู่ในระดับที่ดีได้ ขณะที่ประเทศไทยมีคะแนนไหลรูดลงไปทุกปีอย่างน่าอับอาย
จุดร่วมของประเทศที่สามารถจัดการกับปัญหาคอร์รัปชันได้ดีคือ การมีผู้นำที่ถือธงนำในการจัดการกับคอร์รัปชันอย่างจริงจังเด็ดขาดไม่ใช่แค่ลมปาก มีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและมีบทลงโทษที่รุนแรง และนี่น่าจะเป็นสิ่งที่ต้องเร่งแก้ไขในประเทศไทย
หลังจากใช้มาตรการมากมายหลายอย่างมาตลอดในอดีตที่ผ่านมา มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจนจะนับไม่ถ้วน แต่ยังไม่เห็นการลงโทษที่เด็ดขาดชัดเจน เหมือนในจีน เวียดนาม หรือสิงคโปร์ ทำให้ผู้ที่ทุจริตคดโกงไม่เกรงกลัว และยังคงลอยนวลอยู่ในสังคม
รัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมาไม่เคยเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามคอร์รัปชัน เพราะนักการเมืองต่างก็มีชนักปักหลังด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งผู้นำออกมาพูดว่าใครเปิดเผยข้อมูลคอร์รัปชันต้องพร้อมถูกฟ้องกลับด้วย ประชาชนยิ่งไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในเรื่องนี้จากนักการเมือง
การลุกขึ้นมาของภาคีเครือข่ายเอกชนและประชาสังคม อาจจะเป็นความหวังที่พอจะเป็นที่พึ่งได้บ้างในยามที่บ้านเมืองมืดมนจากเงาดำของคอร์รัปชัน การปลุกภาคประชาสังคมอาจจะเป็นทางออกสุดท้ายในเรื่องนี้
หน่วยงานเอกชนและประชาสังคมต้องออกมาเสนอข้อมูลให้มากและต่อเนื่อง สร้างมวลชนที่เข้มแข็งในเรื่องธรรมาภิบาล ให้เกิดความตระหนักว่าการทุจริตคอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องยอมอ่อนข้อหรือรับสภาพโดยดุษณีอย่างไม่มีทางเลือก
คนตัวเล็กๆ ในสังคมสามารถมีบทบาทได้ ไม่ว่าจะเป็น การปฏิเสธการให้และการรับ การส่งเสียงแจ้งเหตุในฐานะผู้เป่านกหวีด (whistleblower) ด้วยสำนึกที่ว่าธรรมาภิบาลสร้างได้จากคนตัวเล็กตัวน้อยเพื่อให้เมืองไทยใสสะอาดกว่านี้ โดยไม่ต้องรอนักการเมืองที่ไม่อาจเป็นที่พึ่งได้
เพื่อปลุกการสร้างธรรมาภิบาลในสังคมไทย ในยามที่รัฐไม่อาจเป็นที่พึ่ง จึงขอใช้โอกาสนี้เชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมการสัมมนาครั้งสำคัญ “ปลุกพลังธรรมาภิบาลในองค์กร” ที่จะประกาศว่าภาคประชาสังคมรอไม่ได้ที่จะต้องลุกขึ้นมาต่อต้านการคอร์รัปชัน
ด้วยการสร้างเครือข่ายธรรมาภิบาลที่แข็งแรง ร่วมกันสนับสนุนกันและกันในการเปิดโปงและต่อต้านการประพฤติมิชอบในทุกวงการ ทั้งในองค์กรที่ตัวเองสังกัด หน่วยงานที่ต้องใช้บริการทั้งภาครัฐและเอกชน ตลอดจนสังคมในวงกว้าง
การสัมมนานี้เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมในวาระ 100 ปีชาตกาลศาสตราจารย์สังเวียน อินทรวิชัย ผู้ทุ่มเทให้กับการสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรไทย การสัมมนาจะมีขึ้นในวันที่ 4 มิถุนายน 2569 ที่หอประชุมสังเวียน อินทรวิชัย ชั้น 7 อาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จัดโดยคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ผู้สนใจลงทะเบียนได้โดยไม่มีค่าใช้จ่ายที่ www.tbs.tu.ac.th
มาร่วมพูดคุยให้รู้กันไปว่าธรรมาภิบาลไทยจะไม่มีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ให้คาดหวังได้ทั้งวันนี้และวันไหนๆ หรืออย่างไร

