วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ทำอย่างไรให้ไม่มีเสาขวางทางเดินเท้า (ตอน 1)

ทำอย่างไรให้ไม่มีเสาขวางทางเดินเท้า (ตอน 1)

วิธีการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมที่สุด ลด PM2.5 และโลกร้อนได้ดีที่สุด ประหยัดที่สุด และยั่งยืนที่สุดคือพื้นฐานที่มนุษย์มีมานับแสนปี นั่นคือ "การเดิน"

หากคนในเมืองใหญ่ร่วมใจกันเปลี่ยนพฤติกรรมจากการใช้รถยนต์ส่วนตัวระยะทางสั้นๆ มาเป็นการเดิน เราจะสามารถลดมลพิษ PM 2.5 และช่วยชะลอวิกฤติโลกร้อนได้อย่างเป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ในความเป็นจริงของเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานครหรือเทศบาลเมืองต่างๆ ทั่วไทย ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนไทยไม่ชอบเดิน ไม่ใช่เพราะความขี้เกียจ แต่เป็นเพราะสภาพทางเท้าที่ไม่อำนวย

๐ ความสำคัญของความเดินได้ของทางเท้าในเมือง

ความเดินได้ (walkability) ไม่ใช่ความสามารถในการเดินของคน เพราะนั่นคือการเดินได้หรือความสามารถในการเดินได้ของคนที่ไม่พิการ แต่ความเดินได้ของทางหมายถึงสภาพของทางที่น่าเดิน เดินได้ และสะดวกปลอดภัย

งานวิจัยจาก University of Melbourne ชี้ให้เห็นว่าเมืองที่มี “ความเดินได้” สูง มีอัตราการปล่อยมลพิษต่ำกว่าเมืองที่พึ่งพารถยนต์ถึง 3-5 เท่า นอกจากนี้ ข้อมูลจากสหภาพยุโรป (EU) ระบุว่าการส่งเสริมการเดินและปั่นจักรยานในเขตเมืองช่วยลดการใช้พลังงานในภาคขนส่งได้ถึง 20%

แต่ในประเทศไทย เรามักติดกับดักการออกแบบที่เน้นรถยนต์เป็นศูนย์กลางมากกว่าคน การปักเสาไว้กลางทางเพื่อความง่ายของการติดตั้งหรือเพื่อให้อยู่ใกล้ผิวจราจรที่สุด เป็นการสะท้อนถึงการไม่เข้าใจปัญหาที่ผู้ใช้ทางเท้าประสบ รวมทั้งปัญหามลพิษในเมือง ตลอดจนการขาดบูรณาการระหว่างหน่วยงาน

๐ เสากลางทางเดิน : อุปสรรคที่ขวางกั้นเมืองน่าอยู่

ภูมิสถาปัตยกรรมด้านผังเมืองเรียกแนวคิดการออกแบบทางเท้าที่มีประสิทธิภาพว่า “Pedestrian Clear Zone” หรือเขตพื้นที่ทางเดินเท้าที่ปราศจากสิ่งกีดขวาง มาตรฐานของสมาคมเจ้าหน้าที่ขนส่งและทางหลวงแห่งสหรัฐอเมริกา (AASHTO) ระบุชัดเจนว่าทางเท้าควรมีพื้นที่ว่างอย่างน้อย 1.5 - 1.8 เมตร เพื่อให้คนเดินสวนกันได้และรถเข็นคนพิการหมุนตัวได้

ภาพชินตาบนทางเท้าไทยคือ มีเสาไฟฟ้า เสาป้ายจราจร เสาป้ายบอกทาง เสาป้ายทางม้าลาย เสาป้ายประกาศหรือโฆษณา ฯลฯ ปักลงตรงกลางทางเท้าหรือในตำแหน่งที่ขวางการเดินโดยตรง ทำให้เก้าอี้ล้อเลื่อนคนพิการ รถเข็นเด็ก ผู้สูงวัย หรือแม้แต่คนเดินเท้าปกติไม่สามารถผ่านได้สะดวก จนทำให้คนในเมืองบ่มเพาะเป็นนิสัยไม่อยากเดิน

เหตุผลที่เทศบาลไม่ปักเสาป้ายต่างๆ เหล่านั้นให้ชิดริมรั้วหรือริมขอบทางเท้าด้านติดกับเขตที่ดิน คาดว่านอกจากคนงานติดตั้งเสาป้ายไม่มีความรู้ หรือสัญญาก่อสร้างไม่รัดกุม ตัวป้ายเองอาจผิดข้อบังคับทางวิศวกรรมเพราะไปอยู่ในตำแหน่งที่คนขับขี่ยานพาหนะมองไม่เห็นป้ายและอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ ซึ่งสิ่งนี้ก็พึงไม่ให้เกิดขึ้น

๐ ทางแก้ที่ทำได้ทันที คือ “ย้ายเสา เพิ่มแขน”

ข้อเสนอที่ทำได้ง่ายที่สุดคือ การจัดระเบียบเสาป้ายเสียใหม่โดยการย้ายเสาทั้งหมดไปปักที่ริมรั้วหรือเขตที่ดิน หรือทางเท้าด้านที่ไม่ติดถนน และทำ “แขนยื่น” สำหรับติดป้าย ให้ตัวป้ายออกมาอยู่เหนือผิวจราจรหรือที่ขอบถนนตามมาตรฐานความปลอดภัยของการออกแบบถนน (ดูรูปตัวอย่างประกอบ)

ทำอย่างไรให้ไม่มีเสาขวางทางเดินเท้า (ตอน 1)

 

การออกแบบลักษณะนี้มีข้อดี 3 ประการ

คนเดินสะดวก: ทางเท้าจะกลายเป็นพื้นที่โล่งอย่างแท้จริง ปลอดภัยสำหรับคนทุกกลุ่มตามหลักการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล (Universal Design)

คนขับขี่ยานพาหนะเห็นป้ายชัด: การทำแขนยื่นเช่นว่านี้ช่วยให้ป้ายจราจรมาอยู่ในระดับและตำแหน่งที่ผู้ขับขี่มองเห็นได้ง่ายกว่าการติดไว้บนเสากลางทางแบบเดิมที่อาจโดนกิ่งไม้หรือสิ่งก่อสร้างอื่นบังได้

ส่งเสริมการลด PM2.5 และโลกร้อน: เมื่อทางเท้าเดินง่าย คนจะเปลี่ยนพฤติกรรมมาเดินมากขึ้น ลดการพึ่งพารถรับจ้างหรือมอเตอร์ไซค์ในระยะใกล้ แน่นอนสิ่งนี้ต้องใช้เวลา แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้ วันนั้นก็ไม่มีวันมาถึง

๐ ทางแก้ทางวิศวกรรม

งานขยับย้ายเสาป้ายที่ว่านี้เป็นงานวิศวกรรมที่ไม่ต้องพึ่งคนจบปริญญาเอก เทศบาลและกรุงเทพมหานครหรือเมืองพัทยาเพียงแต่ทำสามสิ่งง่ายๆ นี้ คือ

1. ปรับแบบมาตรฐานของการติดตั้งเสาป้ายที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ให้ตรงกับแนวคิดนี้ เพื่อขจัดปัญหาไปอย่างถาวร 

2. ทำคู่มือการติดตั้งเสาป้ายที่ถูกต้องให้คนงานที่อาจไม่มีความรู้และหรือเป็นคนต่างชาติ นำไปใช้งานในภาคสนาม 

3. เขียนข้อกำหนดในสัญญาจ้างให้ชัดเจนและรัดกุม

๐ กฎหมายและสิทธิในการเข้าถึง

ตามพระราชบัญญัติการจัดระเบียบการจอดรถยานยนต์ในเขตเทศบาลและสุขาภิบาล และ พ.ร.บ.ทางหลวง รวมถึง พ.ร.บ.ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ.2550 กำหนดชัดเจนว่าทางสาธารณะต้องมีการออกแบบที่คำนึงถึงการเข้าถึงได้ของคนพิการ 

การปักเสาขวางทางเดินจนเก้าอี้ล้อเลื่อนหรือรถเข็นผ่านไม่ได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิตามกฎหมายและขัดต่อมาตรฐานการออกแบบสิ่งอำนวยความสะดวกขั้นพื้นฐาน นอกจากนี้กฎกระทรวงกำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา (พ.ศ.2548) ยังเน้นย้ำเรื่องความกว้างของทางเดินที่ต้องต่อเนื่องและไม่มีสิ่งกีดขวาง 

หากหน่วยงานท้องถิ่นทั้งกรุงเทพมหานครและเทศบาลต่างจังหวัดหันมาจริงจังกับการบังคับใช้มาตรฐานเหล่านี้ การย้ายเสาจึงไม่ใช่เพียงเรื่องความสะดวก ปลอดภัย สวยงาม แต่เป็นเรื่องของความถูกต้องตามกฎหมายด้วย

บทสรุป

การแก้ปัญหาโลกร้อนและการสร้างเมืองที่ยั่งยืนเริ่มต้นได้ที่ก้าวเท้าของเรา ทว่ารัฐเองต้องมอบทางเท้าที่มีความเดินได้จริงให้กับประชาชน การขยับเสาป้ายดังที่กล่าวมาใช้งบประมาณน้อยและทำได้เร็วมาก เพียงแต่รัฐต้องปรับกระบวนทัศน์ในการออกแบบพื้นที่สาธารณะและนำไปปฏิบัติจริงตามที่เสนอมานี้

หาก กทม. และเทศบาลทั่วประเทศเริ่มทำตั้งแต่วันนี้ เราจะเห็นภาพเมืองที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ที่คนเดินยิ้มได้ในเวลาไม่นานเลย