วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

จากปริมาณสู่คุณภาพ โจทย์ท้าทายท่องเที่ยวไทย เมื่อ “ความยั่งยืน” คืออนาคต

จากปริมาณสู่คุณภาพ โจทย์ท้าทายท่องเที่ยวไทย เมื่อ “ความยั่งยืน” คืออนาคต

การท่องเที่ยวคือ หนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่สิ่งที่เกิดควบคู่กันไปคือ จำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงขึ้น นำไปสู่ภาระต่อทรัพยากร เมือง และชุมชนที่เพิ่มขึ้นตามมา กลายเป็นปัญหาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กระทั่งนำไปสู่การที่รัฐบาลจะพิจารณาลดระยะเวลา “ฟรีวีซ่า” เหลือ 30 วันจาก 60 วัน

สะท้อนให้เห็นว่าการเติบโตของภาคการท่องเที่ยว ไม่ใช่เพียงว่า ไทยจะดึงนักท่องเที่ยวได้มากขึ้นเท่าใด หากแต่อยู่ที่ว่า ไทยจะบริหารการเติบโตนั้นอย่างไรไม่ให้กลายเป็นต้นทุนสะสมที่ย้อนกลับมาบั่นทอนทั้งคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ คุณภาพของแหล่งท่องเที่ยว และความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ขณะเดียวกัน เทรนด์การท่องเที่ยวกำลังเปลี่ยนผ่านจากการ “ปริมาณ” ไปสู่ “คุณภาพ” มากขึ้น โดยนักท่องเที่ยวให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นเงื่อนไขใหม่ของการอยู่รอดของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

หนึ่งในการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน คือ การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ แม้ประเทศไทยเริ่มวางรากฐานเรื่องนี้เอาไว้อย่างมีนัยสำคัญมากขึ้น ทั้งยกระดับมาตรฐานโรงแรมผ่าน Green Hotel Plus และผลักดันมาตรฐานใหม่อย่าง Green Destination Standards

เพื่อขยายแนวคิดความยั่งยืนไปสู่แหล่งท่องเที่ยว ชุมชน และผู้ประกอบการรายย่อย ตลอดจนการพัฒนาเครื่องมือวัดคาร์บอนสำหรับโรงแรมและเส้นทางการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

แต่ทว่าหากมองให้ลึกลงไป นโยบายปัจจุบันยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเครื่องมือ มาตรฐานและแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังมีลักษณะกระจัดกระจายหลายส่วน และยังอยู่ในรูปแบบสมัครใจเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น Green Hotel Plus, Green Destinations Standard, Green Health Hotel, Green Leaf Certification ฯลฯ ตลอดจนเครื่องมือวัดคาร์บอน 

อีกทั้งยังขาด “เส้นทางการเปลี่ยนผ่าน” ที่ชัดเจนร่วมกันทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น มาตรฐานพื้นฐานของผู้ประกอบการ แรงจูงใจทางการเงินหรือสิทธิประโยชน์ของรัฐ ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยต้องเผชิญความสับสน และปรับตัวแบบแยกส่วน มากกว่าการเดินไปในทิศทางเดียวกันทั้งระบบอุตสาหกรรม

ข้อจำกัดถัดมา ในทางปฏิบัติ ธุรกิจขนาดใหญ่มีทั้งเงินทุน บุคลากรและระบบจัดการที่พร้อมพอจะลงทุนเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ได้ ขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อยจำนวนมากกลับไม่สามารถเข้าถึงระบบเหล่านี้ เพราะติดข้อจำกัดด้านทรัพยากร ความรู้ และศักยภาพในการดำเนินการ

ผลที่ตามมาคือ ความยั่งยืนอาจกลายเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ดีกับผู้เล่นเพียงบางรายในอุตสาหกรรม มากกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในภาพรวม และในระยะยาวอาจยิ่งซ้ำเติมความเหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายเล็กให้ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

อีกประเด็นที่ยังต้องตั้งคำถามคือ นโยบายจำนวนมากในปัจจุบันยังให้น้ำหนักไม่มากพอกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในจุดที่มีนัยสำคัญที่สุด ทั้งที่ข้อมูลชี้ว่าแหล่งปล่อยหลักของภาคการท่องเที่ยวอยู่ที่การเดินทางและการใช้พลังงานในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่

ขณะที่เครื่องมือหลักกลับกระจุกอยู่ที่ที่พัก มาตรฐานสถานประกอบการ การชดเชยคาร์บอน หรือโครงการนำร่องในบางพื้นที่มากกว่า ซึ่งหากยังไม่มีมาตรการที่ลงลึกถึงต้นตอของการปล่อยคาร์บอน การเปลี่ยนผ่านสู่การท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำอาจยังคงเป็นการปรับตัวในระดับผิวหน้า มากกว่าการยกระดับโครงสร้างทั้งระบบอย่างแท้จริง

๐ โจทย์จริงของการท่องเที่ยวยั่งยืน ที่มากกว่าการลดคาร์บอน

หากมองความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเป็นเพียงเรื่องการลดคาร์บอน ไทยอาจกำลังแก้โจทย์เพียงส่วนเล็กของปัญหาที่ใหญ่กว่านั้นมาก เพราะในความเป็นจริง ไม่ได้มีเพียงมิติสิ่งแวดล้อม แต่ยังรวมถึงความยั่งยืนทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย 

กล่าวคือ ภาคท่องเที่ยวจะยั่งยืนไม่ได้ หากยังสร้างรายได้แบบกระจุกตัว เปราะบางต่อความเสี่ยง และก่อให้เกิดต้นทุนต่อชุมชนและทรัพยากรในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แม้ไทยจะมีรายได้จากการท่องเที่ยวสูง แต่ผลประโยชน์ยังกระจุกอยู่ในไม่กี่จังหวัด

ขณะที่หลายพื้นที่ยังไม่สามารถเชื่อมการท่องเที่ยวเข้ากับการยกระดับเศรษฐกิจท้องถิ่นได้อย่างแท้จริง ภาพเช่นนี้สะท้อนว่า การเติบโตของการท่องเที่ยวอาจยังไม่นำไปสู่การพัฒนาที่กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง

ในมิติสิ่งแวดล้อมและคุณภาพการจัดการ ปัญหาหลายด้านก็ยังชี้ให้เห็นว่าไทยยังต้องขยับจากการส่งเสริม “ภาพลักษณ์สีเขียว” ไปสู่การจัดการเชิงระบบมากขึ้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ปัญหาขยะ น้ำเสีย และแรงกดดันต่อโครงสร้างพื้นฐานในเมืองท่องเที่ยวสำคัญอย่างภูเก็ต

ซึ่งปริมาณนักท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อาจเกินขีดความสามารถของระบบท้องถิ่นในการรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 ขณะเดียวกัน ประเด็นความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวก็ยังเป็นโจทย์ซ้ำซากที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว สิ่งเหล่านี้ชี้ว่า ความยั่งยืนของภาคท่องเที่ยวไม่ได้วัดจากจำนวนโรงแรมที่ผ่านมาตรฐานหรือกิจกรรมลดคาร์บอนเพียงบางส่วนเท่านั้น แต่ต้องวัดจากความสามารถของระบบโดยรวมในการรองรับการเติบโตโดยไม่สร้างผลกระทบสะสมจนเกินรับไหว

ยิ่งไปกว่านั้น การท่องเที่ยวยังเป็นหนึ่งในภาคส่วนที่เผชิญความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง น้ำท่วม ภัยความร้อน การกัดเซาะชายฝั่ง หรือการเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล เช่น ปะการังและชายหาด ซึ่งล้วนเป็นฐานสำคัญของการท่องเที่ยวไทย

แต่ความท้าทายสำคัญคือ ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเหมือนกันทุกพื้นที่ และไม่สามารถรับมือด้วยมาตรการแบบเดียวกันทั้งประเทศได้ จึงจำเป็นต้องมีแนวทางการปรับตัวที่สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่

ภาครัฐจึงต้องทำหน้าที่เป็นผู้เอื้อให้เกิดการปรับตัวอย่างจริงจัง ทั้งผ่านข้อมูล การวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน และการสนับสนุนให้ท้องถิ่นและผู้ประกอบการสามารถรับมือกับความเสี่ยงใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยจะไม่เกิดขึ้นจากมาตรฐาน หรือโครงการใดโครงการหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายทั้งระบบ ให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินไปพร้อมกับการดูแลทรัพยากร การยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ และการสร้างความพร้อมรับมือกับความเสี่ยงในระยะยาว

นั่นหมายถึง การเชื่อมมาตรฐาน สิทธิประโยชน์ โครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย การกระจายรายได้ และการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศเข้าด้วยกันอย่างมีทิศทางเดียว ไม่เช่นนั้น การท่องเที่ยวไทยอาจจะยังเติบโตต่อได้ในเชิงปริมาณ แต่จะเป็นการเติบโตบนฐานที่เปราะบางลงเรื่อย ๆ และท้ายที่สุดก็อาจบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศเองในระยะยาว