ในโลกที่ความไม่แน่นอนในโลกกลายเป็นความปกติใหม่ ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน สงครามทหารยืดเยื้อ จนถึงความเสี่ยงราคาพลังงานและห่วงโซ่การผลิต ยิ่งทำให้บริษัทข้ามชาติต้องเลือกประเทศเป้าหมายในการลงทุนให้รอบคอบขึ้น
เงินลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) เริ่มเปลี่ยนทิศ เลือกลงทุนกับพันธมิตรที่ไว้ใจได้ ประเทศที่จะได้ FDI เวฟใหม่ จะไม่ใช่ประเทศที่ต้นทุนต่ำที่สุด หรือให้สิทธิประโยชน์มากที่สุดอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นประเทศที่นักลงทุนเชื่อมั่นว่าจะอยู่ได้ยาวและสร้างมูลค่าในอนาคตได้จริง
ประเทศไทยกำลังยืนอยู่ตรงจุดหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ เห็นได้จากยอดขอส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกิน 1 ล้านล้านบาทในปี 2568 และเกือบแตะ 1 ล้านล้านบาทในไตรมาส 1/2569 เร่งตัวกว่า 150% YoY (เปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกัน) เริ่มมีความหวังว่า FDI จะเป็น “จินนี่ในตะเกียงวิเศษ” ช่วยจุดเครื่องยนต์การลงทุนให้เศรษฐกิจไทยได้อีกครั้ง
แต่บทเรียนจาก FDI เวฟก่อนบอกชัดว่า ยอดอนุมัติส่งเสริมการลงทุนไม่เท่ากับเม็ดเงินลงทุนจริง และไม่ได้รับประกันประโยชน์ต่อการลงทุน สร้างผลิตภาพ ถ่ายทอดเทคโนโลยี และจ้างงานคนไทยเสมอไป
๐ บทเรียน EV จีน - เกณฑ์ส่งเสริมการลงทุนเน้น “ความเร็ว” ก่อน “ผลลัพธ์”
FDI ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ให้บทเรียนไทยไว้ชัดเจน กติกาส่งเสริมการลงทุนเดิมเน้นจูงใจให้เข้ามาทำตลาดก่อนการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเข้ามาของค่ายรถ EV จีนช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด คนไทยเข้าถึงรถ EV ได้เร็วขึ้นในราคาถูกลงก็จริง
ขณะเดียวกันก็ได้สร้างแรงกระแทกต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ไทยไว้อย่างรุนแรง เพราะค่ายรถ EV สามารถนำเข้ารถหรือชิ้นส่วนสำเร็จรูปจากจีน โดยใช้สิทธิประโยชน์ภาษี 0% ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) และทำตลาดในประเทศได้ก่อน โดยยังไม่ต้องเร่งสร้างฐานการผลิตในช่วงแรก
ตามเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่กำหนดสัดส่วนให้ผลิตชดเชยการนำเข้า 1:1 ตามมาตรการบังคับการผลิต EV 3.0 (ปี 2565-2568) และสัดส่วนเข้มขึ้นในมาตรการ EV 3.5 (ปี 2567 _ 2570) สูงถึง 1:2 (ผลิตปี 2569) และ 1:3 (ผลิตปี 2570)
นั่นคือ ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยเหลือเวลาที่จะต้องยกระดับเทคโนโลยีเข้าไปร่วมกับห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถ EV ให้ได้ภายในปี 2570 ก่อนจะสิ้นสุดมาตรการ EV 3.5 ไม่เช่นนั้นอาจเกิด “หน้าผาอุตสาหกรรมรถยนต์ไทย”
หากผู้ผลิตต่างชาติไม่มีแรงจูงใจภาษีจากภาครัฐแล้ว แต่ต้นทุนการผลิตรถ EV ในไทยยังแพงกว่าจีน ก็อาจมีโอกาสที่ค่ายรถ EV จะเลือกนำเข้าจากจีนด้วยภาษี 0% แทนการผลิตเพื่อขายในประเทศหรือส่งออก
BOI เริ่มปรับนโยบายส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV และเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วย “มาตรการ Local Content” ในเดือนมิถุนายน 2568 ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคล 50% อีก 2 ปีสำหรับผู้ผลิตที่ใช้วัตถุดิบในประเทศตามเกณฑ์และได้รับการรับรอง Made in Thailand (MiT)
ภาคอุตสาหกรรมได้เสนอให้ BOI เร่งผลักดันกลไกสนับสนุนมาตรการนี้ให้เกิดได้จริงมากขึ้น รวมถึงผลักดัน “กลไกการร่วมทุนและจับคู่ธุรกิจไทย-ต่างชาติ” เพื่อเพิ่มโอกาสการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และยกระดับผู้ประกอบการไทยให้เป็น local champion ในอุตสาหกรรมเป้าหมายได้
๐ Thailand Fast Pass - ปฏิรูปกฎเกณฑ์จาก “อนุมัติ” สู่ “อำนวยความสะดวกลงทุน”
BOI ประกาศนโยบายเร่งรัดการลงทุนผ่าน “Thailand Fast Pass” ในเดือนตุลาคม 2568 เพื่อแก้ปัญหาโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติมักใช้เวลาหลายปีกว่าจะลงทุนจริง ส่วนใหญ่ติดขัดในขั้นตอนระบบราชการ เช่น การขอไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ที่ดินอุตสาหกรรม ขอวีซ่าและใบอนุญาตทำงาน
BOI จึงเริ่มปลดล็อกโดยไม่ต้องแก้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติ อาศัยอำนาจตามกฎหมายที่มีของ BOI ร่วมกับมติของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ สร้างช่องทางเร่งรัดบูรณาการขั้นตอนราชการ
Fast Pass จัดการเส้นทางการลงทุนแบบครบวงจร คือ 1.เน้นโครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิน 1,000 ล้านบาทในอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น EV ดิจิทัล เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ได้รับอนุมัติจาก BOI แล้ว และมีศักยภาพสร้างผลกระทบเชิงโครงสร้างต่อเศรษฐกิจ ทั้งการจ้างงาน เทคโนโลยี และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน
2.ตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจ 3 ด้าน คือ ไฟฟ้า/พลังงาน พื้นที่อุตสาหกรรม และวีซ่า/ใบอนุญาตทำงาน ทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และกำหนดกรอบเวลาการให้บริการที่ชัดเจน (SLA) โดยตั้งเป้าลดเวลาอนุมัติให้เร็วขึ้น 20-50% และ 3.ติดตามความคืบหน้ารายไตรมาส
ในไตรมาส 1/2569 เริ่มเห็นผลลัพธ์ของ Thailand Fast Pass ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น โดย BOI รายงานความคืบหน้าในการติดตามโครงการขนาดใหญ่ที่ได้รับอนุมัติช่วงปี 2566-2568 จำนวน 78 โครงการ มูลค่า 4.8 แสนล้านบาท
พบว่า 35 โครงการ มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาทเริ่มลงทุนแล้ว ช่วยให้มูลค่าการลงทุนจริงจากการลงทุนต่างชาติขยายตัว 18% YoY อีก 30 โครงการ มูลค่า 1.1 แสนล้านบาท มีแผนจะเริ่มลงทุนปีนี้หรือปีหน้า
ไทยกำลังขยับจากการแข่งขันให้สิทธิประโยชน์อนุมัติลงทุน ไปสู่การแข่งขันปลดล็อกกติกาลงทุนให้เห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น โดยใช้ FDI เป็นเครื่องมือปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ โจทย์สำคัญต่อจากนี้คือ ความต่อเนื่องและความจริงจังในการติดตามผล Fast Pass เพื่อให้เป็นสารตั้งต้นไปสู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์การลงทุนของภาครัฐได้อย่างถาวร
ดึงจินนี่ที่ใช่ อยู่ที่ออกแบบกติกา จากความหวัง สู่การปฏิรูปกฎเกณฑ์ต่อเนื่อง สื่อสารชัดและตรวจสอบผลลัพธ์ได้

