ท่านรู้สึกรำคาญแกมสงสัยไหมครับที่โลกอินเทอร์เน็ตมักขออีเมลแอดเดรส (email address) ของเราเสมอ เราก็พอรู้แหละว่าเขาจะเอามันไปใช้เพื่อการขายสินค้าให้เราต่อไปในอนาคต
ความเข้าใจนี้ถูกต้องครับ แต่มันมีอะไรมากกว่านี้อีกมาก และบางกรณีทำให้รู้สึกหวาดหวั่นด้วย
อีเมลเเอดเดรส เช่น [email protected] สามารถอธิบายได้ดังนี้ (1) veera คือ username หรือชื่อกล่องจดหมายหรือ mailbox (2) @ เป็นสัญลักษณ์ย่อมาจาก “at” (3) Gmail คือชื่อบริการเมล หรือ domain name
(4) .com คือชนิดของ domain ที่เรียกว่า Top-Level Domain (TLD) ถ้าเป็น .com ใช้กับธุรกิจ .org ใช้กับองค์กรไม่ค้ากำไร .gov ใช้กับภาครัฐ .edu ใช้กับองค์กรการศึกษา .th ใช้กับประเทศไทย ฯลฯ
ในอีเมลแอดเดรสจะไม่มีช่องว่าง .(จุด) จึงสำคัญเพราะมันแบ่งคำใน username เช่น บางคำอาจเป็น veera.80 และแบ่งส่วนของ domain เป็น gmail.com โดยส่วนหน้าของ @ เป็นตัวบอกกล่องจดหมาย หลัง @ จะบอกอินเทอร์เน็ตให้รู้ว่ากล่องจดหมายของเราอยู่ที่ไหน
เสมือนกับที่อยู่ของเรา คือ บอกชื่อ ถนน เมืองและประเทศ บางครั้งเราจะเห็นคำว่า IP Address ด้วย กล่าวคือ สมมุติในโลกจริง email address คือที่อยู่ของเรา ส่วน IP Address นั้นระบุพิกัดของบ้านเรา
ดังนั้น [email protected] หมายความว่ากล่องจดหมายชื่อ veera ผู้จัดหาหรือ provider คือ gmail.com ชื่อเมลนี้จะติดตัวเราไปตลอด (ถ้าเราไม่เปลี่ยน) ไม่ว่าจะใช้ wifi ของใคร หรืออยู่ที่ใดในโลก สำหรับ IP-address นั้นเป็นพิกัดของอุปกรณ์ไม่ว่าโทรศัพท์ สมาร์ตทีวี แล็ปท็อป ฯลฯ คอมพิวเตอร์ใช้ IP-address เพื่อติดต่อถึงกันด้วย
คราวนี้กลับมาเรื่องการอยากได้ อีเมลแอดเดรสของเรา วัตถุประสงค์มีดังต่อไปนี้
(1) เพื่อการตลาดโดยตรง บริษัทได้มันมาทำให้สามารถเข้าถึงตัวเราได้เสมอ ไม่มีแพลตฟอร์มใดปิดกั้นได้ มันเป็นโอกาสทองของการเป็น “เจ้าของ” ช่องการสื่อสารที่เหนือกว่าช่องทางที่อาศัยแพลตฟอร์ม เขาสามารถส่งข้อความโปรโมตสินค้า หรือสร้างข้อเสนอเฉพาะที่ตรงกับรสนิยมของเรา
โดยวิเคราะห์จากพฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ของเรา จากการเลือกประเภทรายการความชอบชนิดของคลิปวิดีโอ การโพสต์ข้อความ การกดไลก์ ระยะเวลาที่ดูคลิป ฯลฯ
(2) เป็นเครื่องมือในการรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว เช่น ในการส่งข้อความอวยพรวันเกิดหรือในโอกาสสำคัญ (หากคุณเป็นลูกค้าคนสำคัญ) ให้กำลังใจ สร้างภาพลักษณ์ขององค์กรด้วยการให้ข้อมูลที่เตะตาและเตะใจเราโดยเฉพาะ
(3) เพื่อเอาข้อมูลไปขายต่อ วิธีนี้มีไม่มากนักในปัจจุบันเพราะผิดกฎหมาย แต่มีบริษัทที่ทำธุรกิจประเภทนี้อยู่เนื่องจากกฎหมายแต่ละประเทศในเรื่องความเป็นส่วนตัวแตกต่างกัน และมีการบังคับใช้กฎหมายที่ศักดิ์สิทธิ์แตกต่างกัน
ข้อมูลที่ขายมิได้มีเพียงที่อยู่เท่านั้น หากมีข้อมูลอายุ เพศ ความสนใจส่วนตัว สถานที่อยู่ มูลค่าและประเภทสินค้าจากการซื้อของออนไลน์ พฤติกรรมในการเลือกสินค้า อุปกรณ์ที่ใช้ ฯลฯ ยิ่งมีข้อมูลละเอียดก็ยิ่งมีมูลค่ามาก เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ บุคลิกภาพ ความเห็นทางการเมือง ระดับการศึกษา รายได้ ฯลฯ ประกอบ
เขาซื้อข้อมูลเพื่อเอาไปเป็นวัตถุดิบในการวิเคราะห์ลูกค้าเชิงการตลาด หรือการเมือง (ปัจจุบันมีการใช้บริษัทที่ปรึกษา วิเคราะห์ หา “หน้าตา” ของผู้สนับสนุนพรรค ผู้มีศักยภาพลงคะแนนให้พรรค หรือผู้สมัคร) ผู้ซื้อข้อมูลสามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้มากมาย เช่น ในการโฆษณาสินค้า สามารถส่งข้อความโฆษณาเฉพาะไปยังผู้ชายอายุ 40-50 ปี อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ชอบการเดินทางและฟุตบอล
ในยุคที่ AI เป็นเครื่องมือในการวิจัยที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งนี้ ข้อมูลยิ่งมีความสำคัญยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องพยากรณ์พฤติกรรม การมีอิทธิพลต่อความคิดเห็นและการตัดสินใจ ตลอดจนแยกผู้บริโภค เช่น ประเภทอ่อนไหวต่อราคา กับพวกมีตังค์ที่ซื้อของออนไลน์มูลค่ามาก ๆ ในแต่ละปี ทั้งหมดเริ่มจากอีเมลเเอดเดรสทั้งสิ้น
ท่านอาจบอกว่าไม่เคยให้ข้อมูลส่วนตัวแก่ใคร แต่อย่าลืมว่าข้อมูลพฤติกรรมอื่น ๆ โดยรอบก็พอที่จะนำมาประมวลเพื่อทำให้เข้าใจเรื่องส่วนตัวของท่านได้มากมาย
เช่น การเป็นสมาชิกเครือข่ายสังคม หนังสือหรือข้อเขียนที่ท่านอ่านออนไลน์ (ล้วนบอกใบ้ความคิดเห็นทางการเมือง) หลักฐานการขอกู้ยืมจากสถาบันการเงิน ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ออนไลน์ (ยาที่ซื้อสามารถบอกได้ว่าเป็นโรคอะไร และมีสุขภาพดีเลวเพียงใด)
แม้แต่เวลาที่ท่านใช้อินเทอร์เน็ตตอนดึกก็อาจเดาว่าท่านเครียดนอนไม่หลับ ลักษณะของคลิปที่ดู คำถามที่ให้ AI ตอบ การกดไลก์ให้รูปภาพหรือข้อความประกอบ ฯลฯ
(4) เพื่อประโยชน์แก่ลูกค้าในเรื่องความมั่นคงและการป้องกันภัย การระบุอีเมลเเอดเดรสและใช้ password เพื่อล็อกอินในการรับบริการ เช่นในเรื่องการรับใบเสร็จ การอ้างอิงติดต่อในอนาคต การป้องกันการฉ้อฉลต้มตุ๋นจากมิจฉาชีพ ฯลฯ ข้อนี้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนเป็นเรื่องจริงในการหาประโยชน์ทางอ้อมและลับ มากบ้างน้อยบ้างแตกต่างกันในเเต่ละประเทศ โดยเจ้าของอีเมลแอดเดรสมักมิได้ตระหนัก คำถามที่น่าสนใจก็คือ เราควรทำตัวอย่างไรเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบและเกิดอันตรายต่อตัวเราเองมากเกินควร
คำแนะนำก็คือ (1) ในการขอรับโปรโมชัน หรือบริการพิเศษจากธุรกิจควรใช้อีเมลเเอดเดรสอีกชื่อหนึ่งที่มีไว้เฉพาะ (2) เลิกซับสไครบ์เว็บต่าง ๆ อย่างไม่ต้องเกรงใจ (3) หลีกเลี่ยงการให้มากที่สุด ยกเว้นแต่กรณีที่คาดว่าจะได้รับผลประโยชน์
(4) ให้ข้อมูลส่วนตัวในโลกอินเทอร์เน็ตน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ไม่ว่าในแพลตฟอร์มใดก็ตาม (5) ตระหนักเสมอว่าทุกสิ่งที่กระทำในโลกอินเทอร์เน็ตมี “ร่องรอย” ที่สามารถตามรอยได้และสามารถเอามาใช้ให้เป็นประโยชน์ได้เสมอโดยผู้อื่นที่ประสงค์ร้าย
“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี” เป็นจริงเสมอ ในโลกอินเทอร์เน็ตเราใช้มันโดยมีค่าใช้จ่ายที่เป็นตัวเงินน้อยมากจนอาจเรียกได้ว่า “ฟรี” แต่มันก็มี “ราคา” ให้เราต้อง “จ่าย” ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ประเด็นอยู่ที่ว่าเราจะทำตัวอย่างไรให้ต้อง “จ่าย” น้อยที่สุดและสิ่งที่ต้องจ่ายไปนั้นมิใช่น้ำตาที่เสียให้แก่ไอ้พวกต้มตุ๋นทั้งหลาย

