ตาราง “Top 10 Countries in the World in Science and Technology” จะเห็นความจริงที่น่าทึ่งว่า “Vietnam” พัฒนาประเทศได้เร็วมากๆ จนสามารถยกระดับขึ้นมาอยู่ใน 10 อันดับแรกของโลกในหลายสาขาวิชา
อาทิ Mathematics, Physics, Chemistry, Biology แสดงว่า การศึกษาของเวียดนามให้ความสำคัญหนักมากในเรื่อง STEM (Science, Technology, Engineering, and Mathematic) (ที่มา IMO, ICHO, IPHO, IBO.101 - As Of 2025)
ตารางนี้อ้างอิงจากเวทีวิชาการระดับโลก อันได้แก่ International Mathematical Olympiad, International Physics Olympiad, International Chemistry Olympiad, International Biology Olympiad และ International Olympiad in Informatics จึงเป็น “กระจก” ที่สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพเชิงลึกของระบบการศึกษาของแต่ละประเทศอย่างชัดเจน
ทุกวันนี้ “ความสามารถในการแข่งขัน” ของแต่ละประเทศไม่ได้วัดกันด้วย “ความกว้างใหญ่ของพื้นที่” หรือ “ทรัพยากรธรรมชาติ” เท่านั้น หากแต่วัดกันที่ “คุณภาพของคน” เป็นสำคัญ เพราะ “คน” คือ ผู้สร้างสรรพสิ่ง โดยเฉพาะพัฒนาการทางเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ประเทศที่ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่าง China ที่ครองตำแหน่งอันดับหนึ่งในแทบทุกสาขา จึงไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการลงทุนระยะยาวในการสร้าง “คนเก่ง” อย่างเป็นระบบ
ขณะที่ United States, Russia และ South Korea ยังคงรักษาความแข็งแกร่งของการพัฒนาประเทศด้วยการบูรณาการระหว่างความเป็นเลิศทางวิชาการกับการประยุกต์ใช้งานได้จริง
สิ่งที่น่าสนใจอย่างยิ่ง ก็คือ การก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของประเทศเวียดนาม ซึ่งปรากฏอยู่ใน “Top 10” หลายสาขาอย่างโดดเด่น จนแซงหน้าหลายประเทศที่เคยเป็นผู้นำในอดีต นี่ไม่ใช่เพราะค่าแรงต่ำ (ตามที่เข้าใจกัน) หรือโชคช่วยเลย
หากแต่เป็นผลจาก “การออกแบบระบบสร้างคน” อย่างมีเป้าหมายชัดเจน ตั้งแต่การคัดเลือกนักเรียนที่มีศักยภาพ การพัฒนาครูอย่างเข้มข้น การพัฒนาระบบการศึกษาในทุกระดับ ไปจนถึงการเชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจและการพัฒนาธุรกิจอุตสาหกรรมของประเทศ
การเปรียบเทียบขนาดเศรษฐกิจจาก GDP (PPP) ระหว่างเวียดนามกับไทย ยิ่งตอกย้ำความจริงที่ว่า “คุณภาพคน” กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของประเทศที่กำลังท้าทายประเทศไทยในขณะนี้
ซึ่งไม่ใช่เรื่องของ “ใครแซงใคร” อีกต่อไป เพราะเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วนมากกว่า ก็คือคำถามที่ว่า “เราจะสร้างคนแบบไหนเพื่อรองรับอนาคต” เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป
หากพิจารณาจากข้อมูลสถิติในตารางอย่างลึกซึ้งแล้ว เราก็จะพบว่าความสำเร็จของประเทศชั้นนำจะมี “จุดร่วม” ที่ชัดเจนอยู่ 4 ประการ คือ
(1) “การศึกษาที่เน้นคุณภาพมากกว่าปริมาณ” คือไม่ใช่เพียงการเรียนเพื่อสอบ แต่เป็นการสร้างทักษะในการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา และสร้างสรรค์
(2) “ครูที่มีคุณภาพสูง” คือ ครูที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ถ่ายทอดความรู้เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ที่สามารถออกแบบการศึกษาเรียนรู้ตลอดชีวิต และจุดประกายเพื่อดึงศักยภาพของผู้เรียนออกมาได้เต็มที่ด้วย
(3) “การเชื่อมโยงการศึกษากับระบบเศรษฐกิจดิจิทัล” คือ การสร้างคนที่มีความรู้ความสามารถด้านดิจิทัลให้มีบทบาทในการพัฒนาอุตสาหกรรมด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย และสามารถสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ ได้
(4) “การคิดแบบวิศวกร” คือ การพัฒนาคนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล มีตรรกะ และคิดเป็นระบบ เพื่อออกแบบคนไทยให้ตรงกับความต้องการในปัจจุบัน และสามารถรองรับความต้องการในอนาคตได้ด้วย
การยกระดับประเทศในศตวรรษที่ 21 นี้ จึงไม่สามารถอาศัยเพียง “โครงสร้างพื้นฐาน” หรือ “การลงทุนจากต่างประเทศ” เท่านั้น แต่ต้องยึด “คนในชาติ” เป็นสำคัญด้วย คือ ต้องเริ่มจากการออกแบบ “คน” และ “การศึกษา” ใหม่ทั้งระบบ
ตั้งแต่ห้องเรียนไปจนถึงโรงงานและสังคม จากการเรียนรู้เชิงท่องจำไปสู่การเรียนรู้เชิงคิดวิเคราะห์ จากแรงงานทั่วไปไปสู่แรงงานทักษะสูง โดยเฉพาะ “ผู้นำพันธุ์ใหม่” ที่มีธรรมาภิบาลและมีความรับผิดชอบต่อสังคมด้วย
ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อดูจากจำนวนนักเรียนที่สอบเข้า “โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา”(และโรงเรียนที่มีชื่อเสียงโด่งดัง) ในแต่ละปี ซึ่งสอบแข่งขันกันเป็นหมื่น แต่รับเข้าเรียนได้เพียงพันกว่าคนเท่านั้น จนถึงวันนี้เราต้องยอมรับว่า เราได้สร้าง “คนเก่ง”(และ “คนดี”) จำนวนมาก
แต่น่าเสียดายที่ทุกวันนี้ “ระบบพัฒนาคน” ของเรา ไม่ต่อเนื่องและแข็งแกร่งเพียงพอที่จะทำให้คนเก่งของเราทำงานร่วมกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยอย่างยั่งยืน ซึ่งจะทำให้เราสามารถยืนอยู่แถวหน้าของโลกได้อย่างสมภาคภูมิ
ทุกวันนี้ เราจะต้องสร้าง “เวที” เพื่อรองรับคนไทยที่เก่งระดับชาติ (โลก) ให้มีโอกาสแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ ปัญหาอยู่ที่ว่าเราจะทำอย่างไรให้คนเก่งของเราสามารถทำงานร่วมกันเป็น “หนึ่งเดียว” เพื่อประเทศไทยอย่างแท้จริง ครับผม!

