จริงก็ได้ ไม่จริงก็ได้ แล้วแต่ว่าจะมองในมุมใด มุมของงานวิจัยหรือมุมความน่าจะเป็น เอาในแง่มุมแรกก่อนละกันที่หน่วยงานวิจัยแห่งหนึ่งได้ออกเอกสารรายงานว่า กรมควบคุมมลพิษ (คพ.) เรียกรับเงินต่อครั้งสูงสุดมาเป็นอันดับหนึ่ง
แต่น่าเสียดายที่การออกข่าวนั้นทำได้ไม่รัดกุมรอบคอบพอ ทำให้สาธารณชนซึ่งปัจจุบันไม่เชื่อในความโปร่งใสของหน่วยราชการเป็นทุนอยู่เแล้ว เข้าใจไปเองว่ากรมฯนี้แหละที่คอร์รัปชันสูงสุด
๐ ช่องโหว่ของตัวเลขเรียกรับเงิน
ทั้งที่ ในรายงานนั้นเขียนไว้ชัดเจนว่าเป็นการเรียกรับเงินสูงสุดต่อครั้งของการเรียก ไม่ได้บอกว่าหากนับรวมการเรียกรับเงินหลายๆ ครั้งแล้วจำนวนเงินทั้งหมดที่เรียกจะสูงสุดในบรรดาหน่วยราชการทั้งหลาย ซึ่งเป็นคนละนัย
กล่าวคือ ถ้ามีการเรียกรับจากคนของ คพ.จริง แต่อาจเป็นแค่เหตุการณ์เดียวในรอบปี ในขณะที่หน่วยงานอื่นอาจเรียกรับ(ถ้าเรียกจริง) ครั้งละน้อยๆ แต่เรียกเป็นประจำทุกสัปดาห๋ ทุกเดือน กรณีหลังจึงอาจมีความเลวร้ายได้มากกว่ามาก
ผู้เขียนยังไม่เห็นรายงานตัวจริงจึงตอบไม่ได้ว่างานวิจัยนั้นถูกต้องตามระเบียบวิจัยหรือไม่ แต่เห็นว่างานวิจัยนี้ไม่ได้ศึกษาหาตัวเลขจ่ายจริง เป็นเพียงไปสอบถามความเห็นของผู้ประกอบการธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ว่าเคยจ่ายไหม จ่ายเท่าไร ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สามารถยืนยันได้ 100% สำหรับมูลค่าการจ่ายจริงนั้น
หากจะย้อนกลับไปหาข้อมูลที่ได้มาจากการสอบถามบางคน ก็จะไม่ได้คำตอบที่ชัดเจนเพราะเวลาผ่านไปแล้ว จำไม่ได้ หรือไม่ก็กลัวภัยที่จะเกิดขึ้นกับตน จึงไม่กล้ายืนยันทั้งจ่ายจริงหรือไม่ และจ่ายเท่าไร
การนำข้อมูลที่ไม่ 100% กับบริบทเฉพาะกิจ (ไม่ใช่ภาพรวมกว้างๆ แบบของเอเชีย ที่แม่นยำมากไม่ได้นัก) เช่นนี้ มาเผยแพร่ต่อสาธารณะ จึงอาจไม่ยุติธรรมต่อองค์กรที่ถูกกล่าวหา
๐ ความน่าจะเป็นของการที่กรมควบคุมมลพิษเรียกรับเงิน
หากนำโครงสร้างอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายและกระบวนการทำงานในความเป็นจริงของกรมฯ มากางออกดู จะพบว่าโอกาสที่จะทำเช่นนี้มีได้ไม่มาก (หากมี) โดยมีเหตุผล 3 ประการ ดังนี้
1.คพ.ไม่มีอำนาจอนุมัติ-อนุญาตโครงการ
ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ กรมฯไม่มีอำนาจในการอนุมัติหรืออนุญาตให้เปิดดำเนินโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ของภาคเอกชน (ไม่มีการออกใบอนุญาตเหมือนกระทรวงอื่นๆ) โอกาสที่จะเรียกรับเงินก้อนใหญ่เพื่อแลกกับไฟเขียวให้ผ่านจึงแทบเป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ
2.กลไกการตรวจสอบ: ลงพื้นที่แบบฉายเดี่ยวไม่ได้ ต้องไปร่วมกับหน่วยงานอื่น
ในกรณีที่มีการร้องเรียนผ่านศูนย์ดำรงธรรม กระบวนการทำงานจะไม่ใช่การที่ คพ. ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบโดยพลการ แต่ศูนย์ดำรงธรรมจะส่งเรื่องต่อไปยังหน่วยงานส่วนภูมิภาคที่มีอำนาจโดยตรงของจังหวัดนั้นๆ เช่น สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด (อจ.) สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด (ทสจ.) และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
การลงพื้นที่ตรวจสอบข้อร้องเรียน คพ. จึงไม่สามารถลงพื้นที่เองเพียงหน่วยงานเดียวได้ แต่จะต้องไปร่วมกับภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นคณะทำงานร่วม
หากพบการกระทำผิด คพ. ทำได้เพียงส่งรายงานผลการตรวจให้หน่วยงานต้นสังกัดที่มีอำนาจ เช่น กรมโรงงานฯ หรือท้องถิ่น เป็นผู้ใช้อำนาจทางกฎหมายต่อไป ดังนั้น โอกาสที่ คพ.เรียกรับเงินแบบปิดห้องคุยจึงเกิดขึ้นได้ยากมาก
อย่างไรก็ตาม แม้เจ้าหน้าที่ คพ. ไม่มีอำนาจสั่งปิดแหล่งกำเนิดอื่นที่มิใช่โรงงาน เช่น อาคารขนาดใหญ่พิเศษ โรงพยาบาล ตลาด ทว่าตามมาตรา 82 คพ.สามารถลงพื้นที่เองได้โดยไม่ต้องร่วมกับหน่วยงานอื่น และสั่งให้ผู้ประกอบการที่ปล่อยสารมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ตลอดจนสั่งปรับได้ นี่อาจเป็นอีกจุดหนึ่งที่ต้องไปเพ่งพิจารณากันต่อไป
3.การตรวจหน้างาน: ตรวจเพื่อจัดการ
บ่อยครั้งที่อาจเห็นจากสื่อ เมื่อเจ้าหน้าที่ คพ.ลงพื้นที่ เช่น ไปตรวจคุณภาพน้ำทิ้งของคอนโดมิเนียม ศูนย์การค้า หรือโรงแรมต่างๆ แล้วเข้าใจผิดว่าพวกเขามีอำนาจชี้เป็นชี้ตาย แท้จริงแล้วการไปตรวจเหล่านั้นเป็นเพียงการตรวจเพื่อเก็บข้อมูลและประเมินผล เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้นเท่านั้น
๐ คพ.ไม่มีทางที่จะคอร์รัปชันได้เลยหรือ
คงไม่มีใครที่จะกล้ายืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะได้เช่นนั้น เพราะกรมฯประกอบด้วยคนมากมาย ที่ต่างความคิด ต่างหลักการในดำรงชีวิต จึงเป็นไปได้ที่จะมีแกะดำเพียงแค่บางตัวในฝูงใหญ่ของแกะขาว ผู้เขียนไม่ได้บอกชัดเจนว่ามีแกะดำแน่ที่กรมฯ นี้ แต่ถ้ามี (ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้) โอกาสที่แกะดำนั้นจะดำเนินการเรียกรับเงินได้
ผู้เขียนเห็นว่า มีเพียงจุดเสี่ยงเดียวที่อาจเกิดขึ้นได้ในภาวะปัจจุบัน ณ ปี 2569 ของกรมฯ คือ การจัดซื้อจัดจ้าง เช่น การจัดซื้อเครื่องมืออุปกรณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ตรวจวัดสารมลพิษต่างๆ ที่อาจมีมูลค่าสูงหลายสิบล้านในคราวเดียว และมีได้ทุกปีด้วย แต่ตรงนี้ก็ยังไม่มีตัวเลขใดเด่นชัด
บทสรุป
การเผยแพร่ข้อมูล อย่างน้อยก็ในช่วงแรก ที่ระบุว่า คพ. ถูกร้องเรียนเรื่องเรียกรับเงินสูงสุด อาจเกิดจากความไม่รัดกุมของทั้งระเบียบวิธีวิจัยและการนำเสนอที่ไปโฟกัสเฉพาะยอดเงินสูงสุดต่อครั้ง โดยไม่ได้นำภาพรวมของมูลค่าการทุจริตทั้งหมดมาเปรียบเทียบ รวมทั้งไม่ได้นำบริบททางกฎหมายและอำนาจหน้าที่ที่มีอย่างจำกัดของ คพ.มาร่วมพิจารณาด้วย
แล้วนำไปเสนอผ่านสื่ออย่างไม่สมบูรณ์ในทุกมิติ ทำให้สาธารณชนเข้าใจผิดได้ว่าเจ้าพนักงานของ คพ.หรือ คพ.เองเป็นหน่วยงานระดับท็อปในเชิงคอร์รัปชัน ทั้งที่ในความเป็นจริง โครงสร้างทางกฎหมายปิดประตูไม่ให้ คพ. ทำเช่นนั้นได้เลยตั้งแต่แรก
การมองปัญหาทุจริตจึงจำเป็นต้องมองให้รอบด้านและสอดคล้องกับข้อเท็จจริงเชิงโครงสร้าง เพื่อให้การปราบปรามคอร์รัปชันเกิดขึ้นได้ตรงจุดอย่างแท้จริง

